ข่าว

ผบ.ตร.ขอโทษตร.ทำคดีเบนซ์บกพร่อง-ล่าช้า

ผบ.ตร.ขอโทษตร.ทำคดีเบนซ์บกพร่อง-ล่าช้า

21 มี.ค. 2559

ผบ.ตร.ขอโทษตร.ทำคดีเบนซ์บกพร่อง-ล่าช้า รองโฆษกเผยผู้ต้องหารับข้อหาเดียว ตำรวจพฐ.ยันขับรถเร็วเกินกว่าก.ม.กำหนด ผบช.ภ.1เชิญญาติเหยื่อทำความเข้าใจ-มั่นใจพงส.ชุดใ

            เมื่อเวลา14.00น. วันที่21มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินคดีที่นายเจนภพ วีรพร อายุ37ปี นักธุรกิจ ขับรถเบนซ์พุ่งชนรถยนต์ฟอร์ดจนไฟลุกท่วม ทำให้นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสียชีวิต 2 รายว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาตนเดินทางไปราชการที่ประเทศอินเดีย แต่ก็ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงศ์จริญ รองผบ.ตร. ติดตามคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นการทำหน้าที่ของตำรวจ และให้พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้บัญชาตำรวจภูธรภค1(ผบช.ภ.1) กำชับเรื่องการดำเนินคดีและชี้แจงกับสังคมให้ชัดเจน ในส่วนของตำรวจที่ทำคดีในตอนแรกก็สั่งการให้ช่วยราชการที่ศูย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค1(ศปก.ภ.1) แล้ว 2 นาย

            เมื่อถามว่ากระแสสังคม ยังมีความคลางแคลงใจ และตั้งข้อสังเกตการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับนายเจนภพ ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ยอมรับว่าคดีนี้ตำรวจทำงานช้าไป ตนได้รับคำตำหนิมาว่าตำรวจทำงานช้า ไม่ทันเหตุการณ์

            “ผมยอมรับว่าตำรวจบกพร่องในส่วนนี้ ผมน้อมรับไว้พิจารณา ขอโทษประชาชนด้วย ที่เราทำงานล่าช้าไป แต่อย่างไรก็แล้วแต่เราให้ความเป็นธรรม หากพบหลักฐานใดที่ต้องดำเนินคดี ก็สั่งการให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายเจนภพ บางครั้งกระแสสังคม โซเชียลก็พาไป ส่วนหนึ่งหลังเกิดเหตุตำรวจพยายามทำอย่างเต็มที่ เก็บหลักฐานตรวจสอบ แต่บางครั้งเหตุการณ์เฉพาะหน้าก็มีข้อจำกัด อย่างไรก็ตามขณะนี้ทุกฝ่ายทำเต็มที่ดำเนินการตามพยานหลักฐาน เราไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้งผู้สูญเสีย และไม่ละเลยกับการดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่ ขอให้สังคมช่วยดูด้วย คดีนี้พบว่ามีความบกพร่องเรื่องความรู้ด้านกฎหมาย กระบวนการดำเนินการ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา อาจตอบคำถามไม่ครบ ไม่เคลียร์ จึงสั่งให้ช่วยราชการไปแล้ว” ผบ.ตร.กล่าว
 

รองโฆษกตร.เผยเสี่ยซิ่งเบนซ์รับข้อหาเดียว

              ขณะที่พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษกตร.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการดำเนินคดีกับ นายเจนภพ วีรพร ผู้ต้องหาคดีขับรถยนต์เบนซ์ชนกับรถฟอร์ด เฟียสต้า จนเป็นเหตุให้นิสิตปริญญาโทเสียชีวิต 2 ศพ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่13 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อหา คือ ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งในเบื้องต้นทนายความส่วนตัวให้ข้อมูลว่านายเจนภพได้ให้การปฏิเสธ แต่รับสารภาพเพียงข้อหาเดียวในข้อหาที่ขับรถประมาทเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันเมื่อเช้าที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร. ลงพื้นที่ไปพูดคุยและให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิตที่ จ.จันทบุรี

              พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า สำหรับผลการตรวจสารเสพติดและสารอื่นๆในร่างกาย จะทราบผลประมาณช่วงบ่ายวันนี้(21 มี.ค.) ว่า มีสารอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่วนเรื่องหลักฐานที่เป็นกล้องวงจรปิด รวมถึงพยานแวดล้อมอย่างอื่น นั้น เรื่องนี้อยู่ในสำนวนโดยจะนำเรียนให้เร็วที่สุด แต่เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งว่าผู้ขับขี่หย่อนความสามารถในการขับขี่ จึงเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ และได้สั่งให้ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา ไปช่วยราชการ 15 วัน เพื่อไม่ให้ยุ่งกับสำนวน และตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว อย่างไรก็ตามยืนยันว่าคดีนี้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น ส่วนจะมีการพิจารณายกเลิกใบขับขี่รถยนต์หรือไม่นั้น ต้องดูที่กรมการขนส่งทางบกโดยตรงที่มีอำนาจในเรื่องนี้  โดยพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ทำเรื่องไปยังกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้พิจารณาว่า จะเพิกถอนในอนุญาตขับขี่รถยนต์หรือไม่

              พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวด้วยว่า ในส่วนที่มีกระแสข่าวว่าผู้ต้องหาคดีนี้ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ หรือ คนสองบุคคลิก ซึ่งผู้ต้องหาจะป่วยจริงหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ ทางตำรวจไม่สามารถระบุได้ เพราะต้องรอแพทย์ตรวจพิสูจน์ ส่วนจะมีการคำนวณปริมาณยาหรือไม่ก็ต้องเป็นหน้าที่ของแพทย์ และแพทย์จะต้องแจ้งกลับมาว่า ส่งผลอย่างไรกับการขับขี่หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ยืนยันว่าการดำเนินคดีไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าใครรวยใครจน ตำรวจใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ขอให้ประชาชนสบายใจ ถ้าหากมีการกดดันหรือพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ก็จะเจออีกข้อหาด้วย ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาปฏิเสธการเจาะเลือดว่ากลัวเข็มนั้น ก็ต้องดูเป็นข้อเท็จจริงอีกครั้ง
 

ตำรวจพฐ.ยันขับรถเร็วเกินกว่าก.ม.กำหนด

              พ.ต.อ.ณฐพล สามเสน รองผบก. ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 พ.ต.อ.นิธิ บัณฑุวงศ์ รองผบก.สถาบันฝึกอบรมและวิจัยกองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 ได้ร่วมกันประชุมติดตามความคืบหน้าคดีนายเจนภพ โดย พ.ต.อ. นิธิ เปิดเผยว่า ทางศูนย์พิสูจน์หลักฐาน1 ได้ลงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุมาแล้วถึง 3 ครั้ง และตรวจสภาพรถเบนซ์และรถฟอร์ดคันที่เกิดเหตุ ส่วนคลิปวิดีโอที่ปรากฏในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นกล้องติดหน้ารถของพลเมืองดีที่สามารถบันทึกภาพขณะเกิดเหตุที่รถเบนซ์ชนรถยนต์ฟอร์ด โดยขณะนี้กำลังรอคลิปวีดีโอต้นฉบับจากตำรวจภูธรภาค1 ที่จะนำมาส่งให้ภายในช่วงบ่ายของวันนี้ เพื่อจะนำเอาคลิปต้นฉบับที่มีความชัดเจนกว่ามาคำนวณจุดชนและวินาทีที่รถวิ่ง เพื่อหาความเร็วของรถ เพราะภาพที่ปรากฏในโลกซีเชียลยังมีความชัดไม่เพียงพอ อาจทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจะมีวิธีการคำนวณโดยกำหนดจุดแรกที่พบคือหัวรถเบนซ์ และจุดที่สองคือจุดสุดท้ายก่อนที่รถเบนซ์ชนรถยนต์ฟอร์ด

              นอกจากนี้ผบก.สถาบันฝึกอบรมและวิจัยกองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ยังยืนยันอีกว่า รถเบนซ์ได้ขับรถเร็วเกินกว่ากฏหมายกำหนดอย่างแน่นอน และไม่มีรอยเบรคในที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกันศูนย์พิสูจน์หลักฐาน1 ได้ประสานไปยังศูนย์รถเบนซ์ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบและจะหารือถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมภายในวันที่ 23 มีนาคมนี้
 

ผบช.ภ.1เชิญญาติเหยื่อทำความเข้าใจ-มั่นใจพงส.ชุดใหม่

              เมื่อเวลา 13.15 น. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และ พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับพันบุปผา รองผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีอุบัติเหตุที่มีนายเจนภพผู้ก่อเหตุเพื่อร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีดังกล่าว

              พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้(21 มี.ค.)ได้เชิญญาติและทีมทนายความของผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายมาพูดทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการดำเนินคดีและเกิดความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย แต่ไม่มีญาติและทีมทนายความของฝั่งผู้ต้องหามาร่วมด้วย ซึ่งหลังจากที่มีการเปลื่ยนชุดพนักงานสอบสวนทั้งหมด ในส่วนของคดีขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน อาทิ พยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร และหลักฐานจากนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความรัดกุม ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญในทุกฝ่ายร่วมด้วย ส่วนผลตรวจเลือดของ นายเจนภพ เพื่อพิสูจน์หาปริมาณแอลกอฮอล์และสารเสพติด ขณะนี้ยังไม่ทราบ และต้องรอผลตรวจพิสูจน์จากโรงพยาบาลสมิติเวชส่งมายังเจ้าหน้าที่เสียก่อน

              พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางนายเจนภพ ผู้ต้องหาได้ยอมรับข้อกล่าวหาขับรถโดนประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ส่วนอีก 2 ข้อกล่าวหา ฐานขับรถขณะหย่อนความสามารถ หรือขับรถขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขัดขวางการปฏิบัติของเจ้าพนักงาน ที่พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งเพิ่มเติมนั้น นายเจนภพ ยังคงให้การปฏิเสธแต่เจ้าหน้าที่มั่นใจหลักฐานเอาผิดได้แน่นอน

              ด้านญาติของผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายที่เดินทางมาในวันนี้ หลังจากมีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ต่างรู้สึกสบายใจขึ้น และมีความมั่นใจในคณะทำงานสอบสวนชุดใหม่ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวในสังคมออนไลน์ระบุว่า ทางผู้ต้องหาจะชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 15 ล้านบาท ต่อครอบครัวผู้เสียหายทั้งสองรายนั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อประสานมาแต่อย่างใด โดยหลังจากนี้ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม