
นับถอยหลังน้ำแห้งอ่างประปาอีสาน-รพ.เหนือดิ้นสู้
นับถอยหลังน้ำแห้งอ่างประปาอีสาน-รพ.เหนือดิ้นสู้
ตามข้อมูลล่าสุด ของกรมชลประทานระบุเอาไว้ว่า “น้ำใช้การได้” ในอ่างกักเก็บ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จะหมดลงในวันที่ 2 เมษายนที่จะถึงนี้
ถือเป็นเขื่อนแรกของประเทศ ที่จะเริ่มต้นทดสอบการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์วิกฤติแบบสุดๆอย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นอกจากเขื่อนอุบลรัตน์แล้ว จะมีอีก 9 อ่างเก็บน้ำที่น้ำในอ่างจะทยอยหมดแล้ว ได้แก่ เขื่อนแม่งัด จ.เชียงใหม่ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธิ์ เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ และอันดับ 10 เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา
สภาพที่เกิดขึ้นกับเขื่นอุบลรัตน์ ส่งผลให้ขอนแก่นกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ เพราะไม่สามารถส่งน้ำสนับสนุนการผลิตประปาได้
รายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม มีปริมาณน้ำ 614.21 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 25.26% ของความจุอ่าง โดยเป็นน้ำที่ใช้การได้เพียง 32.54 ล้านลูกบาศก์เมตร
ไม่เพียงแต่ปริมาณน้ำผลิตประปาจะลดน้อยลงเข้าขั้นวิกฤติสำหรับการผลิตประปา การเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ถมทับเข้ามาโดยเฉพาะในเขต อ.เมือง ปัจจุบันยังมีผู้เลี้ยงปลา 29 ราย รวม 879 กระชัง สำนักงานประมงจังหวัดขอนแก่นได้ส่งข่าวแจ้งเตือนมาเป็นระยะและขอความร่วมมือให้เกษตรกรหยุดเลี้ยงในช่วงนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนไม่เพียงพอที่จะมาสนับสนุนด้านการเกษตร และต้องสำรองไว้เพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น
มาตรการขั้นเด็ดขาดที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ จ.ขอนแก่น นำมาใช้หลังการประชุมเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องก็คือ ให้ผู้เลี้ยงปลากระชังหยุดเลี้ยง และให้รื้อถอนกระชังออกจากลำน้ำพอง ภายในวันที่ 20 เมษายน ที่จะถึงนี้
“มลพิษมลภาวะบางส่วนเกิดจากการเลี้ยงปลาในกระชัง เช่น มูลของปลารวมทั้งอาหารปลาที่ลอยอยู่ในน้ำ ทำให้ค่าออกซิเจนต่ำลง คุณภาพน้ำต่ำลง เมื่อนำน้ำไปใช้ในการผลิตประปาก็ไม่ได้คุณภาพ ปัญหานี้เป็นปัญหาแรกที่เราจะต้องแก้ไข” กำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นตอกย้ำความจำเป็น
ผู้ว่าฯ ขอนแก่นชี้ว่า ถ้าหากไม่มีดำเนินมาตรการท้ายที่สุดก็ต้องนำน้ำทีเหลืออยู่น้อยมาเจือจาง ทั้งที่เป็นน้ำก้อนสุดท้าย ซึ่งถ้าหากผู้ประกอบการยังเพิกเฉยก็จะใช้มาตรการทางกฎหมายต่อไป ซึ่งกรมประมงและกรมเจ้าท่าได้หารือกันแล้ว ขณะเดียวกันก็ให้อุตสาหกรรมจังหวัดเข้มงวดกวดขันไม่ให้โรงงานทิ้งน้ำเสียออกมา
ว่าที่ ร.ต.นวรัตน์ จิตร์ภิรมย์ศรี ประมงจังหวัดขอนแก่น ยืนยันว่า ได้ขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงปลากระชังมาตลอด เมื่อถึงเวลาต้องหยุดจริงก็ต้องทำตามมาตรการ กระนั้นคณะกรรมการบริหารจัดการก็จะช่วยจัดหาตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไปพร้อมกันด้วย
สำหรับ จ.นครราชสีมา ซึ่งอาศัยน้ำจากเขื่อนลำแชะเพื่อผลิตประปา แม้ในขณะนี้ปริมาณน้ำในเขตจะยังไม่ติด 1 ใน 10 อันดับเขื่อนแห้งน้ำ หากแต่การผลิตประปาที่นี่ก็มีปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเขต อ.เมือง มีหน่วยงานที่จ่ายน้ำให้ประชาชนอยู่ 2 แห่ง คือ การประปาเทศบาลนครราชสีมา ดูแลในเขตเทศบาลนคร ใช้แหล่งน้ำดิบจากเขื่อนลำแชะ ผลิตน้ำประปาวันละ 35,000 ลูกบาศก์เมตร กับการประปาส่วนภูมิภาคนครราชสีมา ดูแลรอบเขตเมือง ใช้แหล่งน้ำดิบจากเขื่อนลำมูลบนทั้งสองเขื่อนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำลำมูลบน-ลำแชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เมื่อปริมาณน้ำในเขื่อนลำมูลบนลดลง ส่งผลให้การประปาส่วนภูมิภาคนครราชสีมา ขาดแคลนน้ำดิบในการผลิตประปา จึงได้ประสานมายังโครงการส่งน้ำลำมูลบน-ลำแชะขอสูบน้ำดิบจากเขื่อนลำแชะวันละ 3 หมื่นลูกบาศก์เมตร
การบริหารจัดการน้ำของโครงการส่งน้ำลำมูลบน-ลำแชะ อ.ครบุรี อยู่ในรูปคณะกรรมการจัดการชลประทาน หรือเจเอ็มซี มีกรรมการ 65 คน ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน อปท. เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ 3 อำเภอ คือ อ.ครบุรี อ.โชคชัย และ อ.ปักธงชัย เกษตรกร และชลประทาน โดยมีนายอำเภอครบุรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีมติเมื่อวันที่ 14 มีนาคม เห็นชอบจ่ายน้ำวันละ 3 หมื่นลูกบาศก์เมตร ให้การประปาส่วนภูมิภาคนครราชสีมา
สำหรับปริมาณในเขื่อนลำแชะ ที่สำรองไว้สำหรับการทำประปา กลับสร้างความกังวลให้แก่เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ว่าจะไม่มีน้ำทำการเกษตรในสภาพความแห้งแล้งของพื้นที่ กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เช้า เย้ยกระโทก ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ โซน 1 อ.ครบุรี กล่าวว่า ปีนี้ปริมาณน้ำที่ลดลง ประกอบกับทางชลประทานไม่มีน้ำทำการเกษตร ทำให้เกษตรกรหลายคนปรับตัวจากทำนาไปปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ที่ใช้น้ำน้อย แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะได้ผลผลิตหรือไม่
อีกหนึ่งมาตรการในการจัดการน้ำของกลุ่มเกษตรกร เช้า บอกว่า มีอาสาสมัครสำรวจเส้นทางแหล่งน้ำ จุดระบายน้ำ พร้อมเสนอแผนระยะยาวให้การประปาทั้งสองแห่งได้ทำแผนจัดหาแหล่งน้ำดิบไว้ผลิตน้ำประปา เพื่อประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบหากเกิดภัยแล้งอีก
ส่วนทางภาคเหนือที่ จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลสันป่าตองและบ้านธิกำลังประสบภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำที่จะนำมาใช้ทำประปา เมื่อแม่น้ำสายสำคัญได้แห้งลงแล้ว ซ้ำร้ายน้ำบาดาลยังแห้งลงตามไปด้วย
นพ.วิรัช กลิ่นบัวแย้ม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันป่าตอง บอกว่า เดิมโรงพยาบาลสันป่าตองใช้ประปาจากน้ำบาดาลทั้งอุปโภคบริโภค และให้บริการผู้ป่วย ที่เข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 คน ขณะนี้ได้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากน้ำใต้ดินแห้งลง อันเป็นผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้งต่อเนื่องกว่า 2 ปีแล้ว
“โรงพยาบาลมีความต้องการใช้น้ำวันละกว่า 2 แสนลิตร โดยเฉพาะความจำเป็นในการส่งน้ำเพื่อใช้ในการฟอกไตผู้ป่วย รวมทั้งการซักล้างชุดผู้ป่วยและเครื่องมือแพทย์ ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก ที่ผ่านมาพยายามหาน้ำจากหลายแหล่งและหลายวิธีแต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่โรงพยาบาลจะต้องมีแหล่งน้ำถาวรก่อนที่จะสายเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นถ้าวิกฤติกว่านี้จะกระทบต่อผู้ป่วยที่มาฟอกไตวันละ 114 คน”
ปัจจุบัน โรงพยาบาลสันป่าตอง มีแหล่งน้ำ 3 แห่ง คือ น้ำบาดาลจากธรรมชาติ แต่มีปัจจัยเสี่ยงและอุปสรรคค่อนข้างมาก แต่ก็จะขุดอีกครั้งซึ่งจะเสร็จในเดือนเมษายนนี้
แหล่งที่ 2 เป็นความหวังสูงสุดคือน้ำประปาผิวดินจากแหล่งน้ำหนองเสลียม ภายในพื้นที่ ต.ยุหว่า ห่างจากโรงพยาบาลเพียง 3 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ด้วย และสุดท้ายคือ การเดินระบบน้ำประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคมายังโรงพยาบาล ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุขและความร่วมมือจากการประปาส่วนภูมิภาค คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่งน้ำประปามีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด จึงจะเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นที่สุดเท่านั้น
สำหรับเขื่อนแม่กวง ที่มีน้ำเหลือใช้อยู่ในอ่างถึงวันที่ 25 มิถุนายน เป็นแหล่งน้ำหลักสำหรับโรงพยาบาลบ้านธิ จ.ลำพูน ก็กำลังเกิดปัญหาขึ้นเช่นกัน แม่น้ำกวง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของชุมชนแห้งขอดลงแล้ว บางจุดกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้า ในอดีตโรงพยาบาลบ้านธิ เคยประสบวิกฤติขาดน้ำมาแล้วเมื่อปี 2551 ส่งผลให้ผู้ป่วยและบุคลากร เดือดร้อนกันถ้วนหน้า
พญ.สมสกุล เกียรติอนันต์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านธิ เปิดเผยว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา น้ำจากบ่อบาดาลที่สูบมาใช้ปนเปื้อนทรายละเอียดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากน้ำในชั้นใต้ดินลดลงจากความแห้งแล้ง และสภาพชั้นดินในพื้นที่มีตะกอนทราย ทำให้บ่อบาดาลที่ขุดเจาะมักมีอายุการใช้งานน้อย โดยปัจจุบันมีบ่อบาดาลที่ใช้งานได้จริงเพียง 3 บ่อเท่านั้น ขณะนี้ อบจ.ลำพูน อนุมัติขุดบ่อแห่งใหม่แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ได้ปริมาณน้ำแค่เพียงพอต่อความต้องการที่ประมาณ 42,000 ลิตรต่อวันพอดี ไม่อาจเหลือเก็บไว้ใช้สำรอง ทางโรงพยาบาลบ้านธิ จึงอาจจะต้องหาแผนสำรอง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อน้ำ หรือขอความช่วยเหลือจาก อบต. หรือเทศบาลใกล้เคียงในการขนรถบรรทุกน้ำมาใช้ในยามจำเป็น



