ข่าว

ปิดล้อม 7 ชั่วโมง...ล่านักค้ายาแหกด่านตำรวจ

ปิดล้อม 7 ชั่วโมง...ล่านักค้ายาแหกด่านตำรวจ

27 มี.ค. 2559

เรื่องเล่าข่าวดัง : ปิดล้อม 7 ชั่วโมง...ล่านักค้ายาแหกด่านตำรวจ : โดย...พรรณทิพา จิตราวุฒิพร

 
                    นานกว่า 7 ชั่วโมง ที่กำลังผสมทหารตำรวจกระจายกำลังปิดล้อมและตรวจค้นบริเวณป่ากกหลังหมู่บ้านสวนเกษตรคลอง 5 ริมถนนสายรังสิต-นครนายก ก่อนจะควบคุมตัวนายรุ่งโรจน์ เสือปรางค์ คนร้ายขับรถแหกด่านตรวจของตำรวจ และขัดขืนใช้ปืนยิงเปิดทางหนี จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ทำให้ตำรวจสายตรวจภูธรธัญบุรีบาดเจ็บ 2 นาย เมื่อเย็นวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา
 
                    วันถัดมา ตำรวจควบคุมตัวนายรุ่งโรจน์ ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, มียาเสพติด และอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ส่วน น.ส.รัชนก ดอนสิงหะ พี่สะใภ้ และ น.ส.อภิญญา เพลินไพร แฟนสาวของนายรุ่งโรจน์ ซึ่งนั่งมาด้วยในรถคันเกิดเหตุ ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครอง 
 
                    โดยก่อนเกิดเหตุคนร้ายรายนี้ไปเยี่ยมญาติที่ถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานบำบัดพิเศษชายคลอง 5 ระหว่างเดินทางกลับเจอด่านตรวจจึงขับรถแหกด่านหนี โดยนายรุ่งโรจน์อ้างว่า ที่ตัดสินใจขับรถแหกด่านตรวจของตำรวจบริเวณถนนเลียบคลองห้า หมู่ 2 ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพราะในรถมียาไอซ์ 3 กรัม และยาบ้ากว่า 10 เม็ด พร้อมอาวุธปืนขนาด 9 มม. 1 กระบอก กระสุนอีก 5 นัด และยังมีคดีค้างเก่า เกี่ยวกับการค้ายาเสพติดในพื้นที่ จ.นนทบุรี กลัวถูกตำรวจจับกุม จึงตัดสินใจขับรถแหกด่านตรวจ หวังหลบหนี
 
                    “ตอนนั้นผมวิ่งข้ามกำแพงไปในป่า ก่อนจะสลบไปตอนไหนไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีตอนที่พี่ตำรวจเหยียบบนตัวผม ผมรู้ว่าผมผิดเพราะมียา มีปืน และมีคดีเก่า คือพวกเพื่อนๆ ผมก็บอกว่าถ้าตำรวจเจอตัวจะวิสามัญฯ ผมก็กลัว แต่ที่ต้องยิงปืนใส่ตำรวจ เพื่อเป็นการเปิดทางไม่ได้จะยิงให้ถึงแก่ชีวิต เพราะชีวิตใครๆ ก็รัก” นายรุ่งโรจน์ กล่าว
 
                    นายรุ่งโรจน์ อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานบำบัดพิเศษชายคลอง 5 หลังจากเยี่ยมเสร็จก็ตั้งใจจะไปส่งแม่แฟนที่บ้านพักใน จ.นนทบุรี แต่ถูกจับได้ก่อน พร้อมยอมรับด้วยว่า ขณะนี้เสพยาเสพติดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ขายอย่างแต่ก่อน เพราะกลัวถูกตำรวจจับกุม
 
 
ปิดล้อม 7 ชั่วโมง...ล่านักค้ายาแหกด่านตำรวจ
 
 
                    "ผมเคยมีคดีค้างเก่า เกี่ยวกับยาเสพติด ตอนนั้นเป็นผู้ค้ายาเสพติด ก็ค้ายาอยู่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ไม่เคยค้าที่จ.ปทุมธานี ยืนยันว่าไม่มีเครือข่ายใน จ.ปทุมธานี ที่ผ่านมาชีวิตต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ต้องเร่ไปตามบ้านญาติ และรับจ้างสักเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ” นายรุ่งโรจน์ อ้าง
 
                    ด้าน พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 บอกถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจภูธรธัญบุรีที่สกัดจับคนร้ายที่ขับรถเก๋งแหกด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ บริเวณเลียบคลอง 5 จ.ปทุมธานี ว่า ตำรวจได้ทำทุกอย่างตามยุทธวิธีอย่างถูกต้อง หากเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการสกัดจับตำรวจอาจมีโอกาสได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของตำรวจ ว่าการตั้งด่านตรวจแต่ละครั้ง ก็เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดเหตุ อาชญากรรม และความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์
 
                    ผบช.ภ.1 ยังระบุถึงมาตรการในการป้องกันการเกิดเหตุฝ่าด่านตรวจของตำรวจ หลังเกิดเหตุนายรุ่งโรจน์ ผู้ต้องหาขับรถฝ่าด่านตรวจพร้อมยิงใส่ตำรวจว่า ได้กำชับให้ทุกกองบังคับการของตำรวจภูธรภาค 1 จัดฝึกอบรมการป้องกันตัวเองระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี เนื่องจากสองพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ชุมชนเป็นส่วนใหญ่ โดยพบว่าในรอบ 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ฝ่าด่านตรวจมาแล้ว 2-3 ครั้ง
 
                    “จุดเกิดเหตุแม้เป็นพื้นที่ชุมชน แต่ตำรวจมีความจำเป็นต้องตั้งด่านตรวจเป็นประจำ เพราะอยู่ใกล้สถานบำบัดยาเสพติด จึงเชื่อว่ากลุ่มผู้ค้ายา อาจมีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้แก่ผู้ที่เข้ารับการบำบัด"พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ ให้เหตุผล
 
                    การขยายผลทราบว่า ก่อนการจับกุมคนร้ายรายนี้ ทีมสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวของนายรุ่งโรจน์ มาเป็นระยะ กระทั่งมีข้อมูลว่าในวันเกิดเหตุจะเข้ามาในพื้นที่ธัญบุรี เพื่อเยี่ยมญาติที่ถูกจับ ซึ่งตำรวจสงสัยว่าอาจมีการพบปะเพื่อนัดหมายกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการค้าขายยาเสพติดหรือไม่ จึงประสานตำรวจในพื้นที่ให้ตั้งด่านสกัดจับ แต่นายรุ่งโรจน์พยายามหลบหนีโดยการขับรถแหกด่านตรวจ และยังใช้อาวุธปืนยิงเบิกทาง กระสุนถูกตำรวจบาดเจ็บไป 2 นาย ก่อนจะถูกปิดล้อมควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด
 
 
ปิดล้อม 7 ชั่วโมง...ล่านักค้ายาแหกด่านตำรวจ
 
 
                    สอดคล้องกับข้อมูลของหน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติด ที่ระบุว่า ในย่าน อ.ธัญบุรี อ.ลำลูกกา อ.คลองหลวง และ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ปัจจุบันคือสถานที่พักยาเสพติดสำคัญก่อนจะกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ก่อนหน้านี้จะเป็นกลุ่มว้า และมูเซอ ที่ลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาโดยการซุกซ่อนมากับรถขนส่งสินค้าทางการเกษตรจากพื้นที่ชายแดนเข้ามาในพื้นที่ แต่ระยะหลังพบว่าเป็นคนไทยเองที่ไปนำยาเสพติดจากชายแดนเข้ามาเก็บไว้ตามบ้านพักต่างๆ ในละแวกนี้ บางส่วนถูกส่งไปจัดเก็บในย่านพุทธมณฑลเพื่อง่ายต่อการขนส่งไปยังพื้นที่ภาคใต้
 
                    นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการ ป.ป.ส. ซึ่งเปิดเผยถึงสถานการณ์ยาเสพติดในขณะนี้ว่า ไทยได้ร่วมมือกับ 5 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศจีน พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย กลุ่มแม่น้ำโขง สกัดกั้นพื้นที่ทางภาคเหนือตอนบนค่อนข้างได้ผล การผลิตยาเสพติดตามแนวชายแดนยังมีการผลิตกันอย่างต่อเนื่อง เพราะสารตั้งต้นยังมีเข้ามาอยู่ ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกับประเทศต่างๆ ที่จะควบคุมสารตั้งต้นนี้ไม่ให้แพร่ระบาด
 
                    “ความต้องการยาเสพติดในประเทศเรายังมีอยู่ ทำให้เครือข่ายยาเสพติดลักลอบลำเลียงเข้ามา เมื่อมีการสกัดกั้นพื้นที่ทางภาคเหนือซึ่งเคยเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญ เครือข่ายยาเสพติดก็เปลี่ยนเส้นทางไปทางตะวันตก โดยเฉพาะที่เกาะสอง ใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังมาเลเซีย” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าว
 
                    พื้นที่ในย่านปริมณฑล โดยเฉพาะ จ.ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ที่สำคัญคือ ย่านตลาดไท เป็นแหล่งที่มีคนอยู่หนาแน่น มีทั้งบ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ มักถูกใช้เป็นที่พักยาเสพติดเพื่อรอกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ 
 
                    จากข้อมูลของการจับกุมคดียาเสพติดของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. พบว่า ตั้งแต่มกราคม-ธันวาคม 2558 ในพื้นที่ อ.เมือง อ.ธัญบุรี อ.ลำลูกกา อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 4 พื้นที่ สามารถยึดของกลางยาบ้าได้กว่า 3 ล้านเม็ด ยาไอซ์กว่า 2 กิโลกรัม และกัญชากว่า 5 กิโลกรัม โดยในรอบ 6 เดือน มีการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดได้กว่า 1,000 คน
 
 
 
 
--------------------
 
(เรื่องเล่าข่าวดัง : ปิดล้อม 7 ชั่วโมง...ล่านักค้ายาแหกด่านตำรวจ : โดย...พรรณทิพา จิตราวุฒิพร)