ข่าว

โต้วุ่น!‘แพรวา’บริการสังคมตามคำสั่งศาล

โต้วุ่น!‘แพรวา’บริการสังคมตามคำสั่งศาล

21 มี.ค. 2559

โต้วุ่น!‘แพรวา’บริการสังคมตามคำสั่งศาล อธิบดีคุมประพฤติยัน3ปีไม่เคยทำ ขณะที่รอง ผอ.รพ.พระมงกุฎ การันตีช่วยงานจริง มีหลักฐานภาพถ่ายตัดเล็บคนไข้

              21มี.ค.2559  พ.ต.อ.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ ชี้แจงกรณี น.ส.แพรวา (นามสมมุติ) อดีตเยาวชนที่ขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิคเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารสายธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต-หมอชิต บนทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 9 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2553 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี แต่รอลงอาญา และแก้โทษให้เพิ่มเวลารอลงอาญาจาก 3 ปี เป็น 4 ปี เพิ่มเวลาบำเพ็ญประโยชน์บริการสังคมเป็นปีละ 48 ชั่วโมง รวม 4 ปี และห้ามขับรถจนอายุครบ 25 ปี ว่า
             
              กรณีดังกล่าวเป็นการขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและเสียชีวิตศาลจึงให้ทำงานบริการสังคม 4 ปี  ปีละ 48 ชั่วโมง  รวมเป็น 144 ชั่วโมง  ซึ่งช่วง 3 ปีแรกหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาผู้ถูกคุมประพฤติไม่เคยทำงานบริการสังคมเลย โดยขอผัดผ่อนอ้างว่าเรื่องการศึกษา ซึ่งเจ้าหน้าที่ผัดผ่อนให้แต่ปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายที่ต้องถูกคุมประพฤติกรมคุมประพฤติจึงต้องเข้มงวด เพราะใกล้ครบกำหนด  อย่างไรก็ตามกรมได้มีการตั้งคณะกรรมการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และมีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบบุคคลดังกล่าวสลับไปอยู่ที่สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดมหาสารคามและให้ผอ.สำนักงานคุมประพฤติมหาสารคามมารับหน้าที่แทน ทั้งนี้ย้ำว่าการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต้องมีมาตรการเดียวกัน เพราะกรณีนี้มีความล่าช้า แต่ฝ่ายผู้ถูกคุมประพฤติไม่พอใจกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ใช้วาจาไม่เหมาะสม ข่มขู่และพูดจาลวนลาม ซึ่งตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ทราบว่าได้มีการส่งหนังสือไปร้องทุกข์กับผู้ตรวจการแผ่นดินว่า เจ้าหน้าที่กระทำผิดตามมาตรา 157 กรณีไม่ลงชื่อรับรอบการทำบริการสังคม
                    
              อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวถึงขั้นตอนการคุมประพฤติว่าโดยปกติหลังศาลมีคำสั่งให้คุมประพฤติ กรมมีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่งศาล โดยแจ้งให้ผู้ถูกคุมประพฤติรับทราบว่าจะไปบริการสังคมประเภทใด เพื่อให้กรมคุมประพฤติหารือร่วมกับหน่วยงานที่ผู้ถูกคุมประพฤติจะไปทำงานบริการสังคมและให้สามารถตรวจสอบได้ เพราะหากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนเจ้าหน้าที่ก็เข้าข่ายทำผิดมาตรา 157  ดังนั้น ในกรณีดังกล่าวผู้ถูกคุมประพฤติต้องประสานให้กรมคุมประพฤติทราบว่าจะไปทำอะไร ที่ไหน  หน่วยงานนั้น ๆ และกรมคุมประพฤติจะได้ประสานและทำรายงาน หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนก็จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าทำงานบริการสังคมจริงหรือไม่
              
              ทั้งนี้ในห้วง 3 ปี ที่ผ่านมาได้รับรายงานว่าในกรณีดังกล่าวผู้ถูกคุมประพฤติใกล้พ้นอำนาจของกรมคุมประพฤติแล้ว แต่ทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยนำเอกสารไปยื่นต่อศาลระบุว่าจำเลยสมัครใจที่จะทำงานบริการสังคมที่รพ.พระมงกุฏเกล้าและมีการไปทำงานบริการสังคมมาแล้ว 90 ชั่วโมง  แต่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติไม่รับรู้ อย่างไรก็ตาม ปกติกรมคุมประพฤติมีหน่วยงานภาคีอยู่ทั่วประเทศ โดยภาคีเหล่านี้จะมีแบบฟอร์มการทำงานบริการสังคม มีใบส่งตัวจากสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดซึ่งต้องลงชื่อและบันทึกเวลานับชั่วโมงให้ครบถ้วน โดยต้องมีการลงลายมือชื่อรับรองจากทั้งหน่วยงานภาคีและผู้ถูกคุมประพฤติ เพื่อนำเสนอศาลให้พ้นเงื่อนการคุมประพฤติ
                 
              พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวเป็นการไปดำเนินการเองของผู้ถูกคุมประพฤติ ซึ่งข้อเท็จจริงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีการอ้างเรื่องการศึกษาเล่าเรียน ไม่เคยทำงานบริการสังคมเลย  แต่เคยมีการบริจาคเลือด 1 ครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่นับให้เป็น 6 ชั่วโมง และเมื่อกรมคุมประพฤติเริ่มเข้มงวดกลับมีเอกสารส่งมายืนยันว่าทำงานบริการสังคมมาแล้ว 90 ชั่วโมงไปยื่นต่อศาล  ซึ่งศาลให้รับไว้ก่อน ส่วนที่เหลืออีก 48 ชั่วโมง ศาลสั่งให้มาดำเนินการกับกรมคุมประพฤติอย่างเคร่งครัด จึงได้มีการส่งหนังสือแจ้งไปยังตัวผู้ถูกคุมประพฤติซึ่งเป็นผู้รับหนังสือเองแล้ว แต่ผู้ถูกคุมประพฤติยืนยันจะทำแบบเดิมต่อไป พร้อมมีการขู่ให้เจ้าหน้าที่ให้การรับรอง หากไม่ลงชื่อรับรองจะดำเนินการเอาผิดตามมาตรา 157 ทำให้กรมคุมประพฤติต้องยื่นเรื่องต่อศาล หลังจากนี้ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาล  ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่มียักท่า หน้างอ รอนาน งานมาก ปากหมา  แต่ผู้ถูกคุมประพฤติไม่ใช่ประชาชนใส ๆ ทั่วไป แต่เป็นผู้กระทำผิด  จะให้นุ่มนิ่ม โอ้โลมปฏิโลมคงไม่ได้ ต้องบังคับกันบ้าง แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่เคยอยู่สองต่อสองกับผู้ถูกคุมประพฤติ การพูดก็เพื่อตักเตือนไม่ให้เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนโดยการพูดขู่ว่าจะสุ่มตรวจในช่วงตีหนึ่ง ตีสองก็เป็นไปตามคำสั่งศาล แต่กลับถูกร้องว่าเป็นการข่มขู่ลวนลาม
                               
              "กรณีแพรวาต้องให้ความเป็นธรรมกับเยาวชน เพราะมีเกรดเฉลี่ยดีและไม่มีประวัติเที่ยวเตร่  มีการมารายงานตัวปกติ แต่ยังขาดการทำงานบริการสังคมซึ่งถือเป็นสาระสำคัญ  ตลอด 3 ปี ไม่เคยทำเลย เคยทำหนังสือขอไปทำงานบริการสังคมที่รพ.ศิริราช เจ้าหน้าที่ก็ทำหนังสือส่งตัว  แต่ก็ไม่ได้ไป  แต่ทำหนังสือไปรายงานศาลว่า 1 เดือนทำงานไปแล้ว 90 ชั่วโมง  เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปได้หากทำทุกวัน เพราะเงื่อนไขกรมคุมประพฤติคือทำได้ไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมง หากศาลรับรองการทำงานในครั้งนี้ก็จะถือเป็นกรณีแรกที่ให้การรับรองการทำงานคุมประพฤติกับหน่วยงานนอกภาคี ส่วนรพ.พระมงกุฎเกล้า หากต้องการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นภาคี กรมคุมประพฤติก็พร้อมรับ” อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าว

              ด้านนายพยนต์ สินธุนาวา  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการคุมประพฤติ  กล่าวว่า การที่ศาลระบุให้จำเลยทำงานบริการสังคมเพื่อต้องการแก้ไขพฤตินิสัยโดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุซึ่งระบุไว้ในกฎหมายอาญามาตรา 56 ว่า การทำงานบริการสังคมต้องเป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติและจำเลยมาพูดคุยและปรับแผนการทำงานบริการสังคม แต่กรณีนี้จำเลยไปทำงานโดยติดต่อสถานที่เองและไม่ได้แจ้งกรมคุมประพฤติ ซึ่งตามปกติการทำงานบริการสังคมต้องลงรายละเอียดเป็นรายชั่วโมงและต้องลงลายมือชื่อของทั้งผู้ถูกคุมประพฤติและเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ โดยภาคเครือข่ายได้รับความไว้วางใจจากศาลและกรมคุมประพฤติเพราะทำงานร่วมกันมานานมากกว่า 10 ปี  ข้อกำหนดของภาคีเครือข่ายต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน ไม่ใช่รายชื่อเลื่อนลอย การที่ศาลสั่งทำงานคุมประพฤติไม่ใช่ต้องการให้ไปทำงานเพียงเสียเหงื่อ แต่ต้องการให้สำนึกในความผิด ยกตัวอย่างคดี บุกรุกป่าชายเลนศาลสั่งให้ผู้ถูกคุมประพฤติปลูกป่าชายเลน โดยศาลไม่ต้องการพื้นที่ป่าเพิ่ม แต่ต้องการให้ผู้ถูกคุมประพฤติสำนึกผิดจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ กรณีของแพรวาศาลจึงสั่งให้ทำงานในโรงพยาบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุ เพื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้บาดเจ็บและญาติของผู้เสียชีวิต
    
              นายพยนต์ กล่าวอีกว่า ตนเห็นเอกสารบางส่วนที่ทนายความของแพรวานำไปยื่นแสดงต่อศาลว่าทำงานบริการสังคมที่รพ.พระมงกุฎฯ 90 ชั่วโมง โดยมีลายมือชื่อผอ.รพ.พระมงกุฎฯเซ็นรับรอง และมีการตั้งคณะแพทย์ซึ่งเป็นแพทย์ทหารและนายทหารพระธรรมนูญเป็นกรรมการตรวจสอบ โดยที่กรมคุมประพฤติไม่รู้เห็น ดังนั้น 90 ชั่วโมงที่แพรวาทำงานศาลจะนับให้หรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
      
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ศาลย้ำคือ 48 ชั่วโมงที่เหลือ ขอให้กรมคุมประพฤติปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้แพรวารับทราบแต่ถูกปฏิเสธโดยยืนยันว่าจะทำงานบริการสังคมในวิธีการเดิม เจ้าหน้าที่จึงไม่เซ็นรับรองให้และทำหนังสือรายงานให้ศาลรับทราบ ซึ่งศาลจะพิจารณาประเด็นดังกล่าวรวมกับอีก 90 ชั่วโมง ในวันที่ 21 มิ.ย. นี้  อย่างไรก็ตาม. จะคดีนี้จะครบกำหนดคุมประพฤติในวันที่ 31 ส.ค.59 โดยในระหว่างนี้ทุกอย่างต้องหยุดชะงักเพื่อรอฟังการไต่สวนของศาล

 

“รอง ผอ.รพ.พระมงกุฎ”การันตี“แพรวา”มาช่วยงานจริง 
 
              ทั้งนี้พ.อ.พีรพล ปกป้อง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า  ในฐานะตนเป็นประธานคณะกรรมการ กำกับการดูแลการขอเข้ามาปฏิบัติบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ของ น.ส.แพรวา เข้าใจว่า ทางกรมควบคุมประพฤติ ไม่ได้ระบุว่า น.ส.แพรวา ไม่ได้มาช่วย เพียงแต่เขาอาจจะไม่รับรอง
 
              พ.อ.พีรพล กล่าวว่า ทั้งนี้ น.ส.แพรวา ได้ขอเข้ามาปฏิบัติสาธารณประโยชน์ 138 ชม. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.- 12 กพ. เราก็เห็นว่าเป็นไปตามคำสั่งศาล และถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ทางราชการด้วยกัน คิดว่าจะทำให้ จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล โดยมี ตนเป็นประธาน และมีเงื่อนไขอีกว่าขอให้ดูแลคนป่วยที่เป็นเหยื่อจากการจราจร รวมถึงทหารที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถยนต์ และเป็นอัมพาต มาให้เขาดูแล และในระหว่างที่ น.ส.แพรวา ปฏิบัติหน้าที่มีการจดเวลาเข้าออกการทำงาน มีรายงาน มีผู้ควบคุมการปฏิบัติงาน นอกเหนือจากนั้นในวันที่ 27 ม.ค. มีเจ้าหน้าที่จากพนักงานควบคุมประพฤติจาก จ.นนทบุรี เข้ามาดูแลการปฏิบัติงานของ น.ส.แพรวา และมาพูดคุยกับตน และตนก็รายงานตามวาจาให้ทราบและพาไปพบ น.ส.แพรวา ที่กำลังปฏิบัติงาน และไม่มีการทักท้วงว่าอีกฝ่ายทำผิดหรืออะไร ซึ่งเราก็บอกไปว่า เราจัดให้ น.ส.แพรวา บำเพ็ญประโยชน์ให้แบบนี้ เขาก็รับทราบและก็กลับไป และหลังจากที่ น.ส.แพรวา ปฏิบัติงานครบ ทางโรงพยาบาลก็ออกใบรับรองว่าเขาได้ปฏิบัติงานครบแล้วตามนี้จริง
 
              “น.ส.แพรวา ได้ปฏิบัติงานทั้งเดือน ตั้งแต่ 11 ม.ค.-12 ก.พ. วันเสาร์-อาทิตย์ก็มาตามที่เขาสะดวก โดยปฏิบัติงานตั้งแต่ 09.00 น.-15.00 น. ยืนยันว่าปฏิบัติงานตามนั้นจริง อย่างไรก็ตามหลังที่ อธิบดีกรมควบคุมพิเศษ ได้ออกมาเปิดเผยว่า น.ส.แพรวา ไม่ได้มาปฏิบัติงานจริงนั้น เบื้องต้นยังไม่ได้มีการพูดคุยกับอธิบดีกรมควบคุมพิเศษ หากอธิบดีพูดว่า เราไม่ถูกต้อง ในฐานะที่ รพ.พระมงกุฎ ไม่ได้อยู่ในเขต จ.นนทบุรี เราก็ยอมรับ เพราะเราไม่ทราบ เพราะเป็นรายละเอียดของข้อกฎหมาย แต่เราได้เอื้อประโยชน์ให้ทางราชการไป โดยให้ น.ส.แพรวาเข้ามาปฏิบัติงาน และถ้าหากใช้ไม่ได้ ก็ให้อธิบดี บอกให้ น.ส.แพรวา ไปหาโรงพยาบาลใน จ.นนทบุรี ก็จบ อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าข้อเท็จจริงเป็นแบบนั้น และไม่อยากให้เป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานราชการ” พ.อ.พีรพล กล่าว
 
              พ.อ.พีรพล กล่าวยืนยันอีกว่า เรามีผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลจาก น.ส.แพรวา สามารถยืนยันได้ ซึ่งคนไข้ก็ไม่ทราบว่า คนที่ดูแลเขาเป็น น.ส.แพรวา แต่เราเอารูปของ น.ส.แพรวา มาให้ คนไข้ดู และคนไข้บอกเป็นคนนี้ที่ดูแลเขา เพราฉะนั้นเขาทำจริง แต่เรามีการจัดสถานที่ไว้ให้ปฏิบัติงาน เพราะห่วงว่า ถ้ามีคนรู้ว่า น.ส.แพรวา มาคงไม่ได้ปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่ค้นภาพวงจรปิดว่ามีหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะมี
 
              “ไม่ได้พูดปกป้องน.ส.แพรวา ซึ่งทาง รพ.ก็งานเยอะมากแล้ว พอมาเจอปัญหานี้ ก็รู้สึกแย่ แต่ศาลจะสั่งอย่างไรก็ได้ ให้เขาไปทำที่ไหนเพิ่มเติมอีกเราไม่ว่า แต่เขามาทำที่ รพ.จริง และได้มอบหมายให้ น.ส.แพรวาดูแลคนไข้ข้างเตียง ช่วยคนไข้เคลื่อนไหว และมีรูป ในขณะที่ น.ส.แพรวา กำลังตัดเล็บให้คนไข้ ช่วยคนไข้ไปทำกายภาพบำบัด เป็นเพื่อนพูดคุย ทางโรงพยาบาลก็แปลกใจ ว่าเราทำตามขั้นตอน มีเจ้าหน้าที่กรมควบคุมประพฤติมาดู แต่ทำไมเป็นเช่นนี้ ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวของโรงพยาบาลสามารถตรวจสอบได้ เพราะเราเป็นสถาบันใหญ่ การที่เราไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้แน่นอน” พ.อ.พีรพล กล่าว

              พ.อ.พีรพล กล่าวว่า ล่าสุด ได้ทำหนังสือรายงานเรื่องดังกล่าวไปยัง พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนถึงผู้บังคับบัญชาระดับชั้น พร้อมทั้งระบุว่า หากต้องการเข้ามาตรวจสอบการปฏิบัติงาน ยินดีให้ตรวจสอบ เพราะมีตัวตนทั้งหมด ทั้งคนไข้ และเจ้าหน้าที่ที่ดูแล

 

......................

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจากเดลินิวส์ออนไลน์)