
สาดสงกรานต์ประหยัดน้ำสู้วิกฤติภัยแล้ง
สาดสงกรานต์ประหยัดน้ำสู้วิกฤติภัยแล้ง : ธนัชพงศ์ คงสาย / นิศานาถ กังวาลวงศ์ / เกษม ชนาธินาถ
เมื่อภัยแล้งคุกคามประเทศไทยทุกหย่อมหญ้า พื้นที่ไหนจะใช้น้ำมากกว่าอีกพื้นที่ จึงถูกจับจ้องมองดู เพราะนอกจากการใช้ไปเพื่อประโยชน์ด้านดื่มกินแล้ว กาลเทศะของการใช้น้ำก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในห้วงเวลาที่เทศกาลสาดน้ำกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
โดยเฉพาะที่ถูกโฟกัสเป็นพิเศษจากสังคมก็คือ 3 มหานครแห่งการเล่นสงกรานต์อย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และจังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน
“ไม่อยากเห็นภาพความแห้งแล้งในพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะที่ประชาชนในกรุงเทพฯ เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน จึงอยากให้เห็นความแห้งแล้งของคนอื่น เป็นความทุกข์ใจของตัวเองด้วย” สิ้นเสียงจาก “อมร กิจเชวงกุล” รองผู้ว่าฯ กทม. ภายหลังประชุมการเตรียมการจัดงานเทศกาลมหาสงกรานต์กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2559 ร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วม “กำหนดแผน” จัดงานสงกรานต์ประหยัดน้ำประจำปีนี้
การจัดงานสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ปีนี้ หน่วยงานกทม.ยังเป็นเจ้าภาพใน 2 จุดเดิมคือ ถนนข้าวสาร และถนนสีลม แต่ในปีนี้จะ “ควบคุม” การเล่นสาดน้ำในทุกตารางนิ้ว ต่างจากทุกปีที่กทม.มี “แท็งค์เติมน้ำ” 24 จุด รวมถึงติดตั้งอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ถนนสีลมเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวแบบไร้ขีดจำกัด แต่ในครั้งนี้กทม.จำเป็นต้อง “ยกเลิก” กิจกรรมทั้งหมด โดยหันไปสนับสนุนกิจกรรมด้านขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม เพื่อเน้นเรื่อง “ประหยัดน้ำ” เป็นหลัก
กทม.กำหนดจะจัดงานสงกรานต์ขึ้นเพียง 3 วัน ภายใต้คำขวัญ “ประเพณีสงกรานต์แบบไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” ระหว่างวันที่ 12-14 เมษายน ส่วนในวันที่ 15 เมษายน จะรณรงค์ให้เป็น “วันครอบครัว” โดยได้ร้องขอภาคเอกชนในการให้ส่วนลดแก่ครอบครัวที่มารับประทานอาหารในวันที่ 15 เมษายน แต่ทุกฝ่ายกำลังพุ่งเป้าไปที่ไฮไลท์สำคัญอย่าง “ถนนข้าวสาร” ซึ่งในปีนี้สงกรานต์ถนนข้าวสารจะเปิดเล่นน้ำเพียง 2 วันในวันที่ 13-14 เมษายนเท่านั้น เพราะวันที่ 12 เมษายน จะมีพิธีเปิดในช่วงเย็น ดังนั้น การหยุดเล่นน้ำสงกรานต์ 1 วัน กทม.เชื่อว่าจะประหยัดน้ำไปได้กว่า 5 ล้านลูกบาศก์เมตร
แต่เมื่อเปิดตัวเลขการใช้น้ำในกรุงเทพฯ พบว่า ใช้น้ำประปาวันละประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยสถิติการใช้น้ำแต่ละวันแต่ละคนอยู่ที่วันละ 200 ลิตร แต่ในช่วงสงกรานต์คนไทยจะใช้น้ำเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า แม้ว่าในภาพรวมการใช้น้ำในกรุงเทพฯ ช่วงสงกรานต์จะลดลง เนื่องจากส่วนหนึ่งประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัด แต่การใช้น้ำต่อคนยังคงสูงขึ้น 3 เท่า
“ทรรศนีย์ ฤกษ์ศานติวงษ์” ผู้ช่วยผู้ว่าการการประปานครหลวง(กปน.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ค่อนข้างรุนแรง แต่ประชาชนสามารถสืบสานประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์ได้ โดยร่วมกันประหยัดน้ำ เช่นการประพรมน้ำ และหันมาใช้ขันใบเล็กแทนการเล่นสาดน้ำ โดยจากสถิติตการใช้น้ำย้อนหลัง 3 ปีพบว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การใช้น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดน้อยลง 10-20% จากช่วงเวลาปกติ โดยใช้น้ำในช่วงสงกรานต์ 11-15 เมษายนอยู่ที่ 4.5-5.2 ล้านคิวต่อวัน ลดลงจากปกติเนื่องจากประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา บริษัทห้างร้านต่างๆ ปิดทำการ ซึ่งในปีนี้คาดว่าการใช้น้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็จะลดลงด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ต้องประหยัด ทรรศนีย์และกปน.ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ลดการใช้น้ำฟุ่มเฟือยลง อย่างเรื่องพื้นๆ ที่ทำได้ทันที เช่น ปิดน้ำขณะถูสบู่ ใช้ถังใส่น้ำล้างรถแทนการใช้สายยางฉีด
“อมร กิจเชวงกุล” บอกว่า ได้หารือกับผู้ประกอบการย่านถนนสีลมและศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทราบว่าจะยกเลิกอุโมงค์น้ำและยกเลิกจุดเติมน้ำที่เคยมีให้บริการ ดังนั้นประชาชนต้องนำน้ำมาจากบ้าน และจะไม่มีจุดให้เติมน้ำอีกด้วย ส่วนที่ถนนข้าวสารได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพระนครจัดกิจกรรมรณรงค์การใช้น้ำให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบและเข้าใจ
ส่วนงานสงกรานต์ของกทม.ที่ถนนสีลม และในพื้นที่เขตต่างๆ ทั้ง 6 กลุ่มโซน จะจัดวันที่ 12-14 เมษายน กำหนดเลิกกิจกรรมในเวลา 21.00 น. เพื่อสร้างจิตสำนึกในการลดการใช้น้ำลง
“กทม.ยังคงมีมาตรการ 5 ป. ได้แก่ 1.ประหยัดน้ำ 2.ปลอดแอลกอฮอล์ 3.ปลอดแป้ง 4.ปลอดปืนฉีดน้ำแรงดันสูงขนาดใหญ่ และ 5.ปลอดโป๊ โดยขอความร่วมมือสำนักงานเขตและสำนักเทศกิจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดการกิจกรรมทั่วทุกพื้นที่” รองผู้ว่าฯ กทม.ระบุ
ขณะที่ข้อกังวลเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติจะไม่เข้าใจถึงมาตรการประหยัดน้ำในช่วงสงกรานต์นั้น “ปราณี สัตยประกอบ” ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. ุเชื่อว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะตระหนักในเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของน้ำอยู่เเล้ว การเล่นสงกรานต์ในครั้งนี้ก็จะเป็นไปอย่างพอเพียง อีกมุมหนึ่งก็จะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เห็นวัฒนธรรมการเล่นสงกรานต์ในมุมอื่นๆ นอกจากการสาดน้ำ
“ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะเห็นวิกฤติต่างๆ ทั่วโลก การมาสงกรานต์ครั้งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมาก เพราะในแต่ละพื้นที่ก็จัดกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ยังเชื่อว่าทุกฝ่ายจะปรับตัว จัดงานให้เข้ากับวิกฤติ เช่นบางพื้นที่อาจจะมีถนนสายโฟมให้นักท่องเที่ยวเล่นกัน ตรงนี้ก็สามารถดึงความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้ ดังนั้นยังเชื่อว่าประเทศไทยยังมีอีกหลายมุมสำหรับนักท่องเที่ยวได้อีกมาก” ปราณีให้ความเห็น
ไปทางอีสาน บางพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมากำลังประสบภาวะภัยแล้งค่อนข้างสาหัส สำหรับในเขต อ.เมือง การเล่นสงกรานต์จึงต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพการณ์
พงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้อุปโภค บริโภคในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว และอ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี มีค่อนข้างจำกัด จึงยกเลิกการจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่จุดกลับรถยนต์พร้อมงดให้บริการเปิดท่อธารดับเพลิง แต่ยังคงจัดกิจกรรมส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีในลักษณะเรียบง่ายและประหยัดน้ำ โดยกำหนดจัดขึ้นช่วงเช้าของวันที่ 13 เมษายน ที่ศาลาไทย ลานย่าโม โดยมีพิธีเจริญพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง และรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ภาคบ่ายการประกวดขบวนแห่นางสงกรานต์ ส่วนภาคบันเทิง เอกชน ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่สวนสุรนารี จัดเวทีคอนเสิร์ต ตลอดทั้ง 3 วัน อย่างไรก็ตามขอชี้แจงถึงกิจกรรมวันสงกรานต์ เมืองโคราช ยังคงมี 3 วัน เหมือนเดิม แต่เทศบาลนครจะจัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน เพียงวันเดียว
ส่วนที่เชียงใหม่ก็ได้ปรับแผนการใช้น้ำช่วงสงกรานต์เช่นกัน โดยทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ จึงได้ดำเนินการบริหารจัดการตามความเหมาะสม จากเดิมในทุกปีที่ผ่านมาจะพร่องน้ำจากคูเมืองทั้ง 4 ด้านออกไปจนหมดและเติมน้ำใหม่เข้ามา แต่ปีนี้น้ำในระบบมีน้อยลง ทางเทศบาลจึงได้เตรียมแผนรองรับไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดน้ำพุรอบคูเมืองให้ยาวนานขึ้น จาก 7 ชั่วโมงเป็น 14 ชั่วโมง เพื่อเติมออกซิเจนให้แก่น้ำและลดปัญหาหมอกควันไปในตัว นอกจากนั้นยังได้ดูดสาหร่ายในคูเมืองออกและเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค เพื่อให้น้ำมีสภาพที่เหมาะสมกับการเล่นสงกรานต์ได้โดยไม่ต้องพร่องน้ำออกไปทั้งหมด และลดการผันน้ำเข้ามาในคูเมืองให้ได้น้อยที่สุด
นอกจากนั้นยังขอความร่วมมือจากพ่อค้าแม่ค้าที่ขายขอบริเวณริมคูเมืองช่วงสงกรานต์ให้งดขายถังน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด พร้อมกับติดป้ายประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือในการเล่นน้ำอย่างประหยัด ให้ใช้ปืนฉีดน้ำขนาดที่เหมาะสม ไม่เป็นอันตรายและใช้ขันสาดน้ำขนาดเล็ก งดการนำรถบรรทุกน้ำเข้ามาในบริเวณคูเมือง
“เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว การที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการเรื่องของการใช้น้ำเพื่อเล่นสงกรานต์ อาจทำให้ภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวเสียหายได้ จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปให้ช่วยประหยัดน้ำให้ได้มากที่สุด”
สำหรับสงกรานต์ในปีนี้ เชียงใหม่จะมีอายุครบ 720 ปี จึงได้มีแผนที่จะจัดทำสงกรานต์ย้อนยุค และเล่าเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ มีการแสดงพื้นเมืองที่สวยงาม ตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงานสงกรานต์บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยเน้นประเพณีวัฒนธรรมที่สวยงาม แต่งกายย้อนยุคแบบพื้นเมือง การเล่นน้ำสงกรานต์เหมือนในอดีต คือการใช้ขันขนาดเล็กรดน้ำให้กัน ซึ่งจะถือเป็นไฮไลท์สำคัญอีกจุดหนึ่งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมความสวยงามของประเพณีและวัฒนธรรมพื้นถิ่น
ประภัสร์ ภู่เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน เผยว่า แล้งปีนี้ทำให้แม่น้ำกวงแห้งจนไม่สามารถที่จะผันน้ำเข้ามาเก็บในคูเมืองโดยรอบเขตเทศบาลเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเล่นได้เหมือนทุกปีที่ผ่านมา จึงใช้วิธีบำบัดน้ำในคูเมืองที่มีเพียงพอให้มีสภาพเหมาะสมกับการใช้เล่นสงกรานต์
ทั้งนี้ยังได้ยกเลิกการทำประปาน้ำหอม และงดทำอุโมงค์น้ำ โดยจะปรับเป็นอุโมงค์หมอกความยาว 100 เมตร จำนวน 6 จุด ตลอดเส้นทางถนนอินทยงยศแทนเพื่อประหยัดน้ำ และสร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ โดยจะเปิดอุโมงค์หมอกเฉพาะในที่ 12-13 เมษายน เท่านั้น พร้อมกันนั้นยังได้รณรงค์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเล่นน้ำอย่างประหยัดใช้การประพรมแทนการสาดน้ำ
ทั้งหมดจึงเป็นแผนประหยัดน้ำในช่วงสงกรานต์ ถึงแม้ตามนโยบายจะสวนทางต่อวิถีประเพณีการสาดน้ำตามเทศกาลของไทย แต่เชื่อว่าหากทุกฝ่ายช่วยกันปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ เพื่อให้การละเล่นและการเผชิญหน้าปัญหาภัยแล้งสามารถเดินไปด้วยกันได้ จะเป็นหน “ทางรอด” ในการฝ่าวิกฤติภัยแล้งได้ดีที่สุด



