ข่าว

ต่อยอดนวัตกรรมปั้น'ไฮจั๊บ'สานฝันอายุน้อยร้อยล้าน

ต่อยอดนวัตกรรมปั้น'ไฮจั๊บ'สานฝันอายุน้อยร้อยล้าน

29 มี.ค. 2559

ต่อยอดนวัตกรรมปั้น'ไฮจั๊บ'ยกระดับอาหารพื้นบ้าน-สานฝันอายุน้อยร้อยล้าน : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยทัศน์วิมน สิงหะไชย

           เส้นทางการทำธุรกิจแม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด แต่หากเรามีความมุ่งมั่นต้องการจะทำในสิ่งที่ตนเองรักและชื่นชอบ ก็ย่อมทำให้เกิดกำลังใจ พร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามที่สกัดกั้นให้ผ่านพ้นไปได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมือใหม่ที่เข้ามาเริ่มต้นทำธุรกิจอย่างกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่ต่างมีความฝันอยากจะเป็น “เถ้าแก่” กับเขาสักวัน เชื่อว่าฝันนั้นจะไม่ไกลเกินเอื้อม

           ธุรกิจผลิตกวยจั๊บกึ่งสำเร็จรูป ตราไฮจั๊บ (High Jub) เป็นอีกหนึ่งธุรกิจหนึ่งที่เกิดจากความชื่นชอบในการรับประทานกวยจั๊บเป็นทุนเดิมของนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่นามว่า “ออยล์" ณัฐปภัสร์ ถิรธนาอัครวัต ซึ่งมีความฝันเช่นเดียวกับหนุ่มๆ สาวๆ อีกหลายคนที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่อยากทำงานใต้บังคับบัญชาของใคร รักอิสระ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ จึงทำให้เธอเลือกเดินทางสานฝันของตัวเองหลังจากทดลองทำงานในระบบที่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของคนอื่นเป็นหลัก โดยนอกเหนือจากความชื่นชอบส่วนตัวในอาหารชนิดนี้แล้ว แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เลือกลงทุนในธุรกิจกวยจั๊บกึ่งสำเร็จรูป ก็คือต้องการยกระดับอาหารท้องถิ่นของ จ.อุบลราชธานี ให้ผู้คนรู้จักเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นด้วย

           “ณัฐปภัสร์" ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้จัดการ หจก.ฟาริช ฟู้ดส์ เล่าว่า เส้นทางการทำงานของเธอเริ่มต้นจากการไปช่วยงานธุรกิจรับเหมาของครอบครัวก่อน เป็นงานปรับพื้นที่ร่วมกับกรมชลประทานในหลายๆ โครงการ เช่น โครงการแก้มลิง โครงการไทยเข้มแข็ง จากนั้นหันมาจับธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพร และรับงานเป็นมัคคุเทศก์รับเหมาจัดทัวร์ แต่ด้วยความที่ชอบงานอิสระ จึงเริ่มมองหาธุรกิจของตัวเองที่จะมาสร้างรายได้และความมั่นคงในชีวิต และตัดสินใจใช้เงินลงทุนก้อนแรกเกือบหลักล้านบาทในการก่อร่างสร้างธุรกิจ ซึ่งถูกจุดประกายผลงานนวัตกรรมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่คว้ารางวัลชนะเลิศในการนำเส้นกวยจั๊บกึ่งสำเร็จรูปเข้ามาประกวดโครงการแผนการตลาดอาร์ทูเอ็ม

           ด้วยความที่เป็นนักรับประทานกวยจั๊บตัวยง เมื่อเห็นผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาก็เริ่มมองเห็นหนทางพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจ เธอมองว่ากวยจั๊บเป็นอาหารพื้นเมืองที่ยังไม่มีใครยกระดับให้แพร่หลาย ดังนั้น จึงเลือกที่จะนำมาต่อยอดด้วยการเพิ่มผงซุปปรุงรสหมูยออุบล ผลิตเป็นของฝากที่มีเฉพาะตัวเส้นธัญพืชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เส้นอัญชัน เส้นใบเตย เส้นฟักทอง ซึ่งผู้บริโภคสามารถหอบหิ้วกลับบ้านนำไปปรุงรสร่วมกับอาหารอื่นๆ ได้ทันที

           แม้ปัจจุบันนี้ธุรกิจของ “กวยจั๊บกึ่งสำเร็จรูป” จะประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค แต่ออยล์บอกว่า เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่อย่างใด ในช่วงแรกๆ ของการทำธุรกิจต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหามากมาย เช่น การสร้างความรับรู้ต่อผู้บริโภคเป็นเรื่องยากพอสมควร การทำตลาดทั้งในรูปแบบการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วไปและการทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย ถือเป็นปัญหาแรกๆ ที่ประสบ ตามมาด้วยปัญหาการบริหารจัดการ ทั้งจากทรัพยากรบุคคล อาทิ บางคนทำงานแต่ไม่มีใจรักในเรื่องของอาหาร ขณะที่ในส่วนของเครื่องจักรก็ไม่เพียงพอต่อการผลิต ที่สำคัญการผลิตมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะการสั่งทำถ้วยใส่อาหารจากโรงงาน เป็นต้น

           “ช่วงแรกลูกค้ายังไม่รู้จัก ยังไม่ชินเหมือนอาหารกึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ ที่มีทั่วประเทศ ก็จะถามว่ากวยจั๊บแห้งหรือกวยจั๊บอะไร เราต้องไปสร้างการรับรู้ใหม่ให้ลูกค้า เพราะมีคู่แข่งทางอ้อมนั่นก็คือ ร้านอาหารปรุงสด เช่น ร้านอาหารตามสั่ง หรือร้านกวยจั๊บทั่วไป ขณะที่บุคลากรก็มีการเข้าออกเป็นว่าเล่น เพราะไม่มีใจรักเรื่องการทำอาหาร ไม่มีความอดทนในกระบวนการทำงานบางส่วน ที่สำคัญเครื่องจักรไม่เพียงพอในการผลิต ทำให้ต้องไปขอเช่าพื้นที่จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อทำการผลิต ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเราในช่วงการทำธุรกิจแรกๆ”

           เมื่อถามว่า จุดเด่นของ “ไฮจั๊บ” คืออะไร ออยล์ตอบว่า อันดับแรกคือแพ็กเกจของผลิตภัณฑ์ที่จดจำได้ง่าย จากการใช้กล่องใส่อาหารเป็นรูปถ้วยสีดำ และใช้ฉลากโทนทองเหลืองส้ม ต่อมาคือเส้นกวยจั๊บจะมีลักษณะเส้นใสเสมอกันทั้งเส้น และเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทานได้ทันทีเมื่อเติมน้ำร้อนไปเพียง 5 นาที เส้นจะนิ่มสุกเสมอกัน ที่สำคัญน้ำซุปและหมูยอจะใช้สูตรที่ไฮจั๊บคิดค้นขึ้นมาเอง โดยไม่มีการใส่ผงชูรสในผงปรุงรส ขณะที่ในถ้วยจะมีขีดแสดงปริมาณการเติมน้ำลงไปในถ้วยไว้ชัดเจน เช่น หากชอบน้ำเข้มข้นก็ลดขีดลงไป แต่หากชอบจืดก็ให้เติมน้ำเพิ่มเหนือขีดขึ้นมา

           นักธุรกิจสาวบอกว่า ตอนรับแบบเส้นกวยจั๊บมาผลิตในช่วงแรก เส้นจะไม่ใสเหมือนเช่นปัจจุบัน โดยมีลักษณะเหมือนกับที่ผู้เชี่ยวชาญผลิตมา มีขนาดวงใหญ่กว่าที่ผลิตอยู่ แต่ด้วยความที่มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขนาดวงเส้นกวยจั๊บของไฮจั๊บเหลือเพียงขนาดวงเล็กพอดีคำ โดยเมื่อโดนความร้อนและคลายตัวออกมาเส้นจะไม่ยาวหรือสั้นจนเกินไป รับประทานได้ง่าย ส่วนเครื่องปรุงจะได้จากพันธมิตรที่ได้เครื่องหมายฮาลาล, อย. และจีเอ็มพีเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ผงซุปจะคิดสูตรเองค้นเองต่อยอดจากภูมิปัญญาเดิม และทำสเปรย์ดรายในรูปแบบผง ซึ่งบอกได้ว่ามีเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น  รวมทั้งหมูยอก็ทำเป็นสูตรที่มีส่วนผสมของแป้งและพริกไทยไม่เยอะเกินไป

           ทั้งนี้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ “ไฮจั๊บ” มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ ผลิตภัณฑ์ต้นตำรับกวยจั๊บหมูยออุบล, กวยจั๊บหมูยอต้มยำ และมีเส้นธัญพืชต่างๆ อาทิ อัญชัน เส้นใบเตย เส้นฟักทอง ซึ่งเป็นราคาที่จับต้องได้ในทุกกลุ่มอาชีพ โดยราคาขายปลีกจะอยู่ที่ 25 บาทต่อถ้วย (คัพ) ส่วนเส้นธัญพืชราคาอยู่ที่ 35 บาท เหมาะเป็นของฝาก โดยมีอายุการเก็บรักษาได้นาน 1 ปี ทั้งเส้นธัญพืชและแบบคัพ ส่วนราคาขายส่งขึ้นอยู่กับอัตราการสั่งและระยะทาง ซึ่งจะส่งอยู่ที่ประมาณ 500 คัพขึ้นไป ผ่านทางไปรษณีย์และขนส่งเอกชน รวมถึงออกบูธในงานแสดงสินค้าต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ ยังขายผ่านช่องทางตัวแทน (เอเย่นต์) ในประเทศและต่างประเทศ

           ออยล์ บอกว่า ต้องการให้สินค้าเป็นที่แพร่หลายในกลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศในยุโรปได้รู้จักอาหารท้องถิ่นด้วย โดยที่ผ่านมาได้มีโอกาสทดลองทำการตลาดผ่านตัวแทนหลายรายที่เป็นเพื่อนทั้งในตลาดเมียนมาร์ และเยอรมนี ซึ่งส่งออกถือเป็นเป้าหมายสูงสุดในอนาคตที่อยู่ระหว่างศึกษากฎข้อระเบียบบังคับต่าง เช่นกัน

           “นอกจากขายในไทยแล้วเราต้องการให้กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มทางยุโรปได้เห็นว่าอาหารท้องถิ่นที่เขาได้กินมีการพัฒนาไปถึงขนาดนี้ และจับต้องได้ ลิ้มรสได้ในบ้านของเขาเอง ด้วยความที่เราเคยเป็นมัคคุเทศก์มาก่อน จึงทำให้รู้ว่าชาวต่างชาติจะไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก ชอบอะไรที่สะดวก เร็วและคุ้มค่า เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไฮจั๊บจะตอบโจทย์เขาได้ดี โดยไม่ต้องไปสร้างการรับรู้ใหม่ให้แก่เขา ซึ่งโอกาสของเรามีช่องทางตัวแทน เนื่องจากหลายๆ รายที่เราร่วมมือกัน ทั้งในเมียนมาร์ก็เป็นเพื่อนกัน ส่วนที่เยอรมนีจะเป็นพี่ที่รู้จักไปเรียนปริญญาโทและเอกอยู่ที่นั่น ทำให้ไฮจั๊บได้มีการโอกาสเข้าไปทดลองตลาดดังกล่าว"

           ส่วนนโยบายการขายผ่านเอเย่นต์ในไทยนั้น เธอบอกว่า จะมีการบริหารไม่ให้ชนกัน แต่ถ้าเป็นอำเภอเล็กขอสงวนสิทธิ์เฉพาะของไฮจั๊บเจ้าเดียว คือเอเย่นต์แต่ละพื้นที่ถ้าพื้นที่หนึ่งมีเอเย่นต์ 4-5 เจ้า การขยายตลาด การจัดจำหน่ายหรือไลน์ของเขาจะชนกัน และส่งผลต่อยอดขายได้ไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นใน 1 ตำบลถ้ามีไฮจั๊บเป็นเซ็นเตอร์รายเดียวจะทำให้การกระจายรายได้ของเอเย่นต์เหล่านี้อยู่ได้
 
           “ณัฐปภัสร์” บอกอีกว่า มีแผนจะนำสินค้าเข้าไปขายในโมเดิร์นเทรดทั้งใน จ.อุบลราชธานี และต่างจังหวัด ซึ่งอยู่ในช่วงกระบวนการเจรจา โดยสิ่งที่โมเดิร์นเทรดต้องการคือ จะต้องมีกำลังการผลิตส่งให้เพียงพอ ปัจจุบันไฮจั๊บมียอดสั่งซื้อ (ออเดอร์) เฉลี่ยเข้ามาเป็นพันถ้วยต่อวัน หรือประมาณ 3-4 หมื่นถ้วยต่อเดือน แต่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอต่อการรองรับออเดอร์ดังกล่าว เนื่องจากผลิตได้เพียง 6,000 ถ้วยต่อเดือน หรือเฉลี่ยตกวันละ 200 ถ้วยเท่านั้นด้วยเครื่องจักรที่ใช้ผลิตมีขนาดกลางและเล็ก ดังนั้น จึงมีแผนจะใช้แรงงานจากเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานคนมากขึ้น และขอเงินสนับสนุนจากเอสเอ็มอีแบงก์เพื่อจะนำมาขยายการลงทุนในเครื่องจักรใหม่รองรับออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย คาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

           "หลังการปรับมาใช้แรงงานจากเครื่องจักรขนาดใหญ่ทดแทน เชื่อว่าจะทำให้มีการผลิตสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เพราะกระบวนการผลิตบางอย่างต้องใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมง หรือทำในช่วงเช้าเย็นถึงจะเสร็จสิ้น แต่เราต้องใช้งบลงทุนอีกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพื่อรองรับออเดอร์เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนที่ขอกู้จากเอสเอ็มอีแบงก์อยู่ในวงเงิน 5 ล้านบาท อยู่ในช่วงการดำเนินการอยู่ ขณะที่การลงทุนในส่วนอื่นๆ ที่ผ่านมาตั้งแต่เส้นแรกจนมาถึงเป็นต้มยำ ใช้ทุนส่วนตัวก้อนแรกไปแล้วเกือบล้านบาทในการก่อสร้าง ค่าแรง เครื่องจักร และอื่นๆ นอกจากนี้ แบงก์ยังเข้ามาช่วยเรื่องของการขยายตลาด และการอบรมเรื่องบัญชีเดียวด้วย”

           สำหรับเป้าหมายของการทำธุรกิจปีนี้นั้น เธอตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ต้องการกระจายรายได้ให้แก่ทุกคนที่มาเป็นครอบครัว “ไฮจั๊บ” และทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์สินค้า พร้อมเตรียมจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายรสชาติมากขึ้น โดยจะใช้วัตถุดิบที่มีอยู่มาแตกไลน์สินค้าเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น อาทิ รสไก่และต้มยำกุ้งเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดฮาลาล รวมถึงพัฒนาสินค้าให้มีขนาด (ถ้วย) ใหญ่ขึ้น และสร้างความแปลกใหม่ในการนำเสนอ

           “คำว่าครอบครัวไฮจั๊บคือ 1 ตำบลต้องมีสักคนที่พลิกชีวิต หรือดำรงชีวิตได้มาจากสินค้าไฮจั๊บอาจจะเป็นทั้งเอเย่นต์หรือตัวแทน หรืออะไรก็ตามที่รับของเราไปขายต่อจากราคา 25 บาท และไปขาย 35-40 บาท มันคือความสามารถของคุณ ส่วนเป้าหมายส่วนตัวคือการทำการค้าที่มีกำไร แต่จะต้องไม่สูงเกินไปจนเบียดเบียนผู้บริโภค และเอเย่นต์ เป้าหมายสูงสุดของออยล์อยากเป็นนักธุรกิจที่อายุน้อยร้อยล้านไปเลย”

บริหารด้วยหลัก“ธรรมาภิบาล”ดูแลทุกคนเหมือนคนในครอบครัว

           “ณัฐปภัสร์ ถิรธนาอัครวัต” หรือ ออยล์  นักธุรกิจสาวในวัย 27 ปี จบการศึกษาจากคณะบริหารจัดการ สาขาการตลาด จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เริ่มต้นการทำงานมาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือไม่จบปริญญาตรี ทดลองทำมาหลากหลายอาชีพทั้งการเป็นมัคคุเทศก์ การทำธุรกิจสมุนไพร และการช่วยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัว แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เธอจึงมองหาลู่ทางทำธุรกิจจากสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ และนำมาต่อยอดเข้ากับนวัตกรรม จนพัฒนาขึ้นก่อเกิดมาเป็นผลิตภัณฑ์ "ไฮจั๊บ” ในที่สุด

           หลักแนวคิดในการทำธุรกิจของออยล์ จะเน้นยึดหลักธรรมาภิบาล และอริยสัจ 4 ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งแนวทางในการบริหารจัดการ จะมองลูกน้องหรือพนักงานทุกคนเป็นคนในครอบครัว เหมือนทุกคนเป็นพี่น้อง เพื่อให้มีความผ่อนคลายและมีความสบายใจในการทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกันที่สำคัญยังต้องมีจรรยาบรรณในการทำงาน และต้องทำให้พนักงานรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่คนที่มาทำงานแลกเงินเพื่อที่จะมาเลี้ยงชีพ แต่จะต้องทำให้รู้สึกว่ามาทำงานเพื่อจะตั้งตัว ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงตัวเองแล้ว ยังสามารถเลี้ยงคนในครอบครัวคนอื่นได้

           “เราใช้คนทำงาน หรือต่อให้เป็นเครื่องจักร เครื่องจักรก็ไม่ต่างจากคน ซึ่งแนวคิดในการบริหารจัดการเราจะมองลูกน้อง มองพนักงานทุกคนเป็นครอบครัว และการทำงานของทุกคนจะต้องเป็นการทำงานเพราะคุณรัก ไม่ใช่ทำงานเพราะเงินเป็นหลัก ซึ่งทีมงานของออยล์ทุกคนต้องมีจิตวิญญาณและจรรยาบรรณในการทำงาน ทั้งนี้คนที่จะเข้ามาสมัครงานหรือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานทุกคนต้องอยู่แบบสบายใจ ขณะเดียวกันต้องสามารถเลี้ยงดูตัวเองและเลี้ยงดูคนข้างหลังได้”

           อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มจับธุรกิจไฮจั๊บมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 จนถึงวันนี้แม้จะประสบความสำเร็จไประดับหนึ่ง แต่เธอก็ยังมองว่าธุรกิจนี้เติบโตอยู่ในช่วงของก้าวแรกเท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายจริงๆ ยังต้องการให้ไฮจั๊บเข้าไปอยู่ทุกๆ บ้านของประเทศไทย เฉกเช่นเดียวที่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ดังที่เกิดขึ้นมาเมื่อ 20 ปีกว่าก่อน ซึ่งทุกคนจะต้องมีไว้ติดบ้านเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเธอจึงมุ่งมั่นและหวังว่าจะทำให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับไฮจั๊บเช่นเดียวกัน

           “การทำธุรกิจแม้จะผ่านความยากลำบากเพียง แต่ไม่เคยถอดใจเพราะเราเดินมาในทิศทางที่ตัวเองชอบ คือชอบเป็นนายตัวเอง สองเรายังสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และอนาคตก็จะช่วยเหลือสังคมในเรื่องของซีเอสอาร์ด้วย” ออยล์ทิ้งท้าย