ข่าว

ถอดบทเรียนแฟรนไชส์'เอ็นแอนด์บี'ยึดหลักศรัทธา-รักในสิ่งตนทำ

ถอดบทเรียนแฟรนไชส์'เอ็นแอนด์บี'ยึดหลักศรัทธา-รักในสิ่งตนทำ

21 มี.ค. 2559

ถอดบทเรียนแฟรนไชส์'เอ็นแอนด์บี' ยึดหลักความศรัทธา-รักในสิ่งตนทำ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง : อนัญชนา สาระคู ภาพ : ศุภกฤต คุ้มกัน

           “ในวิกฤติ...ย่อมมีโอกาส” แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อมีโอกาสเข้ามาแล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว นั่นเพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน กว่าธุรกิจจะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง และพร้อมที่จะเติบโตไปอย่างก้าวกระโดด

           ปัจจัยที่ว่านั้นคือ เรื่องของ “ความศรัทธา และรักในสิ่งที่ตนเองทำ” ซึ่ง “บุญประเสริฐ พู่พันธ์” ผู้ก่อตั้งแฟรนไชส์ร้านอาหารว่าง แบรนด์ “เอ็นแอนด์บี พิซซ่า เครป” ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์การทำธุรกิจตลอด 18 ปีที่ผ่านมา ว่า ถือเป็นหัวใจหลัก และที่สำคัญคือ การทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตว์ ไม่โกง แม้กระทั่งการเสียภาษีให้รัฐ

           โดยวันนี้แฟรนไชส์ร้านเอ็นแอนด์บี พิซซ่า เครป พร้อมจะเติบโตแบบก้าวกระโดดแล้ว ด้วยเป้าหมายยอดขายในปี 2559 ที่จำนวน 200 ล้านบาท โตเป็นเท่าตัวจากปีก่อน (2558) ซึ่งมียอดขายที่ราว 100 ล้านบาท ภายใต้แผนการขยายร้านแฟรนไชส์ในประเทศอีก 24 สาขา และต่างประเทศอีก 3 ประเทศ ซึ่งในเร็วๆ นี้จะเปิดสาขาแฟรนไชส์ในต่างประเทศแห่งแรกที่เมืองปากเซ สปป.ลาว
          
           จากการลงทุนเพียง 4 หมื่นบาท เมื่อปี 2541 มาสู่ยอดขายหลักที่ 100 ล้านบาทได้นั้น ใช้เวลาถึง 18 ปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทำธุรกิจในช่วง 10 ปีแรกของตนเอง ไม่ได้โฟกัสการทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

           “คือเมื่อก่อนตอนผมขายแรกๆ ผมยังไม่ศรัทธาในสิ่งที่ทำมากนัก คิดว่าทำไปแล้วเดี๋ยวคงจะหายไป เพราะตอนนั้นเครปมาแรงมาก เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ พร้อมกับชานม และพอนานๆ เข้าก็หายไปจริงๆ แต่ร้านเครปของเราไม่ได้หายไปด้วย คือของเรายังอยู่ และยังสามารถขายได้เรื่อยๆ ประกอบกับในช่วง 10 กว่าปีแรก ผมก็ทำอย่างอื่นหลายอย่างด้วย ทำให้ไม่ได้โฟกัสการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งก็อยากจะแชร์ให้ฟังเลยว่า การที่เราไม่ได้โฟกัส เราไม่มีทางจะทำอะไรได้ดีเลย เพราะเรามีแค่ 2 มือเท่านั้น ยิ่งเราตัวเล็กด้วยแล้วก็ยิ่งยากมากที่จะประสบความสำเร็จได้ พอคิดได้ว่า หากเราทำอย่างจริงจังแล้วก็จะสามารถเติบโตไปได้ จึงทิ้งอย่างอื่นไปหมด แล้วมาเริ่มจริงจังกับธุรกิจนี้ ผลออกมาเห็นได้ชัดเลยว่าจากยอดขายที่ 8 ล้านบาท มาสู่ 100 กว่าล้านบาท ใช้เวลาเพียง 5-6 ปีเท่านั้น”

           นอกจากนี้เขายังเล่าว่า ได้รับแรงผลักดันจากคำประสบประมาทของคนอื่นที่ว่าเราว่า “จบปริญญาตรีแล้วมาขายเครป ก็ไม่ต้องเรียนหนังสือมาจะดีกว่า” ซึ่งหากเราไปฟังคำของคนนั้น เราก็จะไม่ถึงตรงนี้ ที่มีคนระดับปริญญาโท ระดับดอกเตอร์ มาเป็นลูกค้าเรา แต่มาถึงจุดนี้แล้วก็ต้องขอบคุณเขา ที่ทำให้เราฮึด มีแรงสู้มาจนถึงเดี๋ยวนี้ได้ และจากบทเรียนสำคัญคือ ถ้าเราศรัทธาในสิ่งที่เราทำแล้วก็จะสามารถต่อยอดธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยการทำธุรกิจของตนจะมี 4 ข้อหลัก คือ

           1.ความเชื่อ คือทุกคนส่วนใหญ่ที่เริ่มทำธุรกิจเขาต้องเชื่อว่าตัวเองทำได้ 2.ความศรัทธา เหมือนความคลั่งไคล้ในสิ่งที่เราทำ 3.ความรู้ เพราะนอกจากเราจะต้องมีทั้ง 2 ข้อแรกแรก หากไม่มีความรู้เราก็จะไปไม่รอดเหมือนกัน ซึ่งบอกได้เลยว่า ตั้งแต่เริ่มเข้าทำอย่างจริงจัง ได้โอกาสเข้าร่วมอบรมพัฒนากับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่สอนและให้โอกาสมาถึงทุกวันนี้ ก็ด้วยความรู้

           สุดท้าย 4.ความกล้า ที่ทุกคนจะต้องมี หากเราไม่กล้าลาออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาสู่การเริ่มต้นธุรกิจได้ ซึ่งไม่มีใครบอก หรือรับประกันได้ว่า หากคุณลาออกจากงานจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วมาทำธุรกิจส่วนตัว คุณจะประสบความสำเร็จได้ เรื่องนี้จึงถือว่าเสี่ยงมาก แต่ถ้าเรามีครบทั้งหมด 4 ข้อ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ก็มีมากเช่นกัน ซึ่งสำหรับตัวเองกว่าจะมาจุดนี้ ก็ไม่ปฏิเสธเช่นกันว่าได้ล้มลุกคลุกคลานมาก่อน

           “บุญประเสริฐ” เล่าถึงเส้นทางของร้านเอ็นแอนด์บี พิซซ่า เครป ตลอดช่วง 18 ปีที่ผ่านมาว่า จบการศึกษามาในปี 2538 แล้วทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานมาได้ 2-3 ปี ก็เจอกับวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ก็ถือว่าค่อนข้างโชคดีอยู่ที่เพิ่งจบการศึกษามาแล้วยังไม่ได้เริ่มก่อหนี้ คือถ้าหากเริ่มมีหนี้สินก็ถือว่าย่ำแย่พอสมควร พอเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจก็ถูกลดเงินเดือน ทำให้ความฝันที่อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งมีอยู่แล้ว เกิดขึ้นเร็วกว่าแผนที่ตั้งใจไว้

           “ผมเองฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเร็วขนาดนั้น คือวางแผนไว้ว่าจะอยู่ในฝ่ายการผลิตของโรงงานก่อน จากนั้นไปเป็นเซลส์ แต่เมื่อเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจก็เหมือนกับเป็นตัวเร่งให้เราเริ่มเร็วขึ้น และตอนนั้นเองไปเที่ยวกับแฟน แล้วไปเจอคนต่อแถวซื้อเครปกันมาก เราก็สนใจ เพราะคิดอยู่แล้วว่าจะทำเรื่องเกี่ยวกับอาหาร จึงเริ่มทำเองทุกขั้นตอน วันแรกที่เริ่มขาย ผมจำได้เลยว่าขายได้ 53 ชิ้น ราคาชิ้นละ 20 บาท ขายได้ประมาณ 1,060 บาท ผมดีใจมาก คือเงินไม่ได้มากเท่าไร แต่เราดีใจเพราะเราไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงมาก ขายได้เท่านี้ก็ดีแล้ว และจากนั้นก็ขายได้ทุกวัน เราทำ เรามีความสุขมาก และอีก 2 เดือนต่อมา จึงลาออกจากบริษัท เพราะรายได้เริ่มมากกว่าเงินเดือนเป็น 2 เท่า และเชื่อว่าทำได้”
          
           อย่างไรก็ตาม พอออกจากกงานแล้วเราก็ยังทำอย่างอื่นไปด้วย จนทิ้งอย่างอื่นไปหมดและมาเริ่มจริงจัง ก็หาความรู้เพิ่มเติม ก่อร่างสร้างตัว เปิดเป็นบริษัทขึ้นมาเมื่อปี 2551 เริ่มสร้างทีมงาน จนปัจจุบันมีพนักงานกว่า 100 คน และเราเริ่มจากเล็กก่อนแล้วค่อยขยาย จึงเปิดร้านเป็นลักษณะคีออสขนาดเล็กๆ เมื่อปี 2552 พอเริ่มมีรายได้เข้ามามากขึ้นก็เริ่มจ้างที่ปรึกษา และขยายร้านให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อปี 2554 จากนั้นมาขยายร้านค้าในรูปแบบของแฟรนไชส์ จนปัจจุบันมีสาขาของบริษัทเอง 25 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 75 แห่ง

           โดยการขยายแฟรนไชส์ของบริษัทจะเน้นในห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ซึ่งบอกได้เลยว่ายังมีโอกาสขยายได้อีกมาก บริษัทตั้งเป้าขยายปีละ 24 สาขา เพราะในห้างจะมีข้อดีคือ สามารถสร้างฐานลูกค้าได้ตั้งแต่ห้างเปิดคือเวลา 9 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม จะทำให้มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และเป็นอย่างนี้ 365 วัน ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออกก็ยังสามารถขายได้ แต่ข้อเสียของการเปิดในห้างคือห้ามหยุดร้าน ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดปัญหากับพนักงานได้ถ้าเราบริหารได้ไม่ดีพอ แต่ตรงนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้เราได้ทุกวัน

           “คือเราจะทดลองเปิดร้านด้วยตัวเองก่อน ทดลองเจ๊งดูก่อนที่เราจะขายแฟรนไชส์ไป อย่างในห้างเราเปิดมา 10 กว่าปีแล้ว เรารู้ว่าอยู่ได้แน่นอน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงให้ลูกค้าที่มาลงทุนซื้อแฟรนไชส์กับเรา ส่วนทำเลอื่นๆ ขณะนี้ยังไม่ให้ลูกค้าลง เพราะเราจะต้องทดลองก่อน อย่างตอนนี้ทางเรากำลังทดลองเปิดในปั๊มน้ำมัน และโรงพยาบาลอยู่”

           นอกจากนี้ ยังมองว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ ขยายสาขาค่อนข้างน้อย ก็จะเป็นโอกาสให้แก่เราที่จะสอดแทรกตลาดเข้าไปได้ด้วย จึงมองเห็นว่าวิกฤติเป็นโอกาส ซึ่งก็พบว่าตอนนี้ลูกค้าเองก็เห็นโอกาสนี้ และเข้ามามากพอสมควร บวกกับคนอยากจะเป็นเจ้าของกิจการกันมากขึ้น เพราะสถานภาพการเป็นพนักงานบริษัทก็อาจจะไม่มั่นคง จึงเป็นโอกาสให้เขาอยากเริ่มต้นธุรกิจ โดยการเริ่มต้นธุรกิจจะมี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง หรือการซื้อแฟรนไชส์

           มองว่าการเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเองมีข้อดี คือมีอิสระ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และใช้เงินทุนสูงกว่า ส่วนการเริ่มต้นธุรกิจกับเอ็นแอนด์บี ความเสี่ยงจะลดลงไปเยอะมาก เพราะเราได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว ทั้งเรื่องการคิดค้นพัฒนาสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการ ลูกค้าที่มาซื้อแฟรนไชส์จากเราเขาจะลดความเสี่ยงในจุดนี้ไปเลย และสามารถแข่งขันได้ แต่ก็จะยังมีความเสี่ยงอยู่ในเรื่องการบริหารจัดการ ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปจะต้องมีเวลาในการเข้ามาบริหารในจุดนี้ด้วยตัวเอง

           “บอกได้เลยว่าลูกค้าที่มาลงทุนซื้อแฟรนไชส์ของเราจะประสบความสำเร็จไปแล้วประมาณ 80% ยังเหลืออีก 20% ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการธุรกิจของเขาเอง เพราะต่อให้เป็นแบรนด์ดังขนาดไหน ถ้าเราไม่ดูแล ไม่บริหารจัดการ ก็เจ๊งได้เหมือนกัน” บุญประเสริฐ กล่าว

           ทั้งนี้ นอกจากการขยายร้านแฟรนไชส์ในประเทศแล้ว ยังมองไปถึงการขยายในต่างประเทศด้วย แต่เริ่มแรกเลยเราไม่คิดว่าจะขยายไปต่างประเทศได้ แม้จะเชื่อว่าทำได้ พอมาในตอนนี้เราเริ่มคิดใหญ่ ด้วยการขยายออกไปต่างประเทศ และคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ด้วย จึงวางแผนการขยายร้านค้าไปตามจังหวัดที่ติดกับชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย หาดใหญ่ หนองคาย และแม่สอด ซึ่งหลังจากการเปิดสาขาแฟรนไชส์แรกที่เมืองปากเซ สปป.ลาวแล้ว ถัดไปก็น่าจะเป็นประเทศพม่า และอินโดนีเซีย รวมไปถึงเวียดนาม และมาเลเซียด้วย

           รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการเจรจากับอีกหลายๆ เจ้าในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีเพื่อนที่อยู่นิวซีแลนด์ ก็สนใจเช่นกัน โดยการคิดใหญ่ของเราก็มีความฝันไว้ว่า อยากจะไปเปิดร้านที่ประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาให้ได้

           บุญประเสริฐ กล่าวถึงการขยายร้านแฟรนไชส์ของไทยไปต่างประเทศ โดยเชื่อว่าสามารถทำได้และทำได้ดีด้วย หากเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารไทย ทั้งๆ ที่อาหารไทยเรามีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก แต่พอขยายออกไปต่างประเทศก็ไปต่อไม่ได้ นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้ขยายธุรกิจออกไปในรูปแบบของแฟรนไชส์ ไม่ได้มีการขยายออกไปอย่างเป็นระบบ มันเลยไปไม่ได้ไกลนัก แต่ในอเมริกาเขาทำแบบนี้มาถึง 60 ปีแล้ว ไม่ว่าคนอเมริกันจะไปที่ไหนเขาสามารถกินได้ทั้งแมคโดนัลด์ หรือเคเอฟซี ที่ไหนก็ได้ นั่นเพราะเขาใช้ระบบแฟรนไชส์ในการขยายธุรกิจออกไป

           “ทำให้ผมเชื่อว่า อย่างขนมครก จริงๆ แล้วก็สามารถทำเป็นธุรกิจและขยายไปทั่วโลกได้ แต่ว่าเราไม่มีแบบอย่างเท่านั้น เพราะเราไม่เชื่อในสิ่งที่เราทำ อย่างผมเองจะต้องสร้างแรงบันดาลใจมาจากมิสเตอร์โดนัท ที่เขาเปิดมา 61 ปีแล้ว และก็ยังขายโดนัทเหมือนเดิม นั่นเพราะเขาศรัทธาในสิ่งที่ทำ ส่วนสินค้าไทยเราไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือบริการ เชื่อว่าทำได้หากเรามีคอนเซ็ปต์ และทำอย่างมีระบบ ซึ่งเอ็นแอนด์บีเราอยากเป็นแบรนด์ของคนไทยที่จะขยายออกไปต่างประเทศ โดยเชื่อว่าเราสามารถทำได้ ทำได้จริง แต่เบื้องต้นคือเราต้องรักในแบรนด์ของเราก่อน แต่ก็มีความฝันอยากจะขยายสาขาให้ได้เหมือนที่มิสเตอร์โดนัทเป็น”

           กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็นแอนด์บี พิซซ่า เครป จำกัด กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าในช่วง 10 ปีแรกเราค่อนข้างมั่ว ไม่โฟกัส เพราะเราไม่มีประสบการณ์มาก่อน คือทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ ทั้งการจัดซื้อสินค้า และการบริหารคน และเราได้เรียนรู้มา แต่ก็โชคดีอย่างหนึ่งคือ เราผลิตสินค้าให้เหมือนญาติเรารับประทาน และไม่โกง ซึ่งรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี 2559 ในงานฉลอง 100 ปีชาตกาล ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ได้รับมา นับเป็นรางวัลที่ภาคภูมิใจมาก เป็นรางวัลที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ส่งเข้าประกวด

           “บุญประเสริฐ” บอกว่า เมื่อครั้งที่เปิดบริษัทเมื่อปี 2551 ได้คุยกับบริษัทบัญชีเลยว่าขอทำบัญชีเดียว ซึ่งทางเขาก็ค่อนข้างแปลกใจที่ว่าปกติแล้วคนที่เข้ามาทำจะบอกว่าทำอย่างไรก็ได้ที่ให้เสียภาษีให้น้อยที่สุด แต่สิ่งที่เราทำก็เพื่อต้องการพิสูจน์ว่า เราไม่โกงแล้วเราก็อยู่รอดได้ แล้วก็รอดได้จริงๆ มีกำไรด้วย ทำให้เราภูมิใจและพูดได้เต็มปากว่าเราไม่โกงแม้กระทั่งกับรัฐ รวมทั้งลูกน้อง ลูกค้า ถือเป็นหัวใจหลักของแฟรนไชส์เราเหมือนกัน เพราะหากคิดว่าจะโกงแล้ว ปัญหาจะเกิดขึ้นตามมามากมาย ถึงขั้นฟ้องร้องกัน แต่เราเองนอกจากจะลดปัญหากับการปวดหัวเรื่องบัญชีแล้ว เราก็ไม่มีปัญหาเรื่องการฟ้องร้องด้วย

           ที่สำคัญอีกอย่างในการจะพัฒนาธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง คือเราจะไม่หยุดในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งบริษัทมีทีมอาร์แอนด์ดีทำหน้าที่วิจัยและพัฒนา โดยการพัฒนาของเราจะไม่เน้นเป็นอย่างอื่น นอกจากเครป และแพนเค้ก เพื่อให้ลูกค้าคิดถึงเราในแบบนี้ให้ได้ อีกอย่างการที่เรารักในแบรนด์ของเรา เราย่อมไม่ปล่อยให้ใครมาย่ำยี หรือทำไม่ดีกับแบรนด์ นั่นหมายถึงว่าเราค่อนข้างคัดเลือกลูกค้าเรา คนที่จะมาใช้แบรนด์เราก็จะต้องคิดเหมือนกัน และเป็นอย่างที่เราต้องการให้เป็น

           “นอกจากการพัฒนา ไม่โกง บวกกับความศรัทธาและความรักในสิ่งที่ทำ ซึ่งจะเป็นหัวใจหลักที่จะคุ้มครองเราแล้ว การได้แบ่งปันประสบการณ์ถือเป็นเรื่องที่อยากทำ เพราะตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยไปนั่งฟังคนอื่นพูด และนำมาพัฒนาตัวเรา จึงคิดว่าหากเราได้แบ่งปันช่วยสังคม ก็ทำให้ผมมีความสุข และสามารถทำได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เรามีเงินมากๆ ก่อนแล้วค่อยทำ” บุญประเสริฐ กล่าว

ชี้ช่องลงทุนผ่านระบบแฟรนไชส์

           “เอ็นแอนด์บี” เปิดดำเนินธุรกิจในปี 2541 โดยได้คิดค้นสูตรและวิธีทำเครปที่มีรสชาติแตกต่างจากทั่วไป จากผู้บุกเบิกความอร่อย คือ “บุญประเสริฐ พู่พันธ์” และ “ณัฐชยา อาจสุรินทร์” จนปัจจุบันมีหลากหลายไส้ให้เลือกมากกว่า 15 ไส้ และขยายสาขามากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ โดยปัจจุบันขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ เบื้องต้นกำหนดงบประมาณการลงทุนครั้งแรก รวมค่าธรรมเนียมแรกแล้วอยู่ที่ประมาณ 8 แสน-2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และค่าเช่า นอกจากนี้ยังมีค่ารอยัลตี้ 3% ของยอดขาย และมาร์เก็ตติ้ง ฟี อีก 2% ของยอดขาย อายุสัญญา 10 ปี

           อย่างไรก็ตาม บุญประเสริฐ กล่าวว่า บริษัทค่อนข้างคัดเลือกลูกค้าที่จะมาซื้อแฟรนไชส์ เพราะไม่ได้เน้นที่ปริมาณการขยายร้านสาขา การคัดเลือกนั้น จะดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการให้ลูกค้าเข้ามาดูที่บริษัทก่อนว่ามีตัวตนจริง และดำเนินธุรกิจจริงจัง จากนั้นให้ลูกค้ากลับไปเขียนแผนธุรกิจ หากเขียนแผนธุรกิจและส่งกลับมาที่บริษัท รวมถึงการสัมภาษณ์แล้วเสร็จ หากผ่านก็ถือว่าง่ายขึ้นแล้ว เพราะหลังจากนั้นบริษัทจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในเรื่องการหาทำเล การอบรม สรรหาพนักงาน รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาให้ทั้งหมด

           “การคัดเลือกลูกค้าของเรานั้น หากแผนธุรกิจผ่าน แต่สัมภาษณ์ไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถทำงานร่วมกับเราได้ เพราะเราค่อนข้างคัดคน ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจถือเป็นด่านแรกเลยที่จะแสดงให้เห็นว่าเขามีความตั้งใจจริงหรือไม่ คือการมีเงินมาอย่างเดียวผมมองว่าเอาไว้ทีหลัง แต่ขอให้เขียนแผนธุรกิจมาเสนอก่อน บางคนหายไป 7 เดือน คิดว่าไม่สนใจแล้ว แต่เขาก็กลับมาพร้อมกับแผนธุรกิจ ถือเป็นการคัดกรองลูกค้าในระดับหนึ่งก่อน และสัมภาษณ์ เพื่อให้รู้ว่าเขาเขียนแผนธุรกิจด้วยความตั้งใจจริงด้วย”

           หรืออย่างเขามีทำเลมาแล้ว แต่หากเป็นทำเลที่ไม่ใช่ เราก็ไม่ให้เช่นกัน ต้องเป็นทำเลที่ใช่ เพราะเรารักในแบรนด์ คือใช้เวลามานานถึง 18 ปี ในการสร้างแบรนด์ของเรามา แต่การที่เราคัดคนก็ยิ่งทำให้ลูกค้ามั่นใจ มองเราว่าเป็นของแท้ ยิ่งอยากลงทุนกับเรามากขึ้น

           อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าคนที่ลงทุนกับเราแล้วไม่ประสบผลสำเร็จก็มีเช่นกัน แต่สัดส่วนน้อยคิดเป็น 1% เท่านั้น เพราะไม่ว่าแบรนด์คุณจะดีแค่ไหน แต่หากเราไม่เข้าไปดูแล ไม่บริหารจัดการ ก็มีปัญหาได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องคัดเลือกคนที่เขาจะต้องมีเวลาดูแลกิจการของเขาด้วย อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าที่ลงทุนแล้วไม่ชอบใจก็สามารถเปลี่ยนมือได้ โดยทางบริษัทจะหาให้ แต่ก็จะคัดเลือกในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

           นอกจากนี้ บริษัทยังมีการควบคุมคุณภาพ โดยส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบวัดคุณภาพ บริการและความสะอาดในทุกตรวจ หากพบข้อบกพร่องก็จะส่งหนังสือแจ้งเตือน อีกทางหนึ่งเรายังเปิดเฟซบุ๊ก ให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนมาทางเฟซบุ๊กของเราได้ และด้วยระบบแฟรนไชส์ที่มีเจ้าของดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัทค่อนข้างคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาลงทุน และเน้นว่าจะต้องมีเวลาเข้ามาบริหารจัดการด้วย เช่นเดียวกับการควบคุมคุณภาพในต่างประเทศ แต่ในเรื่องการบริหารจัดการที่ลาว เราไม่ห่วงนัก เพราะเขาเป็นนักธุรกิจที่มีทักษะการบริหารธุรกิจอย่างดีอยู่แล้ว

           บุญประเสริฐ แนะนำด้วยว่า การเริ่มต้นธุรกิจด้วยการลงทุนผ่านระบบแฟรนไชส์ โอกาสไม่ประสบความสำเร็จถือว่ามีน้อยกว่าการลงทุนเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง ยกเว้นหากบริหารคนไม่เป็นก็อาจจะสร้างปัญหาได้ อีกทั้งการจะเลือกลงทุนในแฟรนไชส์ใดก็สำคัญเช่นกัน หากไม่เลือกก็อาจมีปัญหาได้ ซึ่งแน่นอนเลยว่า ข้อคิดแรกในการเลือกคือคุณต้องชอบในสิ่งนั้นก่อน เช่น หากเป็นอาหาร ลองดูว่าคุณกินแล้วอร่อยหรือไม่ ถัดมาคือประเมินตัวเองดูด้วยว่ามีเวลาหรือไม่ ไม่ใช่คิดว่าลงเงินอย่างเดียวแล้วไม่ลงแรง ก็อาจจะมีปัญหาเช่นกัน ดังนั้นต้องดูว่าตัวเองมีเวลาบริหารหรือไม่

           นอกจากนี้ให้ดูว่าคุณรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน การลงทุนแบบไหน ซึ่งการลงทุนด้วยมูลค่าสูงหรือต่ำ ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งจุดนี้พบว่ามีคนจำนวนมากที่ติดกับในเรื่องนี้ คือไม่ให้ดูที่มูลค่าการลงทุน แต่ขอให้ดูที่ไส้ในมากกว่า ถัดมาให้ดูว่าแฟรนไชส์ที่เราจะไปลงทุนนั้นเขาประสบความสำเร็จหรือไม่ หากเขายังไม่สำเร็จก็ไม่แนะนำให้ไปลงทุน สุดท้ายคือให้พิจารณาดูว่าเขาช่วยสนับสนุนเราอย่างไรบ้าง มีความพร้อม หรือไม่ อย่างไร

           “ที่สำคัญอย่าตัดสินใจด้วยราคาหรือโปรโมชั่น อย่างเราไม่เคยมีโปรโมชั่นให้ และสมัยนี้ยิ่งน่ากลัวด้วยว่ายังมีธุรกิจแฝงเข้ามาคล้ายๆ กับแชร์ลูกโซ่ แต่การที่เราลงทุนอย่างเดียวโดยไม่เห็นสินค้า ไม่มีตัวตน คิดแต่จะได้ผลตอบแทนกลับมาสูงๆ นั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน ซึ่งผมเป็นห่วงเรื่องนี้มาก แต่บ้านเราก็ยังไม่มีกฎหมายเข้าไปควบคุม อย่างกฎหมายแฟรนไชส์ก็ไม่มี จึงทำให้มีอะไรแฝงเข้ามาได้ง่าย จึงอยากจะฝากเตือนไปด้วยว่า ขออย่าโลภที่จะเห็นแต่ตัวเลขผลตอบแทนอย่างเดียว” บุญประเสริฐ กล่าว