ข่าว

จากพี่น้องสู่คู่หูดูโอก่อการร้าย

จากพี่น้องสู่คู่หูดูโอก่อการร้าย

27 มี.ค. 2559

เปิดโลกวันอาทิตย์ : จากพี่น้องสู่คู่หูดูโอก่อการร้าย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                    อีกครั้งหนึ่งที่โลกต้องโศกสลดกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย 2 ลูกซ้อนที่สนามบินซาเวนเทม และอีกลูกหนึ่งที่สถานีรถไฟมัลบีค ในเบลเยียม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน แม้ว่าทางการเบลเยียมจะทยอยจับตัวผู้ต้องสงสัยได้หลายคนแล้วก็ตาม แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่ใช่น้อยมองว่าขณะนี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แม้แต่น้อยว่าสงครามเพื่อกวาดล้างกลุ่มหัวรุนแรงทั่วทวีปเก่ายุโรปจะยุติเมื่อใด โดยเฉพาะที่เบลเยียมซึ่งกลายสภาพเป็นสวรรค์ของกลุ่มก่อการร้ายไปแล้ว จากเดิมที่ได้สมญาว่านครหลวงทางการทูต เนื่องจากเป็นที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศจำนวนไม่ใช่น้อย รวมไปถึงองค์การสำคัญของสถาบันของนาโตและอียู ทั้งอาคารรัฐสภายุโรป องค์การศุลกากรโลก เขตเศรษฐกิจยุโรป(อีอีเอ) สมาคมสื่อสารการเงินระหว่างธนาคารนานาชาติ(สวิฟท์) องค์การเพื่อความปลอดภัยของเครื่องนำทางแห่งยุโรป(ยูโรคอนโทรล) รวมทั้งสำนักงานระหว่างประเทศอีกราว 2,500 แห่ง บริษัทข้ามชาติอีกราว 2,000 บริษัท และสำนักงานทนายความระหว่างประเทศอีก 150 แห่ง
 
                    แต่เรื่องปิดลับเรื่องหนึ่งที่สื่อยักษ์ใหญ่อย่างซีเอ็นเอ็น บีบีซี และอีกหลายสื่อขุดคุ้ยมาได้ก็คือนครหลวงแห่งนี้มีตำรวจและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจำนวนน้อยนิดแค่พันกว่าคนเท่านั้น ซึ่งย่อมไม่พอเพียงที่จะกระจายกำลังไปติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มหัวรุนแรงทั้งที่เป็นชาวต่างชาติหรือลูกหลานของผู้อพยพที่เกิดในประเทศนี้ ซึ่งว่ากันว่าได้ขยายตัวเป็นเกือบพันคนแล้ว
 
                    จุดอ่อนอีกจุดหนึ่งของเบลเยียมก็คือ ตำรวจค่อนข้างนิ่งนอนใจกับการฝังตัวของกลุ่มหัวรุนแรงในประเทศซึ่งมีมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยของกลุ่มหัวรุนแรงรุ่นแรกๆ หรือรุ่นบุกเบิกที่เคยอาละวาดฟาดหางทั่วยุโรปเป็นว่าเล่นมาแล้ว อย่างกลุ่มแอ็กชั่น ไดเร็กท์ กลุ่มกองทัพแดงหรือกลุ่มเรด อาร์มี่ กลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ (อีทีเอ) ทางตอนเหนือของสเปน กลุ่มไออาร์เอในไอร์แลนด์เหนือ กลุ่มติดอาวุธอิสลาม(จีไอเอ) ในแอลจีเรีย ฯลฯ ต่อมาก็กลายเป็นแหล่งชุมนุมของสาวกของอัลไกดา และโอซามา บิน ลาเดน เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มักจะกระจายกำลังออกไปปฏิบัติการนอกประเทศนี้มากกว่าที่จะสร้างปัญหาขึ้นในประเทศ ซึ่งเท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้ง
 
                    แต่ท้ายสุด เมื่อเบลเยียมกลายเป็นฮับหรือสวรรค์ของผู้ก่อการร้ายสายพันธุ์ใหม่ที่โหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมอย่างกลุ่มไอเอส ซึ่งพร้อมกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา เบลเยียมก็คงยากทำตัวนิ่งเฉยเหมือนแต่ก่อนได้อีกต่อไป
 
 
จากพี่น้องสู่คู่หูดูโอก่อการร้าย
 
 
                    ขณะเดียวกัน นักวิจัยด้านพัฒนาการของการก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งก็ได้หลักฐานมากขึ้นที่ยิ่งตอกย้ำสมมุติฐานเดิมว่าผู้ก่อการร้ายซึ่งในอดีตมักจะทำเองตามลำพังและมักจะปิดเป็นความลับไม่บอกใครแม้กระทั่งพี่น้องหรือคนรัก ยกเว้นในกรณีที่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยจริงๆ ก็อาจจะขอความช่วยเหลือจากคนที่สนิทและไว้วางใจได้มากที่สุด นั่นก็คือพี่น้องจนเป็นที่มาของคำว่า "หมาป่าเดียวดาย” อย่าง อีลิช รามิเรซ ซานเชซ เจ้าของสมญา “คาร์ลอส เดอะ แจ็กเกิล” สุดยอดผู้ก่อการร้าย ซึ่งขณะนี้ถูกฝรั่งเศสตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ขณะนี้รูปแบบได้เปลี่ยนไปแล้วโดยทำเป็นทีมเล็กบ้างทีมใหญ่บ้างเพื่อช่วยกันเป็นตาหลังให้แก่คู่หูอีกคนหนึ่ง
 
                    เหนืออื่นใด การแท็กทีมของคู่หูดูโอล้วนต้องอาศัยความไว้วางใจและความเชื่อมั่นเป็นเดิมพัน ซึ่งก็คือพี่น้องร่วมอุทรหรือญาติสนิทที่สามารถวางใจได้เต็มที่ว่าจะไม่หักหลังในภายหลัง ไม่นับรวมเรื่องที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดอก หรือช่วยกันปลอบช่วยกันให้กำลังใจและจะคอยดูแลกันเพื่อให้การก่อการร้ายดำเนินไปตามแผนเพราะอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ไม่ต้องกลัวว่าตำรวจจะดักฟังโทรศัพท์หรือจับพิรุธจากการไปมาหาสู่กันบ่อยๆ หรือไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าอาจจะถูกแทรกซึม
 
                    “พี่น้องมักจะรับสารเรื่องความรุนแรงได้เหมือนกันแล้วนำมาถกเถียงหรือล้างสมองพี่น้องอีกคนหนึ่ง ด้วยความเชื่อมั่นเต็มอกว่าจะไม่มีใครแอบไปบอกตำรวจ เป็นเรื่องของความไว้วางใจอันเนื่องจากเป็นพี่น้องกันแท้ๆ” ออเดรย์ เคิร์ธ โครนิน นักเขียนและอาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ให้ความเห็น
 
                    พี่น้องที่กลายเป็นพี่น้องคู่หูดูโอในการก่อการร้ายรายล่าสุดก็คือ คาลิด และอิบราฮิม เอล บาคราวี มือระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามบินซาเวนเทม เฉกเดียวกับซาเลาะห์ อับเดสลาม ซึ่งเพิ่งถูกจับที่บรัสเซลส์และอาจเป็นปลาเพียงตัวเดียวที่สามารถเล็ดลอดบ่วงแหหลังก่อเหตุระเบิด 5 จุดที่ปารีสเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ขณะที่อิบรอฮิม อับเดสลาม พี่ชาย เป็นมือระเบิดฆ่าตัวตายหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง หรือพี่น้องคูอาชิ ทั้งเชอรีฟและซาอิด ที่บุกถล่มสำนักงานนิตยสารรายสัปดาห์ “ชาร์ลี เอ็บโด" ในกรุงปารีสเมื่อต้นปีที่แล้ว หรือมือระเบิดในบอสตันมาราธอนเมื่อกลางเดือนเมษายน 2556 ก็เป็นพี่น้องกัน โดย ทาเมอร์ลัน ซาร์นาเยฟชาวอเมริกันเชื้อสายเชชเนีย ถูกตำรวจยิงตายหลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่โจการ์ ซาร์นาเยฟ น้องชายเกิดใจอ่อนในนาทีสุดท้ายไม่กล้าลงมือกดระเบิด แต่สุดท้ายถูกศาลตัดสินประหารชีวิต หรืออาจย้อนไกลกว่านั้นคราว 3 พี่น้องชาวซาอุดีอาระเบียที่มีชื่ออยู่ใน 19 ผู้ก่อการร้ายที่จี้เครื่องบินในเหตุการณ์ 11 กันยา โดยในตอนแรก ซาเลม อัล ฮัซมิ ไม่ได้ร่วมก่อเหตุจี้เครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 77 ที่มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน แต่นาวาฟ พี่ชายได้ขออนุญาตจากบิน ลาเดน ให้ซาเลม น้องชายเข้าร่วมด้วย และทั้ง 3 พี่น้องก็ได้ที่นั่งแถวที่ 5 ด้วยกัน
 
                    นักจิตวิทยาที่ศึกษาด้านการก่อการร้ายให้ข้อสังเกตว่า ปฏิบัติการที่ต้องใช้คน 2 คนขึ้นไปเพิ่งจะมีการปรับใช้เมื่อไม่นานมานี้เอง โดยมีอา บลูม ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจียและผู้ร่วมเขียนหนังสือ “All in the Family: A Primer on Terrorist Siblings” เผยผลการศึกษาวิจัยที่พบว่าราว 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ก่อการร้ายที่ทำงานร่วมกันเป็นทีมล้วนแต่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันด้วยสารพัดเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พร้อมกับเตือนว่าขณะนี้มีแนวโน้มว่ากลุ่มหัวรุนแรงได้พยายามชักชวนคนทั้งครอบครัวให้เข้าร่วมในขบวนการด้วย เหมือนกับเป็นอุตสาหกรรมก่อการร้ายในครัวเรือนไม่มีผิด ซึ่งหมายความว่าต่อแต่นี้ไป นอกจากพี่น้องจะร่วมกันก่อการร้ายแล้ว อาจเป็นคู่หูระหว่างพ่อหรือแม่กับลูกก็ได้
 
 
จากพี่น้องสู่คู่หูดูโอก่อการร้าย
 
 
                    สำหรับกลุ่มก่อการร้ายแล้ว การที่พี่น้องสามารถจับคู่กันถือเป็นคู่หูดูโอในฝัน ในรายงานผลการศึกษาของบลูมยังยกกรณีศึกษาคล้ายๆ กันกรณีมือระเบิดฆ่าตัวตายชาวเชเชนหรือเชชเนียที่รัสเซียเมื่อปี 2547 เมื่ออามานัต นากาเยวา ได้ระเบิดตัวเองบนเครื่องบินจากมอสโกไปยังโวลโกกราด ทำให้ตายทั้งลำ อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา โรซา น้องสาวของเธอก็ฆ่าตัวตายพร้อมผู้โดยสารอีก 10 คนที่หน้าสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในมอสโก
 
                    เจ. เอ็ม เบอร์เกอร์ นักวิเคราะห์ด้านก่อการร้ายและผู้ร่วมเขียนหนังสือ “ISIS: The State of Terror” ให้ความเห็นเสริมว่าทุกคนจะรู้สึกสบายใจหากจะคุยปัญหานี้กับพี่น้อง ดีกว่าคุยกับคนอื่นเพราะไม่อาจไว้วางใจได้ และปกติแล้ว พี่ชายที่มีอิทธิพลต่อน้องๆ มักจะเป็นคนชวนน้องให้เข้าร่วมขบวนการ แต่ก็ไม่เสมอไป ดังในกรณีของคนร้ายพี่น้องที่บุกชาร์ลี เอ็บโด ตำรวจพบว่า เชอรีฟ น้องชาย มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมากกว่าพี่ชาย
 
                    อย่างไรก็ดี ในระยะหลัง กลุ่มก่อการร้ายได้พัฒนาการไปอีกระดับ จากผลการวิจัยของบลูมพบว่าบ่อยครั้งที่พี่น้องจะแยกกันไปทำงานคนละที่ ดังกรณีของพี่น้องอับเดสลาม ซาเลาะห์ เป็นคนขับรถพาผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งไปสนามกีฬา ขณะที่อิบรอฮิมพี่ชายระเบิดฆ่าตัวตายหน้าคาเฟ่สำหรับเหตุผลที่เลือกให้พี่น้องแยกย้ายกันทำงาน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้อีกคนหนึ่งเกลี้ยกล่อมให้พี่หรือน้องเปลี่ยนใจเพราะไม่อยากให้ตายจากกันแต่ถ้าให้แยกกันทำงานอีกฝ่ายก็จะทำงานเต็มที่เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายผิดหวัง รวมทั้งไม่ต้องถูกกดดันทางจิตใจว่าจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่มีอีกคนหนึ่ง
 
                    ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการหาคำตอบว่า บ่อยครั้งแค่ไหนที่ครอบครัวของผู้ก่อการร้ายสืบรู้ว่าผู้ก่อการร้ายคนนั้นเตรียมการจะลงมือ แต่ไม่ได้เข้าไปห้ามปรามแต่อย่างใด จากรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร TheJournal of Forensic Sciences เมื่อปี 2557 ซึ่งได้วิเคราะห์พฤติกรรมของ "หมาป่าเดี่ยวดาย” 119 คน พบว่าเกือบ 2 ใน 3 ของคดีที่ก่อนั้น ครอบครัวและเพื่อนฝูงส่วนใหญ่จะรู้ว่าเขาวางแผนจะก่อการร้าย แต่มีอยู่แค่ไม่กี่รายที่ญาติพี่น้องจะออกปากคัดค้านเต็มที่ หรือในกรณีของผู้ก่อการร้ายอเมริกันที่ก่อเหตุระเบิดต่อเนื่องหรือรู้จักกันว่า ยูนาบอมเบอร์ หรือ เทด คาซินสกี ซึ่งกว่าตำรวจจะจับตัวได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 17 ปี หลังจากเดวิด น้องชาย ไปกระซิบบอกตำรวจถึงพฤติกรรมที่น่าสงสัยของพี่ชาย
 
                    แต่กรณีนี้เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในรูป “แม้ไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน แต่ขอตายในวันเดือนปีเดียวกันมากกว่า”
 
 
 
 
-------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : จากพี่น้องสู่คู่หูดูโอก่อการร้าย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)