
"เจ้าเอ็กซ์" สัญญาไม่สร้างปัญหาให้สมาคมยิงปืนศาลนัดอีกรอบ4ส.ค.
"เจ้าเอ็กซ์" จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม สัญญาต่อหน้าศาลจะกลับตัวและไม่สร้างปัญหาให้สมาคมยิงปืนอีก หากได้รับโอกาสพร้อม โอภาส เรืองปัญญาวุฒิ กลับคืนสู่ทีมชาติ ด้าน "ปองพล อดิเรกสาร" ย้ำชัดต่อศาลปกครองกลาง "แก้วร้าว ยากกลับมาทำงานด้วยกัน" ขณะที่ศาลนัดไต่สวนอี
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ศาลปกครองกลาง อัยการนัดไต่สวนฉุกเฉินคดีดำที่ 514/2552 กรณีที่ นายโอภาส เรืองปัญญาวุฒิ และนายจักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม 2 นักกีฬายิงปืนยื่นฟ้อง การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นจำเลยที่ 1/สมาคมยิงปืนแห่งประเทศไทย เป็นจำเลยที่ 2 และคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬายิงปืน เป็นจำเลยที่ 3 หลังจากสมาคมกีฬายิงปืนไม่ยินยอมรับทั้ง 2 คนเป็นสมาชิก นำไปสู่การไม่ได้รับโอกาสคัดเลือกติดทีมชาติไทยเพื่อเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ลาว ระหว่างวันที่ 9-18 ธันวาคม แม้ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งคุ้มครองให้นักกีฬาทั้ง 2 คนเข้าร่วมแข่งขันคัดเลือกตัวของสมาคม โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมรับฟัง สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายปองพล รายงานต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2551 สมาคมจัดประชุมคณะกรรมการบริหารร่วมกับนักกีฬาเพื่อให้นักกีฬาเสนอปัญหาต่างๆ หลังจากเกิดการขัดข้องหมองใจกันตลอด ซึ่งได้ปรับความเข้าใจกันเป็นอย่างดี ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 นักกีฬาทั้ง 2 คนยื่นร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการโอลิมปิก ทำให้สมาคมเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงมีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2551 ว่าไม่รับนักกีฬาทั้ง 2 เป็นสมาชิกของสมาคม ซึ่งระเบียบข้อบังคับของสมาคมหมวดที่ 8 ว่าด้วยเรื่องระเบียบวินัยนักกีฬายิงปืนทีมชาติระบุว่า กรณีนักกีฬาจะได้รับการคัดเลือกติดทีมชาติต้องได้รับการรับรองเป็นสมาชิกของสมาคมด้วย
นายปองพล รายงานต่อว่า สาเหตุที่สมาคมไม่เลือกนักกีฬาทั้ง 2 คนติดทีมชาติ เนื่องจากนักกีฬา ทั้ง 2 คน มีความประพฤติไม่ดี โดยในรายของจักรกฤษณ์ ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในสนามยิงปืนกับเพื่อนนักกีฬาบ่อยครั้ง ส่วนโอภาส โจมตีการบริหารงานของสมาคมผ่านสื่อมวลชน และร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทำให้สมาคมเสื่อมเสียชื่อเสียง สมาคมจึงประกาศรายชื่อนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือกตัว 33 คน (ชาย 20 คน หญิง 13 คน) โดยไม่มีชื่อของนักกีฬาทั้ง 2 คน หากศาลมีคำสั่งให้ จักรกฤษณ์ และโอภาส ติดทีมชาติจะยุ่งยากต่อการวางแผนเตรียมนักกีฬา และส่งรายชื่อไปยัง กกท.ต่อไป จึงอยากวิงวอนขอความเป็นธรรมต่อศาลเห็นต่อสมาชิกโดยส่วนรวมกว่า 1,200 คน เพราะสมาคมไม่อยากเห็นความแตกแยกในหมู่นักกีฬา และเกิดความยากลำบากใจต่อการทำงานร่วมกัน
"นักกีฬาทั้ง 2 คนละเมิดข้อบังคับของสมาคมตลอด มีฝีมืออย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเป็นคนดี มีระเบียบวินัยด้วย ผมยังแปลกใจว่าในเมื่อสมาคมไม่ดีถึงขนาดเสนอถอดถอนผมออกจากตำแหน่งนายกสมาคมแล้วทำไมอยากเรียกร้องเข้าเป็นสมาชิก แก้วที่มันร้าวไปแล้วยากที่จะกลับมาทำงานร่วมกันอีก"
จากนั้นศาลสอบถาม กกท. ว่ากระบวนการรับนักกีฬาทั้ง 2 คนติดทีมชาติยากลำบากหรือไม่ กองนิติการ กกท.ชี้แจงว่า การพิจารณาจัดสรรค่าใช้จ่ายฝึกซ้อมเพิ่มเติมอีก 2 คนสามารถทำได้ แต่การส่งรายชื่อเข้าร่วมแข่งขันต้องส่งแค่ 33 คน ตามระเบียบสหพันธ์ ซึ่งต้องแจ้งส่งรายชื่อล่วงหน้า 1 เดือน อย่างไรก็ตามสมาคมต้องตอบสังคมให้ได้ว่าหากไม่รับนักกีฬาทั้ง 2 คนติดทีมชาติเนื่องจากเหตุผลประการใด ทั้งนี้ศาลมีความเห็นนัดไต่สวนครั้งต่อต่อไปวันที่ 4 สิงหาคมนี้
ทั้งนี้ ระหว่างการไต่สวน จักรกฤษณ์พนมมือและกล่าวกับนายปองพลต่อหน้าศาลว่า อยากวิงวอนให้สมาคมเห็นใจและขอโอกาสให้ตนและโอภาสกลับมาติดทีมชาติ โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับเนื้อกลับตัวไม่ละเมิดข้อบังคับสมาคม ไม่ว่ากรณีใดๆ และจะคว้าเหรียญทองในกีฬาซีเกมส์มาครองให้ได้



