
โลกสะพรึงซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่...ระบาด
26 มี.ค. 2559
เวิลด์วาไรตี้ : โลกสะพรึง ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่...ระบาด : โดย...วัจน พรหโมบล
โลกนี้มีทั้งด้านมืดและด้านสว่างเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับคนดีและคนร้ายที่อยู่คู่สังคมโลกมานานแสนนาน ยิ่งเป็นโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยสังคมไซเบอร์ ดูเหมือนว่าคนร้ายจะได้ใจ ลงมือก่อเหตุต่างๆ นานา หาประโยชน์จากการที่ไม่เห็นหน้า ตามตัวได้ยาก ข่มขู่กรรโชกทรัพย์จากผู้ใช้ทรัพยากรไซเบอร์บนโลกใบเดียวกันมากขึ้น
ตัวเลขที่น่าตกใจถึงการขู่ทำร้ายเรียกค่าไถ่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 26% ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2558 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นเรื่องที่น่ากลัวและน่าสนใจสำหรับการใช้ชีวิตอยู่บนโลกไซเบอร์ใบนี้ ที่อาชญากรได้เปลี่ยนรูปแบบการกระทำความผิดทางอาญาไปสิงสถิตในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อินเทลซีเคียวริตี้ รายงานว่า เพียงแรนซัมแวร์เพียงรุ่นเดียวที่แพร่ระบาดไปในโลกไซเบอร์สามารถทำเงินได้มากถึง 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว
แรนซัมแวร์ คือชุดซอฟต์แวร์ที่แอบฝังตัวเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเป้าหมาย และเปิดประตูหลังให้แฮ็กเกอร์ผู้ส่งซอฟต์แวร์ชุดนี้เข้าควบคุมและ “ยึด” คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นไว้ ผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของตัวจริงจะไม่สามารถใช้งานได้ และมักจะมีข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าจอบอกว่าให้จ่ายเงินค่าไถ่เพื่อเรียกสิทธิ์การใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเป้าหมายนั้นกลับคืนมาอีกครั้ง
ค่ายอินเทลยังบอกด้วยว่าในปีที่แล้วมีความพยายามเจาะระบบเพื่อติดตั้งแรนซัมแวร์บนคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมามากถึง 6 ล้านครั้ง!!! และ แน่นอนจะต้องมีความพยายามจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ เพราะคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีระบบป้องกัน หรือชุดซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส หรือ ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยติดตั้งไว้
นายสตีฟ กรอบแมน หัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคนิค แห่งอินเทล ซีเคียวริตี้ อธิบายว่า การระบาดของแรนซัมแวร์นั้นเกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัยเกื้อหนุน ทั้งการเข้าถึงซอฟต์แวร์ได้ง่าย หรือมีการสนับสนุนจากเครือข่ายแก๊งอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต และการใช้วิธีเรียกค่าไถ่เช่นนี้ยากต่อการตามรอยเพราะผู้ส่งแรนซัมแวร์สามารถซุกซ่อนตัวโดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายเครือข่ายเพื่อนำส่งซอฟต์แวร์อนตรายไปยังเป้าหมายได้ เปรียบเหมือนกับการหลบไปอยู่ในฝูงชนแล้วตะโกนด่าคนอื่น ทำให้ยากที่จะหาต้นเสียงตัวจริงได้นั่นเอง
นอกจากนั้นอาชญากรกำลังมองว่าการกระทำเช่นนี้คือ “ธุรกิจ” ที่ทำเงินได้อย่างง่ายดาย ลองคิดดูถ้าอาชญากรสามารถเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล หรือธนาคาร ขึ้นมาได้โลกนี้จะเป็นเช่นใด และการตามรอยถึงต้นตอของอาชญากรจะยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อมีการเรียกค่าไถ่เป็นเงินสกุลบิทคอยน์ ที่มีการเข้ารหัสอย่างเข้มงวดเพื่อปกปิดร่องรอยที่มาและที่ๆ เงินจะไหลไป
ยิ่งแฮ็กเกอร์ทุกวันนี้มีฝีมือมากขึ้นจนสามารถเจาะระบบของคลินิกเพรสไบเทอเรียน ในฮอลลีวู้ด รัฐแคลิฟอร์เนียได้แล้ว และแอบใส่แรนซัมแวร์เข้าไป เพื่อเรียกค่าไถ่ได้เป็นเงินถึง 1.7 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ โดยเหตุเพิ่งเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งคลินิกยอมรับว่าแม้จะจ่ายเงินให้ไปแล้ว แต่ระบบการเข้ารหัสที่ซับซ้อนของแรนซัมแวร์ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลรวนไปพักใหญ่และต้องใช้เวลานานกว่าจะกู้คืนมาได้ทั้งระบบ
ขณะที่นายกรอบแมนให้ความเห็นว่ายิ่งมีผู้จ่ายเงินค่าไถ่ให้แฮ็กเกอร์เหล่านี้ ก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนให้อาชญากรได้ใจและลงมือกระทำต่อไปอีก ทั้งยังมีเงินลงทุนพัฒนาแรนซัมแวร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ ณ เวลาที่คอมพิวเตอร์ของเราถูกเรียกค่าไถ่ ก็คงยากที่จะหาทางออกอย่างอื่นได้ เว้นแต่การจ่ายเงินค่าไถ่ หรือไม่ก็ยอมทิ้งข้อมูลในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นไปและซื้อเครื่องใหม่มาใช้แทน...



