
ยกเว้นภาษีธุรกิจเพื่อสังคมเปิดทางเอกชนดูแลชุมชน
23 มี.ค. 2559
เล่าสู่กันฟัง : ยกเว้นภาษีธุรกิจเพื่อสังคม เปิดทางเอกชนดูแลชุมชน : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์
อุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 40 องศาฯ ในปีนี้ ทำให้หลายคนเริ่มคิดแล้วว่าเราจะช่วยโลกใบนี้ให้กลับมาน่าอยู่เหมือนเดิมได้อย่างไร ในอดีตหากพูดถึงสิ่งแวดล้อมอาจจะเห็นเป็นเรื่องไกลตัว แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมชัดเจนและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรต่างๆรวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ได้ให้ความสนใจดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคมมากขึ้น มีการทำโครงการซีเอสอาร์ในหลายพื้นที่ หลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่โฟกัสไปที่การ “ให้” ซึ่งชุมชนและสังคมได้รับประโยชน์ตรงก็จริงแต่อาจไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน
เมื่อได้ยินคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม และร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ.... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise หรือ SE) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงคิดว่าน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย
เพราะหลักเกณฑ์ของกิจการที่เข้าข่ายกิจการเพื่อสังคมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์หลักในการจ้างงานในท้องถิ่นที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ หรือมีเป้าหมายอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่มในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยไม่ได้มุ่งหมายในการสร้างผลกำไรสูงสุด และที่สำคัญกว่านั้นจะต้องนำผลกำไรที่ได้จากการดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 70% ที่ได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นๆ
วันนี้รัฐบาลเปิดทางให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมได้มีโอกาสช่วยเหลือดูแลชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เน้นการเดินสู่ความยั่งยืน จึงน่าจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจไม่น้อยและเป็นจังหวะที่ดีที่ภาคเอกชนจะเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อให้ธุรกิจ สังคมเติบโตไปพร้อมๆ กัน เพราะหากธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยเบ่งบาน ประเทศไทยจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมที่น่าสนใจรายหนึ่ง ที่อยากขออนุญาตยกมาเป็นตัวอย่างได้แก่ กาแฟแบรนด์ “อาข่า อ่ามา” ของ “ลี อายุ จือปา” เด็กหนุ่มชาวดอยแม่สรวย จ.เชียงราย ที่อยากเป็นผู้ให้กลับคืนอย่างที่ตนเองเคยได้รับโอกาสต่างๆ ในชีวิต ที่พลิกจากคนไร้สัญชาติสู่ความเป็นไทย จากอดีตเด็กวัดอาศัยข้าวก้นบาตรพระร่ำเรียนวิชาจนจบปริญญาตรี หลักสูตรนานาชาติ จึงตัดสินใจละทิ้งหน้าที่การงานไปสร้างความยั่งยืนคืนให้แก่สังคมและชุมชนบ้านเกิด ด้วยการเปิดร้านกาแฟโดยนำผลผลิตในชุมชนแปรรูปเพิ่มมูลค่าและทำการตลาดจนปัจจุบันกาแฟอาข่า อาม่า เป็นแบรนด์ไทยที่อยู่ในใจของหลายคนทั่วโลก
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียว หากผู้นำรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ธุรกิจที่มีรายได้จากการผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการ โดยมีเป้าหมายของกิจการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ก็เชื่อมั่นว่าคนรุ่นต่อๆ ไปน่าจะมีที่ดินที่อุดมไปด้วยป่าสีเขียว ทะเลสีคราม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นปัจจุบัน



