ข่าว

ร่างรธน.โค้งสุดท้าย...ไร้กังกวล

ร่างรธน.โค้งสุดท้าย...ไร้กังกวล

24 มี.ค. 2559

ร่างรธน.โค้งสุดท้าย...ไร้กังกวล : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

            นับจากวันที่ 23-26 มีนาคมนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งนำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.” ได้ยกทัพทำงานนอกสถานที่ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทบทวนบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้ปรับปรุงเนื้อหาตามข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ และตกผลึกในหลักการเกี่ยวกับการเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตามข้อเสนอของเครือข่ายแม่น้ำ 4 สาย ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทั้ง 3 ประเด็น ได้แก่

            1.ที่มาของ ส.ว.ชุดแรก จำนวน 250 คน ให้มาจากการสรรหาโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ คสช. จะเป็นผู้แต่งตั้ง โดยแบ่งเป็น 200 คนมาจากการสรรหาตามดุลพินิจของกรรมการสรรหา และอีก 50 คนให้เลือกจากผู้ที่ผ่านการเลือกกันเองแบบไขว้กันตามสาขาวิชาชีพ ส่วนอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ชุดเปลี่ยนผ่าน ใจความสำคัญยังคงยืนยันตามบทบัญญัติเดิมทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย ขณะที่อำนาจตรวจสอบรัฐบาลยังให้สิทธิไว้เพียงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี และยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติให้รัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริหรือชี้แจงปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ปีละ 1 ครั้ง แต่ไม่ให้สิทธิการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่เสมือนเป็นการไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ออกจากตำแหน่ง

            2.เปิดช่องให้บุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมืองดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ โดยใช้เสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน จากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 750 คน ลงมติเว้นการใช้หลักเกณฑ์ว่าด้วยการโหวตเลือกนายกฯ ตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เพื่อผ่าทางตันของปัญหาที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ

            และ 3.รูปแบบเลือกตั้ง ส.ส. ที่ “กรธ.” ไม่ขอปรับตามข้อเสนอแนะ และยืนยันใช้ระบบเลือกตั้งโมเดลเดิม คือ จัดสรรปันส่วนผสม และใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเพราะได้วางกลไกที่สอดรับและเชื่อมโยงกับระบบเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวไว้ในหลายมาตรา

            ทำให้การทำงานนอกสถานที่ ริมทะเลหัวหิน เป็นไปภายใต้บรรยายที่ไร้กังวล เพราะปลดล็อกความอึดอัดใจในการทำหน้าที่ ที่ “กรธ.” ต้องเลือกระหว่างการคงจุดยืนของตนเอง หรือทำตามใบสั่งของคณะรัฏฐาธิปัตย์

            โดยกระบวนการของการทบทวนเนื้อหา ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปรับปรุง มียอดมาตรารวม 262 มาตรา ไม่นับรวมมาตราในบทเฉพาะกาลนั้น คือการพิจารณาความเชื่อมโยงของมาตราต่างๆ ที่เป็นกลไกใหม่เพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาในสังคมไทย โดยเฉพาะมาตราว่าด้วยการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศ ที่จะให้อำนาจของ ส.ว.เป็นกลไกสำคัญในการผ่านร่างกฎหมาย รวมถึงพิจารณาถ้อยคำที่มีความหมายทันยุคทันสมัย ไม่กำกวม จนนำไปสู่การตีความ

            หรือพิจารณาไม่ให้มีบทบัญญัติใดเขียนเนื้อหาที่ขัดหลักการในตัวของตัวเอง เช่น มาตราว่าด้วยที่มาของนายกฯ ที่ กรธ. เขียนล็อกให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเนื้อหาในมาตราเดียวเว้นช่องให้พรรคไม่เสนอรายชื่อก็ได้ ขณะที่มาตราที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ ในสภา กำหนดชัดเจนว่าต้องโหวตเลือกนายกฯ ตามผู้ที่มีชื่อในบัญชีของพรรคเท่านั้น ทำให้เป็นข้อสังเกตที่ “กรธ.” ต้องยกมาหารือเพื่อให้สิ้นความกำกวม และตรงตามหลักที่ให้การเปิดชื่อ “ว่าที่นายกฯ” ต่อสาธารณะเพื่อให้เป็นฐานสำคัญในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน แทนการดูเฉพาะผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตเท่านั้น ดังนั้นการเขียนช่องผ่อนปรนให้ พรรคไม่ต้องส่งบัญชีรายชื่อนายกฯ จึงอาจเป็นปัญหา ดังนั้นต้องแก้ไข เบื้องต้นจะเขียนให้พรรคต้องส่งบัญชีรายชื่อนายกฯ อย่างน้อย 1 ชื่อ

            ขณะที่รายละเอียดของ “ส.ว.สรรหา 250 คน” โดย “ประธาน กรธ.” ได้ขยายความไว้ว่า การสรรหาจะเกิดขึ้นได้จากการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่กำหนดคุณลักษณะเฉพาะ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยอำนาจของ “คสช.” จากนั้นให้กรรมการสรรหาเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติของการเป็น ส.ว. ตามบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่ โดยมีสัดส่วนสำคัญ คือ 6 คนจะมาจากผู้ที่มีตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งส่วนนี้จะถูกยกเว้นความเป็นข้าราชการ, จำนวน 194 คนมาจากการเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของการเป็น ส.ว. และอีก 50 คน สรรหามาจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือกกันเองแบบไขว้ ตามกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งส.ว.สรรหาชุดแรกจะได้รับการงดเว้นหลักเกณฑ์ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ภายใน 90 วันหลังจากที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ทำให้ “สมาชิกสนช., สปท., ครม. และ คสช.” มีโอกาสได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.

            เมื่อกำหนดหลักการและกรอบที่ชัดเจน จึงไม่ใช่งานยากต่อการออกแบบบทบัญญัติ ตามทางที่เซียนกฎหมายชั้นครูจะทำ และเมื่อยกทัพออกมาไกลจากศูนย์บัญชาการอำนาจแล้ว ทุกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจแบบไร้กังวล