
'ความรักใดจะไม่ปวดร้าว'พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพฯ
28 มี.ค. 2559
ความรักใดจะไม่ปวดร้าว พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพฯ
สถานะความเป็น “หญิง” ในทุกสังคมไม่ว่าจะชนชาติไหนมักเผชิญกับบริบทหลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อพวกเธอตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทพิสูจน์ในการก้าวผ่านปัญหาต่างๆ เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนผ่านวรรณกรรมจีนร่วมสมัย “ความรักใดจะไม่ปวดร้าว” พระราชนิพนธ์แปลใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประพันธ์โดยนักเขียนหญิงชาวจีน หลิวซุนเฟิ่ง เจ้าของนามปากกา “ชวนหนี” ตีแผ่สังคมสมัยใหม่ของหนุ่มสาวชาวจีนอันส่งผลต่อนิยามของความรักในมิติต่างๆ โดยเฉพาะจากมุมมองของผู้หญิงผู้เป็นทั้งแม่และภรรยาในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมีผ่านพระราชนิพนธ์แปลเล่มล่าสุดอีกทั้งดื่มด่ำไปกับอรรถรสของนวนิยายที่แฝงไว้ด้วยความหมายการใช้ชีวิต สุวดี จงสถิตย์วัฒนา แห่งนานมีบุ๊คส์ ผู้จัดพิมพ์จึงจับมือ หลัน ซู่หง ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน จัดงานเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการที่ห้องนิทรรศการ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน บ่ายวันก่อน
สุวดี จงสถิตย์วัฒนา กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาญาณด้านอักษรศาสตร์อย่างที่ชาวไทยและชาวโลกประจักษ์ นับเป็นอีกครั้งที่นักอ่านจะได้ชื่นชมพระบารมีผ่านพระราชนิพนธ์แปลเล่มใหม่จากต้นฉบับภาษาจีนที่ทรงถ่ายทอดร้อยเรียงคำเป็นภาษาไทย ผู้อ่านจะได้ซึมซาบทั้งอรรถรส ความงามด้านภาษา รวมทั้งภาพสะท้อนปัญหาชีวิตรักของหนุ่มสาวชาวจีนในสังคมจีนยุคใหม่ผ่านเรื่องราวเข้มข้นของตัวละครเอกชื่อ “หมิ่นมิน” จากความรักที่เคยหวานชื่นกับ “อยู่ตง” ผู้เป็นสามี ผ่านไปสู่ความจืดจางจนกลายเป็นความโกรธแค้นชิงชังในที่สุด ทางออกของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ผู้อ่านจะได้เรียนรู้และเอาใจช่วยเธอไปพร้อมๆ กัน
ด้าน “ชวนหนี” เจ้าของนวนิยายท้าทายความคิดเรื่องการใช้ชีวิตคู่เล่มล่าสุด เผยว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแปลเรื่องนี้เพื่อให้นักอ่านชาวไทยได้รู้จักวรรณกรรมจีนร่วมสมัย ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะไม่เข้าใจภาษาไทย แต่สังเกตจากผู้อ่านที่รู้สึกประทับใจ อีกทั้งทรงแปลผลงานของนักเขียนรุ่นพี่ก่อนหน้านี้ ก็รับรู้ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรมและทรงเป็นนักจีนวิทยาที่เก่งมาก เล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเป็นภาษาแรก เป็นนวนิยายที่แสดงถึงความเติบโตของผู้หญิงหลังจากใช้ชีวิตทำงานก็เสียสละมาเป็นแม่บ้าน มีแง่คิดหลากหลายที่ผู้อ่านอาจคาดไม่ถึง
“คนจีนเรียกขานสมเด็จพระเทพฯ ว่า...ซื่อ หลิน ทง กง จู่ แปลว่าเจ้าหญิงผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ ทรงมุ่งมั่นที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ คนจีนเคารพรักท่านมาก ตัวเองติดตามข่าวสารเวลาที่พระองค์เสด็จฯ เยือนประเทศจีนอยู่ตลอด วรรณกรรมเรื่องนี้สะท้อนความเป็นจริงของครอบครัวคนจีนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด แรงบันดาลใจมาจากหลังจากที่ตัวเองคลอดลูกอายุได้ 2 ขวบและตกอยู่ในสภาพที่ต้องออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน อาศัยโอกาสนี้ถ่ายทอดเรื่องที่สะท้อนความเป็นไปในสังคมชาวจีนซึ่งมีหลากกลุ่ม เลือกที่จะเขียนเรื่องราวของชนชั้นกลางที่แสดงถึงคุณแม่กลุ่มหนึ่งยินดีที่จะไม่ทำงานแล้วออกมาเลี้ยงลูก เฝ้าดูความเติบโตของลูกและโตไปพร้อมๆ กับลูก ครอบครัวจีนทุกวันนี้เป็นลักษณะครอบครัวเล็กมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางความคิด และแม้จะอยู่ในยุควัตถุนิยมแต่คนรุ่นใหม่ก็เชื่อในความรัก ซึ่งความรักที่เจ็บปวดรวดร้าวที่สุดคงหนีไม่พ้นความรักของหนุ่มสาวซึ่งมีความสลับซับซ้อนมาก สำคัญว่าจะประคับประคองอย่างไรให้สามารถก้าวผ่านปัญหาที่เกิดขึ้น หวังว่าผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงจะได้รับรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดถึงหลังแต่งงาน ส่วนผู้อ่านชายก็น่าจะเข้าใจสภาพของผู้หญิงเพื่อจะได้เอาใจใส่มากขึ้น” ชวนหนี กล่าวพร้อมกับฝากทิ้งท้ายว่า บทบาทของผู้หญิงจีนปัจจุบันดีกว่ายุคก่อนมาก ด้วยความพยายามของผู้หญิงที่จะถีบตัวเอง จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่แต่งงานจนมีคำเรียกติดตลกว่า “เฉินหนี" หรือผู้หญิงตกค้าง...แต่อย่างไรก็ตามถึงจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็ยังต้องไม่ลืมหันกลับมาดูแลครอบครัว และเป็นแม่บ้านที่ดี...



