
แจสเบี้ยวค่าไลเซ่น900แนะเปิดประมูลรอบใหม่
แจส ชักดาบค่าไลเซ่น 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตช์ กทค.แจงต้องจ่ายค่าเสียหายพร้อมตรวจสอบธุรกิจที่รับใบอนุญาต ชี้ประมูลใหม่ต้องยึดราคาที่ผู้ชนะประมูลไปครั้งที่แล้ว
ภายหลังสิ้นสุดกำหนดการชำระเงินค่าใบอนุญาต 4จีบนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ งวดแรก จำนวน 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน(แบงก์การันตี) ในวันที่ 21 มี.ค. เวลา 16.30 น.ของบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ (แจส) ในเครือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้ชนะการประมูลไม่มาชำระเงิน
พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าบริษัทแจสไม่สามารถมาดำเนินการได้ทันกำหนดเวลา ดังนั้นในเบื้องต้นกทค.ได้วางแนวทางดำเนินการกรณีผู้ชนะประมูลไม่มาชำระเงินตามกำหนดเวลาโดยยึดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันพุธที่ 3 ก.พ.2559
โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้ คือ 1. หากจะมีการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ใหม่เกิดขึ้น ราคาเริ่มต้นการประมูลจะต้องถูกกำหนดไว้ในราคาที่ผู้ชนะการประมูลชนะไปในครั้งที่แล้ว 2.การประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ครั้งใหม่นี้ไม่ตัดสิทธ์ผู้ชนะการประมูลครั้งที่แล้วที่ได้นำเงินประมูลมาชำระในการที่จะเข้าประมูลใหม่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันโดยมีผู้เข้าร่วมประมูลแข่งขันมากราย
3. หากมีการประมูลแล้วไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูล กสทช.จะไม่มีการนำคลื่นความถี่ดังกล่าวมาประมูลในครั้งที่สองในทันที โดยจะเก็บคลื่นความถี่ดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี และหากจะมีการเปิดประมูลใหม่หลังจากนั้น ราคาเริ่มต้นการประมูลจะต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ผู้ชนะการประมูลชนะในครั้งที่แล้ว 4. ผู้ชนะการประมูลที่ไม่นำเงินมาชำระตามกำหนดเวลา นอกจาก กสทช.จะริบหลักประกันการประมูลที่เป็นเช็คเงินสดแล้ว จำนวน 644 ล้านบาท ยังจะต้องเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามกฏหมายหรือประกาศที่กำหนดไว้เพิ่มเติมอีก และจะตรวจสอบคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบกิจการที่รับใบอนุญาตเดิมจาก กสทช. ทั้งกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
ทั้งนี้บอร์ด กทค.จะประชุมอีกครั้งในวันที่ 23 มี.ค.2559 เพื่อกำหนดรายละเอียดในการออกประกาศที่ชัดเจน สำหรับการสรุปค่าเสียหายที่จะเรียกเก็บกับผู้ชนะประมูลแต่ไม่ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต กทค.จะวิเคราะห์และสรุปค่าเสียหาย ทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนดังนั้นต้องระมัดระวังในการดำเนินการ หลักการของกทค.จะต้องไม่ทำให้ประเทศสูญเสียทั้งรายได้และการให้บริการประชาชน ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป
อย่างไรก็ดี นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกของประเทศไทยที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่สำหรับครั้งแรกของโลกหรือไม่นั้นไม่แน่ใจ ที่ผ่านมาในต่างประเทศหากมีการเคาะราคาที่สูงเกินไปจะให้ทำการหยุดการเคาะประมูลทันที ขอยืนยันว่ากสทช.ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว โอเปอร์เรเตอร์จะต้องรับผิดชอบผู้ถือหุ้นต่างๆ ตามระเบียบข้อบังคับ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในชุดที่ 2 ช่วงคลื่น 905-915 คู่กับ 950-960 เมกะเฮิรตซ์ ได้นำเงินค่าประมูลงวดแรกจำนวน 8,040 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 อีก 562 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,602 ล้านบาท มาชำระให้กับทางสำนักงานกสทช.ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้วางหลักประกันจำนวน 644 ล้านบาท จึงเหลือเงินที่จะนำมาประมูลชะนะในวันดังกล่าว 7,958 ล้านบาท พร้อมกันนี้ได้นำหนังสือค้ำประกันจากสถาบันเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือวงเงิน 73,036 ล้านบาท จะมาชำระให้ตามเงื่อนไขเป็นที่เรียบร้อย
ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. กล่าวว่า การประเมินความเสียหายอาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยจะมอบให้อนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายเข้ามาพิจารณาเพื่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งการดำเนินคดีและการคำนวณค่าเสียหาย โดยข้อสรุปจะนำเสนอกับบอร์ดกทค.พิจารณา จากนี้กสทช.สามารถยึดหลักประกันทางการเงินจำนวน 644 ล้านบาท หลังจากนี้เมื่อได้ข้อสรุปกทค.จะสรุปแนวทางและนำเสนอเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อรับทราบต่อไป
เมื่อช่วงเช้าของวันดังกล่าว นายฐากรกล่าวไว้ว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อประสานงานจากบริษัทแจสโมบายแต่อย่างใด ทว่าได้ติดต่อประสานกับเจ้าหน้าที่ของแจส(หนึ่งในผู้เข้าร่วมประมูล) และเสนอว่าในฐานะบริษัทมหาชนไม่ว่าจะจ่ายหรือไม่จ่ายควรแถลงข่าวให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อความชัดเจน แต่ทั้งนี้ผู้บริหารจากทางแจสแจ้งแต่เพียงว่าผู้ใหญ่ให้เตรียมตัว
ขณะเดียวกัน ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ได้ประสานสอบถามเข้ามาทางกสทช.ว่าเป็นอย่างไร ทางกสทช.เองก็ได้ประสานให้ตลท.สอบถามกับแจสถึงความชัดเจนด้วยอีกทางหนึ่ง
ด้านนายสืบศักด์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า หากแจสไม่ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต คงต้องเตรียมรับผลกระทบที่จะมีกับธุรกิจในเครือจัสมิน ซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบค่อนข้างมากอย่างแน่นอน เนื่องจากแจสเป็นบริษัทลูกของบริษัทจัสมินซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และจากการทิ้งงานที่ร่วมกับภาครัฐ ในส่วนนี้แจสคงเตรียมรับผลกระทบไว้แล้วเมื่อตัดสินใจที่จะเลือกการไม่ชำระเงิน
สำหรับทางออกที่ภาครัฐมองไว้โดยเริ่มจากการประมูลใหม่ในราคา 7.5 หมื่นล้านบาท อาจจะลำบากถ้าประมูลใหม่ภายใน 4 เดือน เพราะโอเปอเรเตอร์แต่ละรายได้ลงทุนทางด้านธุรกิจและการขยายเครือข่ายไปมากแล้ว ส่วนหากจะเก็บคลื่นไว้ 1 ปี จึงประมูลใหม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งหนึ่งว่าผู้ให้บริการจะขานรับหรือไม่
ด้านแนวทางที่กสทช.เตรียมเสนอให้สิทธิกับผู้เสนอราคาลำดับถัดมาให้มารับสิทธิในเงื่อนไขราคาที่แจสประมูลได้ อาจจะเป็นวิธีการหนึ่งที่เป็นทางออกของภาครัฐที่มีการรับรู้รายได้จากการประมูลไปแล้ว แนวทางนี้จะยังทำให้มีรายได้เข้ารัฐ แต่ก็ต้องดูด้วยว่าโอเปอเรเตอร์รายถัดไปจะยอมรับเงื่อนไขได้หรือไม่ ที่สำคัญรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจะเห็นชอบแนวทางใด เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีคงต้องตัดสินใจเอง ทว่าต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าจะเลือกวิธีการได้ทางผู้ชนะประมูลอย่างทรูมูฟคงเตรียมทีมกฎหมายจับตาดูอยู่แล้วและพร้อมจะร้องต่อศาลเพื่อปกป้องธุรกิจของตัวเองด้วยแน่นอน
“ทีดีอาร์ไอ”แนะกสทช.เร่งเปิดประมูลรอบใหม่
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ประธานสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) ไม่ชำระค่าประมูลใบอนุญาต4จี ให้กับสำนักงานกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม(กสทช.) ตามเส้นตายที่กำหนดว่าน่าจะเกิดมาจากสาเหตุที่บริษัท จัสมินไม่สามารถหาหลักประกันทางการเงินหรือแบงก์การันตีมาใช้ประกอบการชำระเงินได้เนื่องจากสถาบันการเงินที่บริษัทไปติดต่อขอแบงก์การันตีไม่มั่นใจในแผนธุรกิจ และไม่ต้องการรับความเสี่ยง ซึ่งกรณีนี้ถือว่าน่าเสียดายที่ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายที่4เข้าสู่อุตสาหกรรมมือถือในประเทศไทย ทำให้โอกาสที่การแข่งขันจะสูงและผู้บริโภคได้ประโยชน์มากขึ้นจะลดลง
สำหรับแนวทางการจัดการคลื่นความถี่900เมกกะเฮิร์ตที่ กสทช.ไม่ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัทจัสมิน นายสมเกียรติกล่าวว่า กสทช.ควรจัดให้มีการประมูลโดยเร็วเพราะเป็นคลื่นความถี่ที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ การเก็บคลื่นความถี่ไว้นานไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศ ซึ่งแนวทางการจัดประมูลใหม่ควรใช้วิธีการกำหนดราคาประมูลเริ่มต้นให้เท่ากับช่วงที่ผู้ประกอบการ3รายยังแข่งขันกันอยู่ คือในช่วงก่อนที่บริษัท ดีแทค จะถอนตัวจากการประมูลออกไปซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ7หมื่นล้านบาท เป็นราคาที่อยู่ในช่วงที่ยังมีการแข่งขัน โดยมองว่าการกำหนดราคาที่ระดับนี้มีความเหมาะสมและจำนวนผู้ประกอบการที่น้อยลงจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เหลือสามารถเคาะราคาแข่งขันกันได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการทำโปรโมชั่น หรือแข่งขันกันเรื่องราคามากเกินไป ซึ่งวิธีการแบบนี้น่าจะส่งผลดีมากกว่าการใช้ราคาประมูลที่บริษัทจัสมินชนะเป็นตัวตั้งต้นแล้วเคาะราคาลดลงมา
“การไม่จ่ายใบอนุญาตของจัสมินในครั้งนี้สะท้อนว่าแม้จะเป็นการทำธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท แต่การตัดสินใจของผู้บริหารยังมีการตัดสินใจในแบบใช้สัญชาตญาณ จากความเป็นไปได้ มากกว่าการทำตามโมเดลธุรกิจที่มีการศึกษาไว้ เหมือนทำธุรกิจสไตล์เจ้าสัวซึ่งต่างจากการตัดสินใจของผู้บริหารมืออาชีพที่ทำตามแผนธุรกิจที่วางไว้เพราะราคาขนาดนั้นผู้บริหารต่างชาติเขาถอนตัวไปแล้วเพราะราคาเกินกว่าความสามารถที่จะประมูลสูงแค่ไหน แล้วพอจะจ่ายได้ ซึ่งเข้าใจว่า กรณีของจัสมินที่ไม่จ่ายค่าใบอนุญาต กสทช.คงมีมาตรการในการปรับ เรียกร้องค่าเสียหายในการประมูล และดำเนินการฟ้องร้องซึ่งเรื่องของคดีความคงใช้เวลานานกว่าจะสรุปว่าจะต้องชดเชยค่าเสียหายเท่าไหร่”นายสมเกียรติกล่าว
ดีแทคแนะประมูลใหม่ตั้งต้น1.6 หมื่นล.-เอไอเอส โนคอมเม้นท์
นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทคกล่าวว่าเป็นสถานการณ์ที่มีผลกระทบอย่างมาก นับเป็นประวัติการณ์ของวงการอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกันหาทางออกอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อความยุติธรรมกับทุก ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
“หากจัดประมูลครั้งใหม่หนดราคาประมูลเริ่มต้นควรอยู่ที่ 16,080 ล้านบาท (ในกรณีที่มีผู้ร่วมประมูลน้อยกว่า 3 ราย) เท่าเดิม ซึ่งจะเป็นราคาที่นำไปสู่การสะท้อนมูลค่าคลื่นความถี่ที่แท้จริง”
นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส ยังไม่มีความเห็นเกี่ยวกับการบริหารคลื่น 900 ส่วนที่ยังว่างอยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กสทช. ในการบริหารจัดการ จึงยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้



