
สร้างเขื่อน-อุโมงค์น้ำไม่ตอบโจทย์วิกฤติแล้ง4ลำน้ำ
สร้างเขื่อน-อุโมงค์น้ำ ไม่ตอบโจทย์วิกฤติแล้ง4ลำน้ำ : นิศานาถ กังวาลวงศ์รายงาน
“ปิง-วัง-ยม-น่าน” แม่น้ำสายสำคัญที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคเหนือ ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาคกลางมีน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค แต่ปัจจุบันแม่น้ำสายหลักของภาคเหนือประสบวิกฤติภัยแล้งจากน้ำมือมนุษย์ เพราะการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด บางพื้นที่ไม่มีแม้แต่น้ำที่จะใช้หล่อเลี้ยงระบบนิเวศ
ขณะเดียวกันข้อมูลปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในอ่างของเขื่อนต่างๆ ก็ยังเป็นเรื่องคลุมเครือ ทั้งที่จำเป็นต้องนำแสดงเพื่อกระตุ้นการประหยัด เพราะการสร้างเขื่อนเพิ่ม หรือจะเป็นอุโมงค์ผันน้ำ ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้น้ำทั้งปี
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) เห็นว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้อัตราการระเหยของน้ำสูงขึ้น รวมถึงฝนที่ไม่ตกเหนือเขื่อนที่มีอยู่ในปัจจุบันทำให้ปริมาณน้ำที่เคยมีหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำสำคัญในเขตภาคเหนือทั้ง 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ปิง วัง ยม น่าน มีน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ต้องพึ่งพาลำน้ำหลักทั้ง 4 สายนี้ เพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ พลอยได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ที่ผ่านมามีประชาชนส่วนน้อยรับทราบข้อมูลน้ำต้นทุนที่จะนำมาผลิตเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคน้อยมาก ทำให้ไม่ตระหนักถึงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ บางพื้นที่ใช้น้ำเกินกว่าที่ต้นทุนมีอยู่ โดยไม่ตระหนักถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่เหลืออยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในอนาคตได้”
สำหรับโครงการขุดลอกลำน้ำ โดยใช้งบประมาณปี 2558/2559 กว่า 6,000 ล้านบาท หาญณรงค์มองว่า สูญเปล่า ทั้งยังทำให้ระบบนิเวศเสียหาย น้ำที่เคยมีไหลตลอดเส้นทางหายไป เนื่องจากมีการขุดลอกลำน้ำ กำจัดวัชพืชและต้นไม้ริมตลิ่ง โดยหวังให้ลำน้ำมีความกว้างและลึกเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ตลิ่งที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่และวัชพืชปกคลุมอยู่ ถูกน้ำกัดเซาะทำให้ตลิ่งพัง เกิดการสะสมของตะกอนทราย ปัญหาจึงวนกลับไปที่เดิม งบประมาณที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการขุดลอกลำน้ำ จึงเป็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ไม่ยั่งยืนและไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา
“อยากให้ภาครัฐทบทวนโครงการดังกล่าวก่อนที่ผลกระทบที่ตามมาจะเพิ่มมากขึ้น โครงการขุดลอกลำน้ำที่ภาครัฐดำเนินการสามารถใช้ได้กับบางพื้นที่เท่านั้น และต้องไม่ใช่ขุดลอกทั้งลำน้ำ ต้องทำเป็นจุดๆ ไปตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการรักษาสภาพของระบบนิเวศ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” หาญณรงค์ กล่าว
หาญณรงค์ เสนอแนะว่า การบริหารจัดการให้ “ปิง-วัง-ยม-น่าน” มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี คือ ต้องให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ภาครัฐต้องฟังเสียงของประชาชน โดยให้ท้องถิ่นที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศของพื้นที่ รับหน้าที่อนุรักษ์แหล่งน้ำของตัวเอง รวมทั้งต้องดูแลแหล่งต้นน้ำที่มีอยู่ฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความชุ่มชื้น การที่เสนอให้มีการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นนั้น มองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง การสร้างเขื่อนขึ้นมาเพิ่มเติมไม่ได้จะทำให้ประเทศไทยมีน้ำใช้เพิ่มขึ้น แต่เป็นการทำลายแหล่งต้นน้ำที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี เนื่องจากไม่มีฝนตกเหนือเขื่อน
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง หาญณรงค์บอกว่า ประเทศไทยยังไม่มี พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำเพื่อใช้บริหารจัดการ ทำให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ปัจจุบันสถานการณ์เกี่ยวกับน้ำได้ก่อให้เกิดปัญหามากมาย ทั้งในด้านภาวะการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ภาวะน้ำท่วมในฤดูฝน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คุณภาพของน้ำเสียไปไม่อาจนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ และบางกรณีก็ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อบุคคล สัตว์ พืช และทรัพย์สินอีกด้วย
จากกรณีดังกล่าวจึงสมควรมีมาตรการควบคุมและบริหารแหล่งน้ำ ที่ดินที่ต่อเนื่องกับแหล่งน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นที่เกี่ยวข้องกับน้ำ โดยให้มีองค์การบริหารการใช้น้ำในระดับชาติ และระดับท้องถิ่นเพื่อวางนโยบายและกำกับดูแลการจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำให้เป็นไปด้วยความรอบคอบและเหมาะสม ตลอดจนการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างถาวร โดยการกำหนดความรับผิดชอบในทางแพ่งและทางอาญาแก่ผู้ละเมิดเพื่อให้การจัดการใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ มองว่า การที่ประเทศไทยเริ่มเกิดวิกฤติแห้งแล้งเพราะขาดแคลนน้ำอาจจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำออกมาบังคับใช้ได้เร็วมากขึ้น
ขณะที่ ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี กรรมการกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.เมือง จ.แพร่ กล่าวว่า แม่น้ำยมเป็นลำน้ำสำคัญ 1 ใน 4 ของภาคเหนือ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทั้งด้านเกษตรและอุปโภคบริโภค รวมทั้งระบบนิเวศ ภัยแล้งปีนี้ทำให้น้ำในลำน้ำหายไปอย่างมาก ไม่มีน้ำเหลือพอที่จะไปถึงปลายน้ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากป่าไม้ที่หายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจะต้องฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม
สอดคล้องกับ หาญณรงค์ ประสิทธิพร เห็นว่า โครงการขุดลอกลำน้ำไม่ได้แก้ปัญหาภัยแล้ง แต่เป็นการทำลายระบบนิเวศที่มีอยู่ในลำน้ำต่างๆ และส่งผลกระทบทำให้วังน้ำตามธรรมชาติเสียหาย น้ำที่เคยถูกกักเก็บไว้ตามธรรมชาติจึงหมดไป กระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศริมน้ำ เนื่องจากการการขุดลอกลำน้ำ ผู้รับเหมาไม่มีความรู้ในเรื่องของระบบนิเวศ ทำให้ร่องน้ำที่ได้ออกมาเป็นแบบเรียบไม่มีการกักเก็บน้ำไว้ น้ำจึงไหลผ่านไปทั้งหมด
ประสิทธิพร กล่าวว่า การที่กลุ่มราษฎรรักษ์ป่าช่วยกันดูแลรักษาผืนป่าในพื้นที่ไว้ ทำให้มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ในช่วงต้นน้ำมีฝายแม่ยมกั้นลำน้ำมีการผันน้ำออกไปใช้ด้านซ้าย 77 กิโลเมตร ผันน้ำออกด้านขวา 64 กิโลเมตร เมื่อน้ำไหลลงมาถึง จ.สุโขทัย ช่วงต้นได้มีการใช้น้ำโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน ประกอบกับประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ปิดกั้นแม่น้ำยมไว้ ทำให้ไม่มีน้ำไหลไปหล่อเลี้ยงไปตอนล่างของ จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของกรมชลประทาน โดยหวังว่าจะใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บริเวณต้นแม่น้ำยม ซึ่งไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง หากประชาชนแต่ละพื้นที่มีการดูแลรักษาฟื้นฟูพื้นป่าจะทำให้เกิดพื้นที่อุ้มน้ำและมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ในขณะเดียวกันภาครัฐต้องประกาศให้ประชาชนแต่ละพื้นที่ทราบถึงข้อมูลน้ำที่มีอยู่จริงให้มีความชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างประหยัด
ปัจจุบันกรมชลประทานมีโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในแม่น้ำยมด้วยการสร้างประตูระบายน้ำอีก 4 แห่ง ที่ จ.พิจิตร เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ แต่จะส่งผลกระทบถึงประชาชน จ.สุโขทัย ที่อาจจะได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ขณะนี้ จ.สุโขทัย ยังพอมีน้ำต้นทุนจากใต้ดินที่สามารถสูบขึ้นมาใช้ได้
“อยากให้ภาครัฐเข้ามาบริหารจัดการอย่างโปร่งใส โดยคำนึงถึงผลกระทบของประชาชน อย่าใช้ภัยแล้งเป็นข้ออ้างในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูงมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่เสนอให้ภาครัฐบริหารจัดการตามแผนที่ประชาชนได้นำเสนอขึ้นไป ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนในขณะที่ใช้งบประมาณไม่สูงมากเท่ากับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่” ประสิทธิพร กล่าว
นิคม พุทธา ผู้อำนวยการโครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน จ.เชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า ภัยแล้งทุกปีสอนให้เรียนรู้การใช้ชีวิตให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ที่ผ่านมาสื่อต่างๆ มักจะใช้คำว่าวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ารุนแรงและแก้ไขได้ยาก ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรือน้ำท่วมเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ปัจจุบันประชาชนไม่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและการปรับตัวให้อยู่กับธรรมชาติ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยปกติภัยแล้งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้ผลกระทบที่เกิดจากภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากพื้นที่ป่าต้นน้ำเริ่มลดน้อยลง เพราะว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยการแผ้วถางเพื่อนำพื้นที่มาปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ประกอบกับมีการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่มีเหลืออยู่ ทำให้น้ำที่จะไหลมายังตอนใต้มีปริมาณลดน้อยลง
ปัญหาอีกประการหนึ่ง นิคมชี้ว่า การบริหารจัดการน้ำของภาครัฐที่มุ่งเน้นแต่เฉพาะน้ำในเขื่อน ไม่ได้มองการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบที่มีอยู่ตามแหล่งชุมชนอื่นๆ และตามลำน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำสายหลัก ซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำ ทั้งที่การบริหารจัดการน้ำต้องบูรณาการเชื่อมโยงกัน ที่ผ่านมากรมชลประทานบริหารจัดการน้ำไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่เหลือน้ำที่จะหล่อเลี้ยงระบบนิเวศในลำน้ำต่างๆ เมื่อน้ำบนดินหมดลง ได้ขุดเจาะน้ำใต้ดินมาใช้ ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและทำให้ดินทรุด เป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง จึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตระหนักและหันมารักษาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ในแต่ละพื้นที่มากกว่า
“การที่ภาครัฐพยายามผลักดันให้เกิดโครงการสร้างเขื่อน สร้างอุโมงค์ผันน้ำ จึงไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หากขาดความเข้าใจและขาดการบริหารจัดการน้ำอย่างถูกต้อง การสร้างเขื่อนและอุโมงค์ผันน้ำจึงไม่ได้ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มเข้ามาในระบบ แต่เป็นเพียงการย้ายน้ำจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งจะส่งกระทบต่อระบบการใช้น้ำของชุมชนต้นน้ำที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง”
นิคมบอกว่า รัฐต้องกระจายอำนาจการบริหารจัดการน้ำสู่ชุมชนให้ชาวบ้านจัดการน้ำด้วยตัวเอง โดยภาครัฐให้การสนับสนุน เพื่อให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงปริมาณน้ำที่มีใช้ตามช่วงเวลา ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ที่ผ่านมาชาวบ้านจะพึ่งพาการบริหารจัดการของภาครัฐ ทำให้ขาดการรับรู้ถึงปริมาณน้ำของชุมชนที่สามารถใช้ได้ ในปีนี้ภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากปริมาณน้ำฝนมีน้อย พื้นที่ป่าลดน้อยลง และปริมาณการใช้น้ำที่มากเกินความจำเป็น ไม่ประหยัด
สุดท้ายนิคมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเอาไว้ว่า ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง บูรณาการร่วมกัน เพื่อบริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการทรัพยากรป่า ต้องจริงจังกับการแก้ไขปัญหา และให้ภาคประชาชนที่อยู่ในเขตลุ่มน้ำเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องของน้ำ และป่า เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ทั้งระบบ การขุดลอกลำน้ำตามโครงการของรัฐหากทำอย่างถูกที่จะช่วยทำให้มีปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้ได้ แต่หากทำไม่ถูกจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้สายน้ำเปลี่ยนทิศทาง ตลิ่งริมน้ำทรุดพัง ระบบน้ำเหมืองฝายสูญเสีย เนื่องจากระดับน้ำไม่เข้าเหมืองฝายเหมือนก่อน พันธุ์ปลาตามธรรมชาติได้รับผลกระทบสูญพันธุ์ สิ่งสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจนส่งผลกระทบต่อลำน้ำต่างๆ ต้องได้รับการแก้ไขดูแลอย่างจริงจัง และต้องมีการบูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน จึงจะเห็นภาพของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน



