ข่าว

จี้ตรวจจิตเวชก่อนออกใบอนุญาตขับขี่

จี้ตรวจจิตเวชก่อนออกใบอนุญาตขับขี่

28 มี.ค. 2559

จี้ตรวจจิตเวชก่อนออกใบอนุญาตขับขี่

 
                    ผ่านมา 2 สัปดาห์ กับเหตุการณ์ที่รถเบนซ์ ซีแอลเอส สีดำ ทะเบียน ษง3333 กรุงเทพมหานคร ที่มีนายเจนภพ วีรพร เป็นผู้ขับขี่ ซิ่งชนรถเก๋งฟอร์ด เฟียสต้า สีเทาดำ ทะเบียน ฆย6911 โดยมีนายกฤษณะ ถาวร และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นั่งอยู่ภายในรถ ก่อนไฟจะลุกไหม้รถทั้งคันทำให้ทั้งคู่เสียชีวิตอย่างน่าสะเทือนใจ เหตุเกิดบริเวณถนนพหลโยธินขาออก ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 52-53 อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา
 
                    การสืบสวนคดีนี้ยังพบหลักฐานบางอย่าง ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าเก็บซากรถเบนซ์นั้น พบซองยาจำนวนหนึ่ง ระบุว่าเป็น “ยาใช้รักษาโรคซึมเศร้า” ที่หากรับประทานแล้วจะส่งผลให้เกิดอาการง่วงและเบลอ เพื่อให้หลับสบายขึ้น จึงยังไม่แน่ชัดว่า นายเจนภพได้รับประทานก่อนการขับรถหรือไม่ด้วย นอกจากนี้นายเจนภพยังเคยมีประวัติการรักษาโรคซึมเศร้ามาก่อนหน้านี้
 
                    เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่ผู้ขับขี่มีอาการทางจิตเวช หากย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 กรณีที่นายกัณฑ์พิทักษ์ หรือหมูแฮม ปัจฉิมสวัสดิ์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนางสาวิณี ปัจฉิมสวัสดิ์ (ปะการะนัง) นางสาวไทยคนที่ 22 ประจำปี 2527 และอดีตดารานักแสดงชื่อดัง ที่ขับรถเบนซ์ สีดำ ทะเบียน ศศ6699 พุ่งชนผู้โดยสารที่ยืนบนทางเท้า ทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บกว่า 10 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 คน ก่อนลงมามีปากเสียงกับคนขับรถประจำทางที่ขับมาปาดหน้า บริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจรที่ปากซอยสุขุมวิท 26 ด้านบิดาของนายกัณฑ์พิทักษ์ ออกมาระบุว่า บุตรชายมีอาการทางประสาท มีอาการชักเกร็ง และเคยเข้ารับการรักษาจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
 
                    ไม่ต่างจากอีกเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา จากกรณีโลกโซเชียลได้แชร์คลิปภาพรถเก๋งสีขาวขับย้อนศรมาชนกับรถแท็กซี่ สีเขียวเหลือง บริเวณปากซอยลาดพร้าววังหิน 39-41 ถนนลาดพร้าว แขวงและเขตลาดพร้าว หลังจากนั้นผู้หญิงที่อยู่ในรถเก๋งโผล่ตัวออกมาจากทางกระจกรถด้านข้างคนขับ ในสภาพไม่สวมเสื้อผ้า พร้อมกับโวยวาย ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วเดินไปมาอยู่บนถนน จนชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์พยายามจะนำผ้ามาคลุมตัวให้ กระทั่งตำรวจสอบสวนจึงทราบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นโรค “ไบโพลาร์” หรืออารมณ์ 2 ขั้ว
 
                    หลายคดีที่เกิดขึ้นทำให้นักวิชาการเครือข่ายเพื่อความปลอดภัยทางถนน โดย “รักษิต ฐิติพัฒนพงศ์” มองว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถโดยประมาทและไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากโรคประจำตัว หรือโรคที่เกิดจากทางด้านจิตที่ไม่ปกติของผู้ที่ขับขี่ ซึ่งไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างคนปกติทั่วไป จะส่งผลต่อการขับขี่รถยนต์ที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ง่าย จึงเรียกร้องให้กรมการขนส่งทางบกเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ ก่อนที่จะออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หรือการต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ให้มีมาตรฐานเหมือนกับต่างประเทศที่นำมาใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการขับขี่รถบนท้องถนน
 
                    “ผมเคยเรียกร้องไปยังกรมการขนส่งทางบกหลายครั้งในเรื่องการออกใบอนุญาตขับขี่นั้น ควรมีการตรวจสอบว่าผู้ขับขี่เป็นบุคคลที่มีภาวะไม่ปกติหรือไม่ หรือเป็นผู้สูงอายุที่มีสภาพร่างกายพร้อมจะขับรถยนต์บนถนนกับผู้ใช้รถใช้ถนนกับคนอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงต้องมีการตรวจสอบสภาพร่างกายว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะขับรถหรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนน เพราะหากปล่อยให้คนกลุ่มนี้ออกมาขับขี่บนถนนนั้นมีความเสี่ยงมากๆ ที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา เพราะพวกเขามีภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวนไม่ปกติ รวมถึงการตัดสินใจต่างๆ ไม่เท่ากับคนอื่น ใครที่มีสภาวะที่ไม่พร้อมก็ไม่สามารถขับรถยนต์ได้” นักวิชาการเครือข่ายเพื่อความปลอดภัย กล่าว
 
                    สอดคล้องกับข้อมูลของ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น.ที่ยืนยันว่า ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีสภาวะไม่พร้อมในการขับขี่รถยนต์ แต่ฝืนที่จะนำรถออกมาขับขี่บนท้องถนนจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น จนกระทั่งมีการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายจราจร โดยการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ในภายหลัง จึงมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้เป็นการป้องกันเหตุตั้งแต่ต้น ปัญหานี้จึงเกิดขึ้นในสังคมไทยอยู่ทุกวันนี้ และจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ช่วยกันแก้ไขหรือดำเนินการให้มีมาตรฐานอย่างที่ควรเป็น
 
                    “ตำรวจเป็นปลายทางในการแก้ไข ต้นทางคือกรมการขนส่งทางบก ผมยกตัวอย่างในประเทศสิงคโปร์ หรือสหรัฐอเมริกา การออกใบอนุญาตขับขี่นั้น ยากมากกว่าจะได้ใบขับขี่มาใบหนึ่ง แต่บ้านเราไปยื่นช่วงเช้า บ่ายก็ได้รับแล้ว ผมคิดว่าต่อไปนี้เราควรที่จะมีวิธีการปรับให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นเหมือนระดับสากล ให้มีการตรวจสอบในเรื่องของสภาพจิตใจและการแพทย์ให้มากขึ้น ถ้าหากแพทย์ตรวจสอบแล้วว่าคนคนนั้นมีสภาวะปกติ แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาทางจิต แพทย์ก็ต้องรับผิดชอบด้วย” พล.ต.ต.อดุลย์ ระบุ
 
                    ขณะที่กรมการขนส่งทางบก โดย ณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ออกมายืนยันว่า การทำใบอนุญาตขับขี่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือใบรับรองแพทย์ ซึ่งในรับรองแพทย์จะต้องระบุว่า บุคคลที่แพทย์ให้การรับรองมาจะต้องไม่มีโรคที่เป็นอันตรายในการขับขี่และต้องไม่เป็นโรคที่ระบุไว้ใน 3 โรค คือ โรคเท้าช้าง โรควัณโรค โรคกล้ามเนื้อลีบ พร้อมทั้งต้องมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายและทดสอบตาบอดสี ส่วนบุคคลใดที่จะต่อใบขับขี่ทุกๆ 5 ปี จะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่อายุไม่เกิน 1 เดือน มาเป็นเอกสารประกอบ
 
                    ส่วนการตรวจเฉพาะด้านจิตเวชยังไม่มีในข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก เนื่องจากมองว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นในการตรวจโรคดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้กรมการขนส่งทางบกเคยร่วมประชุมกับสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา เพื่อร่วมมือกันปรับปรุงเนื้อหาของโรคต่างๆ ที่จะมีการเพิ่มโรคทางด้านจิตเวชระบุไปในใบรับรองแพทย์ด้วย โดยจะต้องผ่านการกลั่นกรองมาจากแพทย์แล้วในขั้นตอนเบื้องต้นก่อนจะออกใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งหากแพทย์ระบุว่าป่วยเป็นโรคด้านจิตเวชก็จะถูกยึดใบขับขี่เป็นระยะเวลา 1 ปีทันที
 
                    นอกจากนี้รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกยังบอกอีกว่า คนส่วนใหญ่ที่มาต่อใบขับขี่หรือมาทำใบอนุญาตขับขี่ในสภาวะตอนนั้น ส่วนมากยังเป็นคนที่ไม่มีโรคประจำตัว แต่เมื่อออกใบอนุญาตขับขี่ไปแล้ว บางรายมาป่วยในภายหลัง สาเหตุอาจจะเกิดจากความเครียด การเสพยาเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง จึงส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีสภาพไม่พร้อมในการขับขี่ เมื่อคนกลุ่มนี้ขับรถไปบนท้องถนนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้
 
                    หวังว่าอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะทำให้หลายหน่วยงานออกโรงมาแก้กฎหมายการจราจรกันใหม่ เพื่อให้การออกใบอนุญาตขับขี่มีมาตรฐานเหมือนกับในหลายประเทศที่ต้องตรวจสภาพร่างกายให้มีความพร้อม โดยเฉพาะการตรวจโรคทางด้านจิตเวชที่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องประกอบในใบรับรองแพทย์ว่าบุคคลๆ นั้นเป็นบุคคลที่พร้อมจะขับขี่รถไปบนท้องถนน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวเองและเพื่อนร่วมทาง ความสูญเสียก็จะไม่เกิดตามมา