ข่าว

บุก‘รพ.เจาะไอร้อง’เคลียร์ปมสงสัย‘รัฐจัดฉาก’

บุก‘รพ.เจาะไอร้อง’เคลียร์ปมสงสัย‘รัฐจัดฉาก’

22 มี.ค. 2559

ประเด็นต่อประเด็นบุก‘รพ.เจาะไอร้อง’ เคลียร์ปมสงสัย‘รัฐจัดฉาก’

             เหตุการณ์คนร้ายหลายสิบคน (ข่าวบางกระแสระบุว่ามากถึง 50 คน) บุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส แล้วใช้อาคารกับบ้านพักเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเป็นจุดสูงข่มและที่กำบังเพื่อระดมยิงถล่มฐานปฏิบัติการของกองร้อยทหารพรานที่ 4816 ข้างๆ โรงพยาบาล เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 นั้น กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุรุนแรงชายแดนใต้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า “รัฐจัดฉาก”

             ความเชื่อที่ฝังแน่นในกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่า สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 12 ปี ทั้งๆ ที่รัฐบาลทุกยุคระดมสรรพกำลังมากมายในการคลี่คลายปัญหา แต่ภาพรวมของเหตุการณ์กลับยังไม่ดีขึ้น เป็นเพราะ “รัฐเลี้ยงไข้” เนื่องจากต้องการงบประมาณ ยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

             ด้วยเหตุนี้หลายๆ เหตุการณ์ที่ดูแล้วก้ำกึ่ง ไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ก่อ หรือก่อแล้วได้ประโยชน์อะไรจากเหตุการณ์ จึงมักถูกวิจารณ์เชิงตั้งคำถามว่า “รัฐจัดฉากหรือไม่?”

             คำว่า “รัฐ” ในที่นี้ พุ่งเป้าไปที่ “ทหาร” ซึ่งเป็นหน่วยนำในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. โดยปัจจุบันแขนขาของ กอ.รมน.ที่ชื่อ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นผู้รับผิดชอบหลักแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

5 ข้อสังเกต “รัฐจัดฉาก”

             สำหรับเหตุการณ์บุกยึดโรงพยาบาลมีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างน้อย 5 ประการ จนนำมาสู่การใช้ทฤษฎี “รัฐสร้างสถานการณ์เอง” ในการสรุป

ข้อสังเกตที่ว่านี้ประกอบด้วย

             1.เหตุใดกลุ่มคนร้ายถึง (โง่) ไปยึดโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่สามารถคาดการณ์ได้ว่า เมื่อปฏิบัติการเช่นว่าแล้วจะต้องถูกโจมตีจากหลายฝ่าย เพราะโรงพยาบาลสมควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย

             2.เหตุใดผู้ก่อความไม่สงบ (รัฐเชื่อว่าเป็นปฏิบัติการของขบวนการบีอาร์เอ็น) จึงระดมกำลังได้มากมายหลายสิบคน อาจจะถึงครึ่งร้อย และวิธีการเข้ายึดพื้นที่เพื่อโจมตีก็คล้ายๆ กับทหาร หนำซ้ำยังแต่งกายด้วยชุดคล้ายเครื่องแบบสีดำ ไม่ต่างกับทหารพรานอีกด้วย

             3.เหตุใดกลุ่มคนร้ายที่บุกยึดโรงพยาบาลถึงใช้กระสุนปืนอย่างฟุ่มเฟือย เหมือนมีโรงงานผลิตกระสุน (พบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุถึง 1,825 ปลอก) เพราะหากย้อนดูปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นจะพบว่าใช้กระสุนค่อนข้างประหยัด ก่อเหตุโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นหลัก เนื่องจากปืนและกระสุนเกือบทั้งหมดที่มี ได้มาจากการปล้นชิงหลังก่อเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ นอกจากนั้นยังมีอาวุธสงครามบางประเภทที่ (ฝ่ายสงสัยรัฐ) เชื่อว่ากลุ่มก่อความไม่สงบไม่เคยใช้ก่อเหตุรุนแรงมาก่อน

             4.ตามข่าวในช่วงแรก ทหารพรานและ อส.ที่ได้รับบาดเจ็บรวม 7 นาย ไม่มีรายงานว่าถูกยิงจากคนร้ายที่กราดกระสุนจากโรงพยาบาล แต่เป็นการบาดเจ็บจากเหตุระเบิด เป็นไปได้อย่างไรที่คนร้ายยิงถล่มเกือบ 2,000 นัด แต่ไม่โดนใครเลย

             5.รัฐอาจจัดฉากให้เกิดเหตุรุนแรงแบบคาดไม่ถึง เพื่อหวังผลด้านงบประมาณ และความได้เปรียบในการพูดคุยเจรจากับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่

ย้อนเหตุ“ยุทธการรวมดาว”-แต่งชุดทหาร

             จากข้อสังเกต 5 ข้อ ทีมข่าวได้ลงพื้นที่จริงเพื่อความชัดเจน และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายๆ ฝ่ายจนได้ข้อสรุปบางส่วนดังนี้

             เริ่มจากข้อ 4 ทหารพรานและ อส.จำนวน 7 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บ มีหลายนายถูกยิง บางรายอาการสาหัส ซึ่งเป็นการถูกยิงจากทิศทางบนอาคารและบ้านพักเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ฉะนั้นข้อสังเกตที่ว่ามีการโจมตีอย่างหนัก แต่ไม่โดนพวกเดียวกันเอง (ทหารพราน) จึงตัดออกไปได้เป็นข้อแรก

             ส่วนข้อ 2 การระดมกำลังหลายสิบคนเพื่อก่อเหตุรุนแรง ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเรียกว่า “ยุทธการรวมดาว” ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่การโจมตีฐานพระองค์ดำ หรือฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารราบที่ 15121 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อ 19 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นการบุกเข้าไปในฐาน ฆ่าทหาร และชิงปืนไปถึง 65 กระบอก ก็ใช้กำลังคนหลายสิบคนเช่นกัน

             ขณะที่เหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายปิเหล็ง หรือค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง เมื่อ 4 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็นปฐมบทไฟใต้รอบปัจจุบัน ก็มีการประเมินกันว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะมีนับร้อยคน เพราะต้องขนปืน 413 กระบอก ที่ปล้นจากค่าย ไปขึ้นรถ แล้วนำไปฝัง-ซ่อน-หรือแจกจ่าย

             ส่วนการแต่งเครื่องแบบคล้ายทหาร โดยเฉพาะทหารพราน ก็เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง และดูจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งของผู้ก่อความไม่สงบที่มักแต่งกายคล้ายทหารเพื่อสร้างความสับสนด้วย เช่น เหตุการณ์นำกำลังเข้าโจมตีฐานบ้านยือลอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2556 จนกลุ่มติดอาวุธนำโดย นายมะรอโซ จันทรวดี เสียชีวิต รวมทั้งหมด 16 ศพ ปรากฏว่าทุกศพก็สวมเครื่องแบบทหารลายพราง สวมเสื้อเกราะไม่ต่างจากเจ้าหน้าที่


เปิดผลตรวจปลอกกระสุน 1,825 ปลอก

             ไปที่ข้อ 3 กันบ้าง ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์นี้มีการใช้กระสุนปืนฟุ่มเฟือยจริง เพราะผลตรวจล่าสุดพบมีปลอกกระสุนตกในที่เกิดเหตุมากถึง 1,825 ปลอก

             และจากการตรวจสอบพบว่า อาวุธสงครามหลายกระบอกเคยก่อคดีอื่นมาก่อนแล้ว เรียกว่ามีประวัติอยู่ในสารบบของฝ่ายความมั่นคง ส่วนอาวุธสงครามบางชนิดที่บางฝ่ายเชื่อว่าไม่เคยมีใช้มาก่อนในพื้นที่นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เช่น ปืนกลเบาเอ็ม 60 คนร้ายก็เคยใช้มาแล้วในเหตุการณ์ซุ่มโจมตีขบวนรถของเจ้าหน้าที่อีโอดี หรือชุดเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิด บนเขายือลาแป รอยต่อ อ.รือเสาะ กับ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เมื่อเดือนกันยายน 2556

             ขณะที่ปืนกลเล็กมินิมิ (MINIMI) ก็ถูกปล้นไปจากฐานพระองค์ดำเมื่อปี 54 หลายกระบอก

             อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบคือ ทำไมกลุ่มผู้ก่อเหตุจึงใช้กระสุนอย่างสะบั้นหั่นแหลก และมีปืนอีกหลายสิบกระบอกที่ไม่มีประวัติในสารบบ โดยเฉพาะเอ็ม 16 จำนวน 38 กระบอก ที่ใช้ในปฏิบัติการนี้ มีถึง 32 กระบอก ที่ไร้ประวัติ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าคนร้ายจงใจนำอาวุธปืนที่ไม่เคยก่อเหตุมาใช้ เพราะปืนที่ถูกปล้นไปจากค่ายปิเหล็งเมื่อ 4 มกราคม 2547 ก็ยังติดตามคืนได้ไม่ถึงครึ่ง

กอ.รมน.ไร้ปัญหาเรื่องงบประมาณ

             สำหรับข้อ 1 กับข้อ 5 มีคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานความมั่นคงว่า ในแง่ของการกระทำต่อสถานพยาบาลและบุคลากรทางสาธารณสุขนั้น เหตุการณ์บุกโรงพยาบาลเจาะไอร้องไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เคยมีเหตุลอบวางระเบิดมอเตอร์ไซค์บอมบ์บริเวณลานจอดรถโรงพยาบาลโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 28 พฤษภาคม 2557

             เช่นเดียวกับการสังหารเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับต่างๆ ตั้งแต่พยาบาล เจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัย ไปจนถึง อสม. ก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นับรวมผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 ราย

             การตั้งสมมุติฐานว่ารัฐสร้างสถานการณ์เองเพื่อหวังให้ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบถูกประณาม จึงไม่มีความจำเป็นมากนัก อีกทั้งรัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยยืนยันตรงกันหมดว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาภายใน ไม่ได้ต้องการให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซงอยู่แล้ว

             ส่วนการจัดฉากเพื่อดึงงบประมาณลงพื้นที่ แหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงยืนยันว่า กอ.รมน.ไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ และตลอดมาทุกปี ตัวเลขงบประมาณดับไฟใต้ก็สูงขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะปี 2559 ที่ทะลุเกิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นปีแรก ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา

             ประกอบกับรัฐบาลที่มีอำนาจในวันนี้คือ “รัฐบาลทหาร” จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างสถานการณ์เพื่อรอรับงบประมาณ เพราะสามารถจัดงบประมาณในภารกิจ “ฟื้นฟูและพัฒนา” ได้อยู่แล้ว ท่ามกลางการสร้างกระแสจากฝ่ายรัฐเองว่าสถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น

             ในทางกลับกัน การเกิดเหตุการณ์ระดับนี้ในวันครบรอบสถาปนาบีอาร์เอ็น กลายเป็นฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่างหากที่เสมือน “ถูกตบหน้า” เพราะเป็นห้วงเวลาที่มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เห็นได้จาก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ก็เพิ่งเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ก่อนเกิดเหตุเพียง 3-4 วัน และมีข่าวว่าหลังเกิดเหตุที่เจาะไอร้อง หน่วยงานในพื้นที่ถูกตำหนิอย่างรุนแรงจากผู้บังคับบัญชาในส่วนกลาง

             ที่สำคัญปัจจุบันมีกำลังทหารปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมาก โดยมีที่มาจากหลายหน่วย ทั้งทหารเขียว ทหารพราน เฉพาะทหารเขียวก็มาจากหลายกองทัพภาค แต่ละหน่วยก็แข่งกันสร้างผลงานโดยสภาพ ฉะนั้นหากมีกองกำลังหน่วยไหนปฏิบัติการ “นอกแถว” โดยเฉพาะการก่อเหตุรุนแรงขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะ “ปิดข่าว”

             ขณะที่การพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่ม “มารา ปาตานี” ก็ยังไม่ได้เดินไปสู่ขั้นตอนสำคัญที่ต้องชิงความได้เปรียบกันจากการสร้างสถานการณ์ใหญ่ระดับนี้

             แต่ในทางตรงกันข้าม หากฝ่ายที่ปฏิบัติการเป็น “บีอาร์เอ็น” ซึ่งแสดงตัวชัดเจนในระดับองค์กรว่าไม่ร่วมกระบวนการพูดคุยสันติสุขกับ “มารา ปาตานี” เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้องกลับจะเป็นการยืนยันว่า “มารา ปาตานี” ที่ประกอบด้วยผู้เห็นต่างจากรัฐ 6 กลุ่ม ไม่สามารถควบคุมกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ได้ กลุ่มที่มีศักยภาพอย่างแท้จริงคือบีอาร์เอ็นเท่านั้น!!


รัฐแจงเหตุบุกโรงพยาบาล-ไม่หลบกล้อง

             เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง ให้ข้อมูลว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นบีอาร์เอ็นอย่างแน่นอน สาเหตุที่ใช้การประกอบกำลังขนาดใหญ่ และปฏิบัติการคล้ายๆ ไม่สนใจว่าจะถูกบันทึกภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ก็เพื่อต้องการให้มีการเผยแพร่ภาพออกไป หวังสร้างความหวาดกลัวในหมู่คนพื้นที่ว่า บีอาร์เอ็นยังมีศักยภาพสูงในการปฏิบัติ จากที่ก่อนหน้านี้เหตุรุนแรงเบาบางลงไป

             การก่อเหตุโชว์ต่อหน้ากล้องวงจรปิดเคยเกิดมาแล้ว เมื่อครั้งคนร้ายราว 20 คน ใช้รถกระบะ 3-4 คัน เป็นพาหนะ ยิงถล่มทหารชุดลาดตระเวนรถจักรยานยนต์เสียชีวิต 4 นาย ที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี เมื่อ 28 กรกฎาคม 2555

             "คนร้ายกลุ่มนี้บางส่วนเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีข้อมูลในสารบบ และเขาตั้งใจทิ้งดีเอ็นเอเยอะมาก เพื่อจะให้เจ้าหน้าที่ดึงเด็กเหล่านี้เข้าไปสู่สารบบคดีความมั่นคง ซึ่งก็เท่ากับเป็นการทำให้เยาวชนที่ร่วมปฏิบัติการไปอยู่กับฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยสมบูรณ์ ต้องหลบหนีอยู่ในป่า กลับบ้านไม่ได้” แหล่งข่าวระบุ

             ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รายนี้ สอดคล้องกับรายงานด้านการข่าวของหน่วยข่าวประเทศเพื่อนบ้าน ที่ระบุว่า เมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ 2559 มีการประชุมแกนนำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และสั่งการให้ใช้สมาชิกรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีประวัติคดีความมั่นคง ก่อเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่พร้อมๆ กัน

             ส่วนปฏิบัติการในโรงพยาบาลเจาะไอร้อง มีข้อมูลว่า คนร้ายเข้าไปทำลายฐานข้อมูลผู้ป่วย ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีรายชื่อใดเกี่ยวข้องหรือโยงใยถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือไม่

บทสรุป

             จากข้อมูลเท่าที่รวบรวมได้ ข้อสังเกตที่ว่า เหตุการณ์บุกโรงพยาบาลเจาะไอร้องเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายทหารเองนั้น ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนมากพอ และน่าจะสรุปในชั้นนี้ว่า “เป็นไปไม่ได้”

             แต่บทเรียนหนึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐและฝ่ายความมั่นคงยังถูกมองในแง่ลบจากหลายฝ่ายในพื้นที่ การสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิสูจน์หลักฐานต่างๆ จากบุคคลหรือองค์กรที่คนในพื้นที่ยอมรับ น่าจะเป็นทางออกที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่รัฐและฝ่ายความมั่นคงในระยะยาว


'มีชัย'ไว้เชิง : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

             ณ เวลาที่เขียนคอลัมน์นี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เริ่มประชุมโดยมีวาระสำคัญคือ พิจารณาว่าจะรับข้อเสนอจาก “แม่น้ำสี่สาย” หรือไม่ หรือถ้าจะเอาให้ตรงกว่านั้นคือ จะรับข้อเสนอจาก คสช.หรือไม่

             เหตุใดจึงสรุปว่าเป็นข้อเสนอของ คสช. ทั้งๆ ที่พวกเขาระบุว่ามาจาก “แม่น้ำสี่สาย” คำตอบมีง่ายๆ คือ ในแม่น้ำสี่สายนี้ สายที่ใหญ่ที่สุดคือ คสช. ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นหัวหน้า และเขานี่เองที่แต่งตั้งแม่น้ำอีกสามสายที่เหลือ รวมถึงกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย

             ประการต่อมาคือ แนวคิดนี้แม้จะบอกว่าออกมาจากแม่น้ำสี่สาย แต่ก็ถูกยืนยันและสำทับวิธีคิดอย่างแข็งขันทั้งจาก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” สองพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในเวลานี้

             หนำซ้ำคนที่ลงนามในหนังสือกลับมิใช่ใครอื่น หากเป็น “ธีรชัย นาควาณิช” ผบ.ทบ. ที่ทำในนามเลขาธิการ คสช.

             ที่สำคัญ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ปัจจุบันถืออำนาจในฐานะองค์รัฏฐาธิปัตย์เอง ก็ออกมาระบุว่า จะทำหนังสือต่อไปเรื่อยๆ หากไม่มีการตอบรับจนกว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะทำตาม เราจึงไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นได้ว่า นี่คือข้อเสนอของ คสช. ข้อเสนอของผู้มีอำนาจสูงสุด และข้อเสนอขอผู้ที่ต้องการกำหนดอนาคตประเทศในแบบและทิศทางที่เขาต้องการให้เป็น

             คำถามคือ “มีชัย ฤชุพันธุ์” และคณะ จะเลือกทำอย่างไร เพราะหลักการหลายอย่างที่พวกเขาเขียนมานั้น ถูกพยายามอธิบายด้วยหลักและเหตุผลมาตลอด เพื่อยืนยันว่ากระบวนการคิดของพวกเขาถูกต้อง เช่นเรื่อง “บัญชีนายกฯ” ที่พวกเขาบอกว่า ทำมาเพื่อแก้ปัญหาการเสนอชื่อ “ไอ้โม่ง” ซึ่งเป็นปัญหาที่ทบทับมาจากการไม่ยอมบัญญัติคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีให้

             แต่การยกเว้นไม่ให้ใช้เช่นนี้ก็เหมือนลบล้างหลักการที่พวกเขาอธิบายมาโดยตลอด หรือเรื่องระบบเลือกตั้ง ที่สุดท้าย คสช.ก็ไม่เอาด้วยและบอกว่าอยากได้แบบเขตใหญ่เรียงลำดับมากกว่า พวกเขาก็คงกระอักกระอ่วนไม่น้อย

             แต่มุมหนึ่งที่ถูกอธิบายและตั้งข้อสังเกตคือ ข้อเสนอของ คสช.นั้น จริงๆ ไม่ได้ต้องการลบล้างหลักการของ “มีชัยและคณะ” เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการให้มีการปรับแก้หลักการหลักที่ถูกออกแบบขึ้นมาเลย เพียงแต่ยื่นข้อเสนอที่ตัวเองอยากได้ในภาวะหนึ่งเท่านั้น

             ภาวะที่พวกเขาเรียกว่า “ระยะเปลี่ยนผ่าน” และถูกเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลไม่ใช่บทหลัก

             หมายความว่า หากผ่านประชามติ หลักการแบบ “มีชัย” จะได้ใช้ เพียงแต่ยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ ระยะที่ผู้กุมอำนาจยังต้องการควบคุมอำนาจไปอีกระยะหนึ่ง

             ดังนั้นถ้าแนวคิดของ คสช.ได้รับการตอบรับ เราก็จะได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ซ้อนอยู่ในฉบับจริง เป็นหลักการแบบเฉพาะหน้าที่จะใช้ก่อนหลักการหลักจะถูกนำมาใช้ ซึ่งอย่างน้อยก็ในระยะเวลา 5 ปี

             และนี่ก็คือวิธียืดเวลาอยู่ในอำนาจและใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวแบบซ่อนรูปในรัฐธรรมนูญจริง ป้องกันการถูกครหาว่าไม่ยอมคืนอำนาจ

             หากเป็นเช่นนี้ ถ้า “มีชัย” ไม่คิดอะไรมาก ก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะปฏิเสธข้อเสนอของ คสช.โดยสิ้นเชิง เพียงแต่อาจต้องไว้เชิงในการรับบ้างอย่างน้อยก็เพื่อไว้ลายปรมาจารย์