
ผู้การฯอยุธยาเล็งเพิ่มข้อหาเสี่ยซิ่งเบนซ์ชน
ผู้การฯอยุธยาเล็งเพิ่มข้อหาเสี่ยซิ่งเบนซ์ชนนิสิตป.โทดับ พร้อมสอบปากคำพยานก่อนสรุป ด้านรองผู้การแจงสื่อหยิบขั้นตอนสืบสวน พงศพัศไปเยี่ยมครอบครัวเหยื่อที่จันทบุรี
20มี.ค. 2559 พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผย ความหน้าการประชุมคดีของนายเจนภพ วีรพร ผู้ก่อเหตุขับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ ชนรถฟอร์ด ของ 2 นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่า การประชุมในวันนี้มีการพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม โดยหลักคือ ข้อหา ขับรถในขณะหย่อนความสามารถที่จะขับรถ โทษจำคุก ไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2000 ถึง หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจะต้องสอบปากคำพยาน ทางการแพทย์-พยาบาล รวมถึง ตำรวจ เพื่อนำมาพิจารณา ว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มได้หรือไม่ หากการสอบปากคำได้ข้อมูล พยานหลักฐานเพียงพอ ก็ อาจจะสามารถแจ้งข้อหาเพิ่มเติมได้ภายในช่วงเย็นวันนี้
“ส่วนผู้ต้องหา จะยอมรับข้อกล่าวหาหรือไม่ก็เป็นสิทธิ ที่จะต่อสู้ หาพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหา ตามขั้นตอนทางกฎหมาย” พล.ต.ต.สุทธิ ระบุ
ด้านพ.ต.อ.ภูวดิษ ชนะคชภัทร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (รองผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา) ได้แจ้งผ่านไลน์ของตำรวจแจ้งถึงสื่อมวลชนว่า ตามที่ตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงได้รับคำสั่งจากผู้บังคัญชาให้ ผบก. เป็นผู้ให้ข่าวซึ่งตนได้รายงานให้กับผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว ถ้าประสงค์จะลงข่าว ให้สอบถามและผ่านผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฯ
ในส่วนของชุดสอบสวนข้อเท็จจริงนั้น เมื่อวันที่ 18 มีคที่ผ่านมาได้มีการนัดประชุมคณะกรรมการ เพื่อวางแผนในการทำงาน และวันรุ่งขึ้นได้รวบรวมระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะทำการสอบปากคำพนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา พยาบาล และเวรเปล โดยในวันที่ 21 มี.ค.นี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่สามารถติดต่อได้
ขณะเดียวกันทางด้าน พ.ต.อ.ภูวดิษ ยังได้เขียนข้อความในไลน์กลุ่มสื่อมวลชนเป็นข้อความยาว ยอมรับว่าผู้กำกับการสภ.พระอินทร์ราชาไม่มีความแม่นยำด้านการสอบสวนทำให้สังคมมองตำรวจในแง่ไม่ดี ด้วย
ทั้งนี้พ.ต.ต.ภูวดิษ ชนะคชภัทร รองผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา ประธานการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้เขียนผ่านไลน์กลุ่มผู้สื่อข่าวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อคืนวันที่ 19 มี.ค. 59ว่า จากกรณีเสี่ยรถเบนซ์ขับชนท้ายรถฟอร์ดจนไฟไหม้รถมีคนตาย 2 ศพ จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่ว เป็นเหตุให้ความซวยมาตกที่พนักงานสอบสวน เหตุเพราะมีคนไม่เข้าใจบริบทในขั้นตอนการสอบสวนอย่างแท้จริง ตั้งแต่คนให้สัมภาษณ์จนถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง.... ปัญหาส่วนหนึ่งมีสาเหตุเกิดจากผลพวงของยุบพนักงานสอบสวน....เอาผู้ทรงคุณวุฒิ...ที่มีความรู้ความสามารถ ไปนั่งเป็นผู้กำกับคอนโดฯ โดยไม่เกิดประโยชน์ อาจารย์ใหญ่ให้ไว้เมื่อ 18 มีนาคม 2559ดังนี้
พ.ต.อ.ภูวดิษ ยังได้เขียนผ่านไลน์ชี้แจงสื่อมวลชนด้วย ว่า ได้ดูคลิปการสัมภาษณ์ระหว่างผู้สื่อข่าวโทรทัศน์กับผู้กำกับการสภ.พระอินทร์ราชา ผมนั่งฟังอย่างละเอียด จับประเด็นการโต้ตอบ ระหว่างนักข่าว กับผู้กำกับ ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ไม่เข้าใจการสอบสวนคดีจราจรทางบก ไม่เข้าใจหลักการในการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำผิด ไม่เข้าใจหลักการรวบรวมพยานหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุ ประจักษ์พยาน
โดยสรุปแล้ว **คงผ่านงานสอบสวนมาน้อยมาก** ข้อมูลที่ตอบนักข่าว จึงไม่ชัดเจนและขาดหลัก กฎหมาย สรุปไม่มั่นใจในเรื่องของกฎหมายจราจรทางบก และกฎหมายเกี่ยวกับพยานหลักฐานดูเหมือนว่าตอนนี้ สังคมโจมตี พนักงานสอบสวนอย่างมาก... ทั้งนี้เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ เรื่องของคดีจราจรทางบก ไม่เข้าใจหลักการ ในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้เพียงพอ ก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหา ผู้กระทำความผิด คงเอาเรื่อง ข้อเท็จจริง ที่ปรากฏมาตัดสินว่า การทำงานของพนักงานสอบสวนล่าช้า
และโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการตรวจเลือด เพื่อหาปริมาณแอลกอฮอล์ ในกระแสเลือด ยิ่งเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะในขณะที่อยู่ที่โรงพยาบาล ผู้ขับขี่อยู่ในฐานะผู้ป่วยของแพทย์ อยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยจรรยาบรรณของแพทย์แล้ว เขาจะไม่เจาะเลือดผู้ป่วย เพื่อเอาไปตรวจ โดยที่ผู้ป่วยไม่ยินยอม ไม่ว่าจะเอาไปตรวจ หาสารใดๆก็ตาม แม้กระทั่งในการแพทย์ เขาก็ไม่สามารถละเมิดสิทธิ์ ของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้เพราะในขณะนั้น ผู้ขับขี่ ยังไม่ได้อยู่ในฐานะ เป็นผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน จนกว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การดำเนินการใดๆ ก็ต้องเข้าใจหลักการ ในทางการแพทย์ด้วย
แม้กระทั่งการสอบสวนผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หากแพทย์ไม่อนุญาตให้สอบสวนปากคำได้ พนักงานสอบสวน ก็ไม่สามารถ จะเข้าไปสอบปากคำผู้ป่วยได้...ต้องเข้าใจหลักจรรยาบรรณของแพทย์ ซึ่งเขาจะต้อง ดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างดี และให้ผู้ป่วย มีสติสัมปชัญญะเพียงพอในการที่จัดลำดับเหตุการณ์ จดจำเหตุการณ์และให้การได้ดี
ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้ การวินิจฉัยของแพทย์ พนักงานสอบสวนต้องฟัง และได้รับอนุญาต จากแพทย์ก่อนผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดี และถูกศาลลงโทษได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำให้การรับสารภาพ หรือปฏิเสธ ของผู้ต้องหา ส่วนใหญ่แล้วสังคมเข้าใจว่า ต้องรีบสอบสวนผู้ต้องหา เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาโดยต้องการให้สอบสวนผู้ต้องหาอย่างรวดเร็ว เพราะเข้าใจว่า การสอบสวนผู้ต้องหาอย่างรวดเร็ว...สามารถทำให้ผู้ต้องหาติดคุกได้ คงเป็นความเข้าใจผิด และคลาดเคลื่อนอย่างมาก
หากแต่การดำเนินคดี กับผู้ต้องหา จะทำให้ ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้ อยู่ที่พยานหลักฐาน จะต้องมีความชัดเจน แน่นหนา สามารถยืนยัน ว่าผู้ต้องหา เป็นผู้กระทำความผิดได้ พนักงานสอบสวน จะต้องมุ่งประเด็นไปที่ การรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานประจักษ์ พยานวัตถุ พยานเอกสาร บริเวณ สถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดสำคัญ ของประจักษ์พยาน ในจุดดังกล่าวนี้ เพื่อแสวงหาพยานหลักฐาน ให้มากที่สุด เพื่อจะบ่งชี้ว่า ผู้ต้องหากระทำความผิด ....นี่คือหลักการสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาส่วนคำให้การผู้ต้องหา เขาสามารถจะให้การอย่างไรก็ได้รับสารภาพก็ได้ปฏิเสธก็ได้นั่นคือสิทธิของผู้ต้องหา เราไม่ต้องไปกังวลในประเด็นคำให้การของผู้ต้องหามาก..... แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ ความบริสุทธิ์หรือการกระทำผิดของผู้ต้องหา คือ “พยานหลักฐาน” แต่สังคมโดยทั่วไป เข้าใจว่า คำให้การของผู้ต้องหา คือสิ่งที่วิเศษที่สุด ในการดำเนินคดี ต้องสอบปากคำให้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด อย่างมาก
หากพนักงานสอบสวน ไม่รีบรวบรวมพยานหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุ ให้มากที่สุด พยานหลักฐานจะถูกทำลาย เสื่อมสภาพ ไปตามสถานการณ์ต่างๆ ยิ่งสถานที่เกิดเหตุ อยู่บนถนนด้วยแล้ว ย่อมสูญหาย เสียหายไปอย่างรวดเร็ว การที่พนักงานสอบสวน มุ่งประเด็นไปที่การรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนมั่นคง จึงเป็นการทำงานของพนักงานสอบสวน ที่ถูกต้องตามหลักการสอบสวนแล้ว และน่ายกย่องชมเชยเสียด้วยซ้ำ
ส่วนคำให้การของผู้ต้องหา...จะสอบสวนเมื่อ เขาอยู่ในภาวะที่ มีสติมั่นคงแล้ว เพราะพนักงานสอบสวน จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ให้เขารับทราบก่อน ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเขา และเกิดขึ้นอย่างไร?เกิดขึ้นที่ใด?หากผู้ต้องหายังไม่สามารถมีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์ที่จะรับทราบข้อเท็จจริงได้ พนักงานสอบสวนก็ยังไม่สามารถที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ และการแจ้งข้อกล่าวหา โดยปราศจากข้อเท็จจริง ก็จะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
โดยเฉพาะบริบท การเกิดเหตุ เป็นถนน ประจักษ์พยาน ใช้รถยนต์ในถนน ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก หากไม่รีบแสวงหาพยานหลักฐาน จากประจักษ์พยานโดยเร่งด่วน พยานเหล่านั้น ย่อมจะไปที่อื่น เพราะเป็นเพียงคนผ่านมาในเส้นทางเท่านั้น พนักงานสอบสวนจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบ รวบรวมพยานหลักฐาน ประจักษ์พยานให้มากที่สุด
เมื่อตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดแล้ว สอบสวนพยานประจักษ์ ตรวจสอบพยานวัตถุ ซึ่งเป็นกล้องหน้ารถยนต์ ของประจักษ์พยานแล้ว พยานหลักฐานดังกล่าว สามารถรับฟังได้ว่า ผู้ขับขี่รถเบนซ์ เป็นฝ่ายกระทำประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ในฐานะผู้กล่าวหา ในคดีจราจรทางบก เป็นผู้ให้ถ้อยคำ กล่าวหา กับผู้ขับขี่รถเบนซ์คันดังกล่าว*** นี่คือหลักการ ในการสอบสวนคดีจราจรทางบก**** พนักงานสอบสวน จะเป็นทั้งผู้กล่าวหาและในขณะเดียวกันก็เป็นทั้งพนักงานสอบสวนด้วย ****....การจะกล่าวหาผู้ใด โดยปราศจากพยานหลักฐาน จึงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง ต่อการถูกแจ้งความกลับ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้...***
การดูเพียบคลิปเหตุการณ์ ดูแล้วด่วนสรุปว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายกระทำผิด คงกระทำเช่นนั้นไม่ได้... เพราะหลักฐานต่างๆ จะต้องนำสู่สำนวนการสอบสวน อย่างเป็นระบบ(ไม่ใช่หลักฐานที่ลอยมาทางอากาศ) เพราะต้องใช้ในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาด้วย ....การสอบสวนพยานหลักฐาน ให้แน่นหนามั่นคง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการสอบสวนคดีอาญา ระยะเวลาในการสอบสวนรวบรวม พยานหลักฐานในคดีนี้.....ไม่ได้ล่าช้าเกินเหตุ...... หากแต่สถานการณ์การเกิดเหตุ มีคนถ่ายคลิปจากกล้องหน้ารถไว้ได้ จึงทำให้สังคมสนใจ และติดตามสถานการณ์ คดีที่เกิดขึ้น ในสังคมปัจจุบันนี้ สามารถตรวจสอบได้ ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ ของพนักงานสอบสวนได้ หากแต่ต้องเข้าใจ บริบทของการทำงานและให้เวลาการทำงานของพนักงานสอบสวนด้วย... อย่าได้ด่วนสรุปว่า....จะมีการกระทำในลักษณะที่ไม่ชอบ... คงไม่มีพนักงานสอบสวนคนใด กล้ากระทำในสิ่งดังกล่าวแน่นอน เพราะเข้าใจดีว่า สังคมสมัยนี้ การตรวจสอบ ข้อมูลต่างๆ สามารถทำได้รวดเร็ว
ส่วนประเด็นการตรวจเลือดนั้น เป็นเรื่องของความยินยอมของผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว หากไม่ยินยอมให้เจาะเลือด แพทย์ก็ไม่สามารถเจาะเลือดได้
ดังนั้นการตรวจหาปริมาณแอลกอฮอลล์ ในกระแสเลือด ก็เป็นการแสวงหาพยานชิ้นหนึ่งเท่านั้น พยานดังกล่าวคือ ปริมาณแอลกอฮอลล์ในกระแสเลือด เพื่อจะเอามาบ่งชี้ว่า ผู้ขับขี่รถเบนซ์เมาสุราขณะขับรถแต่การแสวงหาพยานชิ้นนี้ เป็นการแสวงหาพยาน จากตัวผู้กระทำผิด จึงไม่ได้รับความร่วมมือ จากผู้กระทำผิด ซึ่งก็สรุปได้ว่า เท่ากับการปฏิเสธว่า ตนเองไม่ได้ขับรถในขณะเมาสุราเท่านั้น คงไม่มีผลถึงกลับทำให้รูปคดี ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเสียหาย เพราะพยานหลักฐานต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไปได้ แน่นหนาเพียงพอที่จะใช้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้
หลักการแสวงหาพยานหลักฐานจากตัวผู้กระทำผิดนี้.... ซึ่งแน่นอน ว่าย่อมจะถูกขัดขวางและไม่ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน....แต่ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากไปกว่า***ประจักษ์พยานขณะเกิดเหตุ ตรงนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด*** ที่จะสามารถฟังลงโทษผู้กระทำความผิดได้ ผมไม่อยากให้สังคม หลงประเด็น ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยเอาเพียง ปริมาณแอลกอฮอลล์ที่มีอยู่ในเลือด มาเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งในแนวคิดของผม เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยมากการไม่ได้ตรวจหาปริมาณแอลกอฮอลล์ในกระแสเลือด ก็คงไม่ทำให้ รูปคดีเปลี่ยนแปลง การมีปริมาณแอลกอฮอลล์ในกระแสเลือด ถ้าเกินปริมาณ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็สรุปผลว่า เมาสุราการสรุปว่าเมาสุรา มีผลอย่างไร?คงมีผลเพียงว่า ผู้ขับขี่รถเบนซ์หย่อนสมรรถนะในการขับขี่รถยนต์และอาจทำให้ ความระมัดระวังในการขับขี่ลดลงไปด้วย อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ มากกว่าคนปกติทั่วไป..***
คดีนี้ แม้จะขาดพยานบริบทแวดล้อม คือปริมาณแอลกอฮอลล์ในกระแสเลือดของผู้ขับขี่รถ ว่ามีปริมาณเกินกว่า50มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือไม่ หากเกินก็สันนิษฐานว่า “ขับรถในขณะเมาสุรา” คงรับฟังได้เท่านี้ แต่คงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปคดี ที่ตนเองขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้
ทั้งนี้เพราะมีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์และบันทึกภาพไว้ด้วยกล้องหน้ารถ ให้การเป็นพยานชั้นหนึ่งแล้ว สถานที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏร่องรอย การห้ามรถ ของผู้ขับขี่รถเบนซ์ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ไม่มีรอยห้ามล้อ สภาพการชน ที่รุนแรงอย่างมาก ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ บ่งบอกถึงการชนที่รุนแรง รถเบนซ์ ต้องขับมาด้วยความเร็วสูงมาก เกินกว่ากฎหมายกำหนด มีผู้เสียชีวิต ทันทีอยู่ในรถเก๋งford 2 คน แสดงถึงการชนที่รุนแรง และได้รับบาดเจ็บถึงแก่ความตายอย่างเฉียบพลันสถานที่เกิดเหตุไม่มีรอยห้ามล้อ แสดงถึงการขับรถในเขตชุมชน การจราจรพลุดพล่าน ไม่ใช้ความระมัดระวัง อย่างเพียงพอประกอบด้วยบริบท พฤติการณ์ของผู้ขับขี่รถเบนซ์ เมื่อพนักงานสอบสวน แจ้งความประสงค์ขอให้แพทย์ เจาะเลือดเพื่อตรวจสอบ ปริมาณแอลกอฮอลล์ในกระแสเลือด แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ขับขี่รถเบนซ์ อันแสดงให้เห็นพฤติการณ์ของการพยายาม บ่ายเบี่ยง อันเป็นการเจือสมกับพฤติการณ์ ในการกระทำผิดในประเด็นดังกล่าวข้างต้น
คดีนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมาย ผู้กระทำความผิด ปรากฏตัวชัดเจน ไม่ได้หลบหนี หากการแจ้งข้อหา มีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้แล้วการเร่งรัด เร่งรีบ ในการแจ้งข้อกล่าวหา กับผู้กระทำความผิด อาจเป็นประเด็นให้ผู้กระทำผิดยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ว่า เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหา ในขณะยังอยู่ในอาการ เจ็บป่วย ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถ ต่อสู้คดีได้ ตรงนี้เป็นเรื่อง สำคัญเช่นเดียวกัน****เพราะผู้ต้องหา ก็ไม่ธรรมดา พนักงานสอบสวนก็ต้องใช้ความรอบครอบ รัดกุมในการสอบสวนชั้นเดียวกันสรุปประเด็นที่เป็นเหตุและขยายประเด็นต่อไปมาจากการให้สัมภาษณ์ของผู้กำกับการไม่ชัดเจนในสถานที่เกิดเหตุ บริบทโดยทั่วไปไม่ชัดเจนในเรื่องของการแสวงหาพยานหลักฐาน อะไรคือพยานหลักฐานชั้นที่ 1 อะไรคือ พยานบริบทแวดล้อมไม่เข้าใจการสอบสวนคดีจราจรทางบก อย่างถ่องแท้และสามารถตอบได้ทุกประเด็นไม่มีใคร เขาให้สัมภาษณ์สดถ้าไม่แม่น ในข้อกฎหมาย การสัมภาษณ์สด ฆ่าตัวตาย ตกม้าตายมามากแล้ว ....เขาจึงย้ำนักย้ำหนา อย่าสัมภาษณ์สด ถ้าไม่แม่นกฎหมายทำให้พนักงานสอบสวน ซวยไปด้วยความคิดเห็นของผม ส่งต่อไปได้ให้มวลชน ได้รับรู้ สภาพที่แท้จริงบ้าง พนักงานสอบสวน ทำงานอย่างไรภายใต้ความกดดันอย่างไร
พงศพัศไปเยี่ยมครอบครัวเหยื่อรถเบนซ์ที่จันทบุรี
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 20 มีนาคม พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 21 มี.ค.นี้ ตนจะเป็นตัวแทนของ พล.ต.อ.จักร์ทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของนายกฤษณะ ถาวรหรือ น้องโต้ง อยู่ที่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 9 ต.เกวียนหักอ.ขลุง จ.จันทบุรี หลังจากที่ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปเมื่อ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยการเดินทางไปในครั้งนี้จะได้นำเรียนรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับแนวทางการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนในการดำเนินคดีกับนายเจนภพ ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบครัวของน้องโต้งได้เข้าใจและเชื่อมั่นในการทำงานของพนักงานสอบสวน และพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอต่างๆ มาประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้ว
นอกจากนี้ พล.ต.อ.พงศพัศ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการรวบรวมพยานหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานด้วยว่า ในขณะนี้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งจากที่เกิดเหตุ จากลักษณะของตัวรถ และพยานที่เป็นคลิปต่างๆ ไว้ทั้งหมดแล้ว และจะได้ประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตลอดจนตัวแทนของบริษัทรถยนต์ในวันจันทร์นี้ เพื่อร่วมกันพิจารณาให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับความเร็วของรถในขณะเกิดเหตุ รวมทั้งพฤติกรรมของผู้ขับขี่ และประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง จากนั้นจะส่งความเห็นทั้งหมดให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อนำไปประกอบสำนวนการสอบสวนและพิจารณามีความเห็นทางคดีต่อไป
“สำหรับการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหานั้น ได้รับทราบจาก พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับพันบุบผา หัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนว่า อยู่ระหว่างการประชุมสรุปพยานหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องจากการปฏิเสธการเจาะเลือดของผู้ต้องหา และพฤติการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับรถในระหว่างมึนเมา ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป” พล.ต.อ.พงศพัศ ระบุ



