ข่าว

น็อกหนี้ :  เงินทองต้องรู้

น็อกหนี้ : เงินทองต้องรู้

21 มี.ค. 2559

น็อกหนี้ : เงินทองต้องรู้ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

           เครือข่ายทางออกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสหประชาชาติ เปิดเผยรายงาน “เวิลด์ แฮปปิเนส 2016” ว่าด้วยประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 2 ของอาเซียน เป็นรองแค่สิงคโปร์ และติดอันดับที่ 33 ของโลกจากจำนวนทั้งสิ้น 157 ประเทศ

           ดัชนีความสุข “เวิลด์ แฮปปิเนส” เวอร์ชั่นนี้ให้ความสำคัญกับอายุประชากร สวัสดิการสังคม เสรีภาพทางสังคม ปัญหาคอร์รัปชั่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และรายได้ต่อหัวของประชากร ซึ่งเหตุที่ทำให้ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก มาจากรายได้ต่อหัวของประชากรและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สวัสดิการทางสังคมและอายุปรับตัวลดลง
          
           จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็มีการแชร์ข้อมูลกันในโลกโซเชียล อ้างถึงสำนักข่าวบลูมเบิร์กจัดทำดัชนีตัวใหม่ เป็น ดัชนีวัดความทุกข์ ซึ่งปรากฏว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์ต่ำที่สุดในโลก ลองเข้าไปค้นข้อมูล ก็พบว่า ข้อมูลที่ถูกส่งต่อเมื่อเดือนมกราคม 2559 นั้น เป็นข้อมูลเก่าที่มีการแชร์กันไว้ตั้งแต่ราวเดือนมีนาคม 2558

           เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนใช้ข้อมูลในหมวดดัชนีความเชื่อมั่น ดัชนีความสุข ดัชนีความทุกข์ ต้องเข้าใจว่า ข้อมูลเหล่านี้สำรวจจากอารมณ์ความรู้สึกในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ข้อมูลประเภทนี้ไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป เพราะนอกจากการให้ข้อมูลของกลุ่มตัวเองจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมโดยรวมแล้ว ยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมส่วนตัวอีกด้วย

           ไปสุ่มถามคนที่เพิ่งตกงานถึงความสุข ความทุกข์ ความมั่นใจในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร ก็ย่อมได้คำตอบแตกต่างจากคนที่เพิ่งได้งานทำในวันเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่า เป็นข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เพราะแน่นอนว่า กลุ่มตัวอย่าง 1,000-2,000 คน คงไม่ได้ตกงานพร้อมกันทุกคน หรือไม่ได้เพิ่งมีงานทำพร้อมกันทุกคน ดัชนีเหล่านี้จึงมีค่าเฉลี่ยที่ทำให้มองเห็นความเชื่อมั่น ความทุกข์ ความสุข ในขณะนั้นและในอนาคต แต่ก็เป็นการใช้ข้อมูลได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น หน่วยงานที่จัดทำดัชนีเหล่านี้ถึงต้องจัดทำกันใหม่เป็นประจำทุกเดือน

           แม้ว่า “ทุกข์หรือสุข” จะเป็นเรื่องจำเพาะของบุคคล แต่ปัจจัยมวลรวมที่ทำให้เกิดทุกข์และสุขนั้น หนีไม่พ้นปัญหาปากท้อง รายได้ รายจ่าย และปัญหาหนี้สิน

           ครัวเรือนไหนที่รายได้มากกว่ารายจ่าย มีเงินเหลือ ก็มีความสุขบังเกิดระดับหนึ่ง ครัวเรือนไหนมีหนี้สิน แต่อยู่ในวิสัยผ่อนชำระได้ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์สุข ไม่มีทุกข์คุกคาม แต่ถ้าครัวเรือนไหนปล่อยให้หนี้เลยเถิดไป จนเกินความสามารถในการชำระ รายได้แต่ละเดือนมีไว้เพื่อใช้หนี้ แล้วก็ต้องกู้ซ้ำกู้ซากสำหรับดำรงชีวิตแบบเดือนชนเดือน ต้องถือเป็นทุกข์ทับถมขั้นสูงสุด

           6 สิ่งที่ควรทำเพื่อจัดการกับปัญหาหนี้สิน ตามคำแนะนำของฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย อย่างแรกเลย คือ ต้องหยุดสร้างหนี้ใหม่ ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน ก็ต้องหยุดสร้างหนี้ใหม่ โดยเฉพาะเพื่อเอามาใช้หนี้เก่า เพราะมันวนเวียนเป็นงูกินหาง ทำให้เราไม่สามารถหลุดพ้นจากวงโคจรของหนี้ได้

           หลังจากนั้น ให้นั่งลงอย่างสงบแล้วค่อยๆ แจกแจงหนี้สิน แยกออกมาเลยว่า เรามีหนี้อะไรบ้าง หนี้จากบัตรเครดิตกี่ใบ ยอดคงค้างเท่าไหร่ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ จ่ายขั้นต่ำเท่าไหร่ เมื่อแยกแยะแจกแจงหนี้ได้แล้ว ก็ลงมือ เรียงลำดับหนี้สิน ไม่ใช่เรียงลำดับจากยอดหนี้ก้อนใหญ่ไปเล็ก หรือเล็กไปใหญ่ แต่ให้เรียงลำดับจากหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง จัดไว้เป็นอันดับแรกแล้วไล่ไปหาหนี้ที่มีดอกเบี้ยต่ำ อาทิเช่น หนี้บัตรกดเงินสดเป็นอันดับแรกที่ต้องเคลียร์ก่อน แล้วถึงจะตามด้วยหนี้บัตรเครดิต พอเรียงลำดับได้แล้วก็ลงมือ ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงๆ ก่อน โดยลองคำนวณดูว่า รายได้ในแต่ละเดือนนั้น เพียงพอที่จะจ่ายหนี้ได้มากกว่ายอดจ่ายขั้นต่ำในแต่ละงวดหรือไม่ ถ้าพอมีกำลังก็จ่ายให้มากกว่าขั้นต่ำไปเรื่อยๆ จนปิดหนี้ก้อนนี้ได้ ส่วนก้อนอื่นให้ประคองตัว จ่ายขั้นต่ำไปก่อน

           พอปิดหนี้ก้อนแรกที่เป็นภาระหนักเพราะดอกเบี้ยสูงได้แล้ว ก็ทยอยปิดหนี้ลำดับต่อไป ซึ่งเวลาที่ปิดหนี้ก้อนแรกได้ ลูกหนี้จะมีแรงฮึดมีกำลังใจในการปิดหนี้ก่อนต่อไป วิธีการสำหรับหนี้ก้อนนี้ก็คือ ให้นำเงินที่เคยจ่ายหนี้ก้อนแรกซึ่งปิดบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว มาถมกับหนี้ก้อนนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และลดทั้งระยะเวลา ทำให้เราปลดล็อกน็อกหนี้ได้เร็วขึ้น ต้องยอมกัดฟันอดทน อย่าหลงละเลิงว่า มีเงินเหลือจากการปิดหนี้ก้อนแรกแล้วเอาไปใช้อย่างอื่น เพราะต้องไม่ลืมว่า เรายังมีหนี้ก้อนอื่นที่ถ้าไม่รีบจัดการ ก็จะยิ่งเป็นภาระมากขึ้น

           ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า สมมุติมีหนี้บัตรอยู่ 2 ใบ เป็นบัตรกดเงินสด 1 ใบ และบัตรเครดิตอีก 1 ใบ โดยที่บัตรกดเงินสด มียอดหนี้คงค้าง 5 หมื่นบาท ต้องจ่ายดอกเบี้ย 28% ต่อปี โดยต้องจ่ายขั้นต่ำที่ 5% และไม่ต่ำกว่า 500 บาท ส่วนบัตรเครดิตมียอดหนี้คงค้าง 1 แสนบาท ต้องจ่ายดอกเบี้ย 20% ต่อปี โดยต้องจ่ายขั้นต่ำที่ 10% และไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท

           ทีนี้ ถ้าเรามีเงินเหลือในแต่ละเดือน 2,500 บาท และเลือกปิดหนี้บัตรกดเงินสดก่อน โดยจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำ จากเดิมที่ต้องจ่ายขั้นต่ำงวดแรกที่ 2,559 บาท เป็นจ่ายงวดละ 5,059 บาท คงที่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ทุกเดือนจนหนี้ก้อนนี้หมด ส่วนหนี้บัตรเครดิตก็จ่ายเท่ากับยอดขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ถ้าทำแบบนี้ช่วยประหยัดดอกเบี้ยทั้งหมดไปได้ถึง 29,594 บาท

           สุดท้ายเมื่อพ้นภาระหนี้ปิดบัญชีได้แล้ว ก็อย่าลืม “ออมเงิน” ออมไว้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เมื่อเวลามีเรื่องเร่งด่วนต้องใช้เงิน จะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมใครอีก ถ้ามีเหลือก็ค่อยจัดการนำเงินไปแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มเติม

           เป็น 6 ขั้นตอนที่จะช่วยให้เรา ‘น็อกหนี้’ อย่ามัวแต่จะปล่อยให้หนี้น็อกเรา