ข่าว

ผลตรวจ‘เสี่ยเบนซ์’พบสารออกฤทธิ์ทางประสาท

ผลตรวจ‘เสี่ยเบนซ์’พบสารออกฤทธิ์ทางประสาท

22 มี.ค. 2559

‘พล.ต.อ.จักรทิพย์’ เผยผลตรวจ ‘เจนภพ’ ซิ่งเบนซ์ชนฟอร์ดดับ 2 พบสารออกฤทธิ์ทางประสาท พร้อมสั่งเร่งรัดคดีทายาทกระทิงแดงขับรถชนดาบตำรวจเสียชีวิต

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 มี.ค.59 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวว่า สำหรับผลการตรวจสารเสพติดของนายเจนภพ วีรพร ซึ่งขับรถเบนซ์ชนรถฟอร์ดจนเกิดไฟลุกไหม้ และทำให้นิสิตป.โท เสียชีวิต 2 รายนั้น เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบสารที่ออกฤทธิ์ทางประสาท (ยากล่อมประสาท) แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นสารประเภทไหน ซึ่งทางโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาแจ้งมาแล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ต้องหาจะใช้ช่องทางนี้ในการสู้คดีหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า สามารถสู้คดีได้ เนื่องจากเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ซึ่งต้องสู้ตามข้อกฎหมาย ทั้งนี้ ตำรวจไม่กังวล แต่อย่าไปมองว่า ตำรวจช่วยเหลือผู้ต้องหา ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย ตำรวจไม่สามารถไปลดโทษใครได้ บางครั้งเราสั่งฟ้องไปถึงศาล ศาลอาจจะสั่งยกฟ้องก็ได้ ซึ่งกรณีแบบนี้เกิดขึ้นจำนวนมาก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเช็คประวัติการรักษาของผู้ต้องหาหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในสำนวน ผมไม่ทราบลึกขนาดนั้น ส่วนเรื่องข้อกฎหมายการปฏิเสธการตรวจแอลกอฮอล์ของผู้ต้องหา ถ้าผู้ต้องหาปฏิเสธก็ให้สันนิษฐานว่าเมา
ด้าน พ.ต.อ.ณฐพล สามแสน รองผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน1 (รองผบก.ศพฐ.) กล่าวว่า จากการตรวจพิสูจน์หลักฐานของ ศพฐ.1 เบื้องต้นยังไม่ยืนยันถึงความเร็วของรถเบนซ์ที่นายเจนภพ วีรพร ขับชนนิสิตปริญญาโทจนเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 วัน จึงจะสามารถตรวจพิสูจน์ได้ และขณะนี้อยู่ระหว่างวัตถุอื่นๆประกอบด้วย ซึ่งมีหลายรายการ ส่วนกรณีที่ข่าวปรากฏตามสื่อออนไลน์ว่า ใช้ความเร็วถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ตนไม่ทราบ และไม่เคยให้สัมภาษณ์กับใคร ซึ่งไม่รู้ว่าข่าวนี้มีที่มาจากไหน
‘ผบ.ตร.’ สั่งเร่งรัดคดีทายาทกระทิงแดงขับรถชนดาบตำรวจเสียชีวิต
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 มี.ค.59 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีคดีความ นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา อายุ 31 ปี ทายาทธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ที่ขับรถเฟอร์รารี่พุ่งชนดาบตำรวจสายตรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณ ถ.สุขุมวิท 47 เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2555 ว่า เรื่องนี้ผมไม่ทราบ เพราะคดีเกิดขึ้นมานาน และไม่ได้อยู่ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ตนก็จะตรวจสอบให้ และขอบคุณที่ช่วงเร่งรัดทางอ้อม
ส่วนกรณีที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด เปิดเผยถึงการดำเนินคดีนี้ว่า มีความล่าช้า เนื่องจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนล่าช้า พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ทุกอย่างมีระเบียบอยู่แล้ว ต้องดูว่าล่าช้าตรงไหน ต้องดูตามขั้นตอนกระบวนการ ถ้าช้าเมื่อไปถึงที่อัยการก็ว่ากันไป ถ้าช้าในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเร่งรัด ขอบคุณที่ช่วยกันตรวจสอบ ตำรวจใช้ภาษีของสังคม สามารถให้ประชาชนตรวจสอบได้อยู่แล้ว ยืนยันไม่ได้ปล่อยปละละเลย ยังไงก็ถูกดำเนินคดีทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ได้สั่งให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.ผบช.น.) ให้เร่งรัดคดีอยู่
‘ผบ.ตร.’ กำชับ ‘ผบช.ภ.1’ เพิ่มมาตรการความปลอดภัยหลังคนร้ายแหกด่าน
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณี นายรุ่งโรจน์ เสือปรางค์ อายุ28ปี ซิ่งเก๋งแหกด่านตรวจบริเวณถนนเลียบคลอง 5 ม.2ต.รังสิต อ.ธัญบุรี พร้อมใช้ปืนยิงต่อสู้จนทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ3นาย ว่า ทางตำรวจมียุทธวิธีการปิดล้อมคนร้ายอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนี้เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำอย่างเต็มที่และถูกต้องตามขั้นตอน เพราะขณะนั้นมีประชาชนอยู่จำนวนมาก การใช้อาวุธจึงต้องรอบคอบ เพราะอาจมีผู้ถูกลูกหลงและได้รับบาดเจ็บ แม้ตนเองจะได้รับบาดเจ็บแต่รักษาส่วนใหญ่เอาไว้ได้
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค1 เป็นผู้ที่มีความสามารถและทักษะดีอยู่แล้ว และเมื่อปีที่ผ่านมาการประกวดชุดปฏิบัติการพิเศษของแต่ละภาค ชุดของตำรวจภูธรภาค1 ก็ได้อันดับ1 ประกอบกับทางผู้บังคับบัญชาทุกท่านก็มีความเข้มงวดเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด บางครั้งเหตุการณ์เฉพาะหน้าเจ้าหน้าที่คงสามารถทำได้เพียงเท่านี้ และสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็สามารถปิดล้อมกดดันจนสามารถจับกุมคนร้ายได้ในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าคนร้ายมีพฤติกรรมอุกอาจ พกอาวุธ และยาเสพติดในรถ รวมถึงการแหกด่านตรวจ และทำร้ายเจ้าหน้าที่อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงแม่ของ นายรุ่งโรจน์ ซึ่งเป็นคนร้ายว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่อย่างไร เพราะที่ผ่านมาพบว่าพื้นที่ภาค1เป็นพื้นที่สำคัญในการพักยาเสพติดก่อนกระจายส่งไปยังลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ โดยตนได้กำชับ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1(ผบช.ภ.1) อยู่เสมอให้ดำเนินการกวาดล้างยาเสพติด โดยเฉพาะบ้านเช่าที่ไม่มีคนอาศัย
สตช.ขานรับคำสั่ง คสช.สานต่อมาตรการยึดรถเมาแล้วขับช่วงสงกรานต์
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้เพิ่มมาตรการในการยึดรถผู้ที่เมาแล้วขับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สานต่อนโยบายของ คสช.มาปฏิบัติอยู่แล้วในเทศกาลสำคัญ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ยังเสริมหน่วยบริการประชาชนตามจุดในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งการเพิ่มมาตรการแบบนี้ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ซึ่งกระแสตอบรับของประชาชนถือว่าดีมาก อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มเป็นการรักษาความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของตนเองด้วยอีกทางหนึ่ง อย่าคาดคะเนว่าตำรวจใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ก.ตร.อนุมัติขยายเวลาแต่งตั้งระดับ สว.-รองผบก.วาระประจำปี58 ออกไปถึง 30 เม.ย.59
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 3/2559 โดยมี รองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม ก.ตร.ได้อนุมัติให้ขยายเวลาการแต่งตั้งโยกย้าย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร (สว.) ถึง รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) วาระประจำปี 2558 ออกไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2559 เชื่อว่าการแต่งตั้งโยกย้ายจะเสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน นี้่ สำหรับเหตุผลที่มีการขอขยายเวลาการแต่งตั้งเนื่องจากยังมีขั้นตอนบางอย่างยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายได้ตามกำหนดเดิม
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันที่ประชุมได้อนุมัติกำหนดตำแหน่ง ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร. จำนวน 14 ตำแหน่ง เพื่อรองรับการปรับเกลี่ยพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (สบ 6) ซึ่งเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่ง คสช. ที่ 6/2559 และ 7/2559 ปรับโครงสร้างพนักงานสอบสวน โดยระดับ (สบ1) - (สบ 5) ตนได้มีคำสั่งแต่งตั้งไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หลัง ก.ตร.มีมติกำหนดตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะเสนอคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อขออนุมัติเปิดตำแหน่งต่อไป
พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ผบช.สง.ก.ตร.) กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่เลื่อนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ สว.-รองผบก.วาระประจำปี 2558 ออกไปนั้น เนื่องจากเกี่ยวพันกับการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนนี้ส่งผลกระทบถึงตำแหน่งต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ในการแต่งตั้งเกลี่ยพนักงานสอบสวน ออกไปดำรงตำแหน่งในสายงานสอบสวน ตั้งแต่ระดับ รอง สว.- รอง ผบก. ซึ่งข้าราชการตำรวจกลุ่มนี้ ก็มีคุณสมบัติครบถ้วนในการแต่งตั้งโยกย้าย ระดับ สว.-รองผบก.วาระประจำปี 2558 ด้วย