
ข้าชื่อพล.ท.มินต์ ส่วยใครกล้าแตะ
ข้าชื่อพล.ท.มินต์ ส่วยใครกล้าแตะ : เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
“เพื่อเสถียรภาพ สันติภาพ ความปรองดองและการพัฒนา กองทัพก็พร้อมจะร่วมมือกับประธานาธิบดีคนใหม่ในทุกกรณีที่จะมีขึ้นในอนาคต” กองทัพบกแห่งแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีภายใต้การนำของนายพลอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารบก ได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อจะดับกระแสข่าวลือว่ากองทัพเตรียมการจะแข็งข้อไม่ยอมขึ้นอยู่กับรัฐบาลพลเรือนชุดแรกในรอบกว่า 50 ปี นำโดยว่าที่ประธานาธิบดีถิ่น จอ คนสนิทของนางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) หากตั้งแง่ไม่ยอมรับการเสนอชื่อ พล.ท.มินต์ ส่วย วัย 64 ปี ขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดี
เล่นเอาโฆษกพรรคเอ็นแอลดีต้องรีบแถลงว่า ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่กองทัพเสนอชื่อมาเป็นรองประธานาธิบดี เพราะเอ็นแอลดีมีนโยบายที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกคนที่พร้อมจะทำงานเพื่อประเทศชาติ “เราพร้อมจะลืมอดีตเพื่อจะช่วยกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า”
คงเป็นด้วยเหตุผลข้อนี้ รัฐสภาจึงได้ลงมติด้วยเสียง 213 เสียง จากทั้งหมด 652 เสียง รับรอง พล.ท.มินต์ ส่วย ให้เป็นรองประธานาธิบดีอันดับ 1 ท่ามกลางความคลางแคลงใจว่าอาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมหลายประการด้วยกัน จนทำให้หมดความสง่างามและไม่เป็นที่ยอมรับได้
ข้อครหาข้อแรกก็คือ การมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำของกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศสหรัฐแถลงยืนยันว่า เป็นความจริงเฉกเดียวกับนายทหารระดับสูงและนักธุรกิจอีกหลายสิบคนที่ยังคงมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำ เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำธุรกิจกับนักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ นับตั้งแต่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร หรืออีกนัยหนึ่งผู้ว่าราชการย่างกุ้ง การมีชื่อในบัญชีดำนี้มีผลทำให้ไม่สามารถทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันได้ กระนั้นทางการวอชิงตันไม่ให้ความเห็นใดๆ ว่าจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศหรือไม่ เพียงแต่ยอมรับว่าจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดด้วยความกังวลใจ
ข้อคลางแคลงใจข้อที่ 2 ก็คือ กรณีที่ลูกชายหรือสื่อบางกระแสระบุว่าเป็นลูกเขยของมินต์ ส่วย ถือ 2 สัญชาติ คือ สัญชาติพม่า และสัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและฝ่ายบริหารมีญาติสนิทเป็นคนต่างด้าว และเพราะบทบัญญัติข้อนี้เอง ทำให้นางซูจีไม่สามารถขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้
ต่อข้อสงสัยนี้ กองทัพก็มีคำตอบเสร็จสรรพไว้แล้วว่า ไม่วิตกกังวลแต่อย่างใดกรณีมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำของสหรัฐ เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งสหรัฐก็จะลบชื่อนี้ทิ้งเองเหมือนคราวลบชื่อของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และรัฐมนตรีหลายคนออกจากบัญชีดำหลังจากก้าวขึ้นมาบริหารประเทศเมื่อปี 2554 แล้ว ส่วนที่ว่ามีญาติสนิทถือสัญชาติออสเตรเลียนั้น ความเป็นจริงก็คือ ได้ถอนสัญชาติออสเตรเลียแล้ว ถือแต่สัญชาติพม่าเพียงสัญชาติเดียว
แม้กองทัพจะดึงดันอุ้ม พล.มินต์ ส่วย ต่อไป แต่ชาวพม่าส่วนใหญ่ก็ยังตั้งข้อรังเกียจในอีกหลายเรื่อง ตั้งแต่การมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งกว่าเป็นทส. หรือทหารคนสนิทของอดีตบุรุษเหล็กตัน ส่วยและครอบครัวหมายเลขหนึ่ง ชนิดที่ว่าพร้อมจะสนองความต้องการทุกอย่างโดยไม่บ่นแม้แต่คำเดียว จนกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำหลายชิ้น รวมไปถึงการสั่งสลายการชุมนุมประท้วงของพระสงฆ์และนักศึกษา ฯลฯ
อย่างไรก็ดี สารพัดความไม่พอใจของประชาชนหรือจะสู้เหตุผลเพียงประการเดียวของกองทัพ ที่ยืนกรานสนับสนุน พล.ท.มินต์ ส่วยได้ นั่นก็คือเป็นทหารอาชีพแท้ๆ ผู้รักในเกียรติ วินัยและซื่อสัตย์ภักดีต่อกองทัพและอดีตผู้นำอย่างตัน ฉ่วย อย่างชนิดยอมถวายหัวให้
พล.ท.มินต์ ส่วย ซึ่งมีเชื้อสายมอญเช่นเดียวกับว่าที่ประธานาธิบดีถิ่น จ่อ ถือเป็นเป็นเรื่องประหลาดยิ่งที่คนเชื้อสายมอญถึง 2 คน เข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ ได้ชื่อว่าเป็นทหารอาชีพแท้ๆ นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันวิชาการป้องกันประเทศของพม่ารุ่น 15 เมื่อปี 2514 เริ่มจากติดยศร้อยโท จากนั้นตำแหน่งก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อไปประจำการที่สำนักงานสงครามในกรุงย่างกุ้งเพื่อทำงานแทน
อดีตนายพลจัตวาเต็ง เส่ง ซึ่งต่อมาเป็นประธานาธิบดีที่กำลังจะถอดหัวโขนในปลายเดือนนี้ ตามด้วยการได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการเขตสามเหลี่ยมทองคำ หรือพื้นที่ชายแดนพม่า-ไทยและลาว ในปลายทศวรรษ 2533 ก็ขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารในสำนักงานสงคราม อันเป็นตำแหน่งที่ทรงอำนาจและขึ้นตรงต่อนายพลอาวุโสตัน ฉ่วย และนายพลหม่อง เอ บุรุษหมายเลข 2 ของกองทัพในช่วงนั้น
เริ่มติดยศเป็นพลจัตวาและผู้บัญชาการกองพลทหารราบเบาที่ 11 ในปี 2540 แล้วได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการประจำกองบัญชาการภาคตะวันออกเฉียงใต้และสมาชิกสภาสันติภาพและพัฒนาแห่งรัฐ (เอสพีดีซี) ในปี 2544 ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้บัญชาการกองบัญชาการย่างกุ้ง ซึ่งปกติแล้วจะเป็นตำแหน่งที่ผู้นำจะกันไว้สำหรับทหารอาวุโสที่สนิทสนมและไว้วางใจได้เท่านั้นพร้อมๆ กับได้ติดยศพลตรี นอกจากนี้ยังสวมหัวโขนเป็นประธานเอสพีดีซีประจำย่างกุ้ง เป็นผู้บัญชาการทหารฝ่ายกิจการความมั่นคงหลังนายพลขิ่น ยุ้นต์ ถูกปลดจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2547 อีก 2 ปีต่อมา ก็ได้รับความวางใจจากนายพลตัน ฉ่วย และนายพลหม่อง เอ ให้ไปคุมสำนักงานกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ 5 อันเป็นหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงในย่างกุ้ง
มินต์ ส่วย นับเป็นนายทหารเชื้อสายมอญคนแรกที่ได้เลื่อนยศเป็นพลโทในปี 2548 แล้วเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้ากรมพลาธิการ ท่ามกลางข่าวลือในช่วงนั้นว่า จะขึ้นมาคั่วตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและบุรุษหมายเลข 2 ในคณะนายทหารผู้ปกครองประเทศแทนนายพลหม่อง เอ ที่จะพ้นวาระในปี 2552
พล.ท.มินต์ ส่วย เคยให้สัมภาษณ์เว็บไซต์อิระวดีว่า การที่ตัวเองได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นเพราะเป็นทหารที่มีวินัยเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและภักดีต่อกองทัพ แต่เบื้องลึกกว่านั้นก็คือ เป็นนายพลสายเหยี่ยวที่แสนเฉียบขาดและได้สร้างผลงานชิ้นโบดำอย่างน้อย 3 ชิ้น ที่จดจารึกในประวัติศาสตร์ตลอดไป
ผลงานแรกก็คือ การกล้าเข้าไปจับกุมลูกเขยและหลานชาย 3 คนของอดีตบุรุษเหล็กเนวินเมื่อปี 2545 หลังมีการเปิดโปงว่าคณะนายทหารใหญ่กลุ่มหนึ่งวางแผนจะปฏิวัติยึดอำนาจการปกครอง ผลงานชิ้นโบดำชิ้นที่ 2 ก็คือ เป็นคนจับกุมนายกรัฐมนตรีขิ่น ยุ้นต์ ที่สนามบินหลังถูกปลดจากตำแหน่ง และยังตามจับคนสนิทอีกหลายคนในหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเมื่อปี 2547 แล้วได้รางวัลตอบแทนด้วยการเข้ามาคุมสำนักข่าวกรองกลางแห่งชาติแทนขิ่น ยุ้นต์
ต้นปี 2549 มินต์ ส่วย ได้เริ่มรณรงค์กวาดล้างประชาชนที่แอบให้ข่าวแก่ชาวต่างชาติ โดยพุ่งเป้าไปที่นักธุรกิจ ข้าราชการ และนักข่าวท้องถิ่น ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่ค่อยดีนัก ถึงขนาดเคยเตือนสื่อเรื่องการใช้ภาษาที่ยั่วยุและสร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะกรณีของโรฮิงญา จนอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ หนำซ้ำยังขู่นักข่าวว่า หากไม่เชื่อฟังก็อาจต้องโทษจำคุก 9 ปี
ผลงานโบดำชิ้นที่ 3 ก็คือ สั่งการให้ทหารสลายการการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของเหล่าพระสงฆ์เมื่อปี 2550 หรือเรียกสั้นๆ ว่า “การปฏิวัติผ้าเหลือง” ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน ในจำนวนนี้มีพระสงฆ์รวมอยู่ด้วย และเพื่อจะสร้างภาพลักษณ์และความปรองดองขึ้นมาใหม่ มินต์ ส่วย จึงถวายเงิน 8,000 ดอลลาร์ พร้อมทั้งข้าว น้ำมันพืช ยาสีฟันและยาแด่วัดต่างๆ ทางตอนเหนือของย่างกุ้ง ในนามของครอบครัวทหาร
แม้จะสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นคนยึดมั่นในศาสนา แต่มินต์ ส่วย กลับสั่งการให้ใช้มาตรการเด็ดขาดและรุนแรงจัดการกับนักเคลื่นไหวก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2553 ซึ่งหลังการเลือกตั้งครั้งนั้น ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้ตกรางวัลด้วยการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร หรือเรียกสั้นๆ ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดย่างกุ้ง จากเดิมที่มีข่าวลือว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก อีกทั้งเตรียมการเสนอชื่อเขาเป็นรองประธานาธิบดี แทนทิน อ่อง วินต์ อู ที่ลาออกเนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่เนื่องจากลูกชายคนหนึ่งหรือที่บางสื่อกล่าวว่าเป็นลูกเขย ถือ 2 สัญชาติ คือ พม่าและออสเตรเลีย ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงทำให้ชวดตำแหน่งนี้ไป
อีกผลงานหนึ่งที่ทำให้ชื่อของมินต์ ส่วย ฉาวไปทั่ว ก็คือ ความล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากไซโคลนนาร์กีส ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 2 หมื่นคน แถมยังทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยการติดชื่อนายทหารระดับสูงไว้บนถุงยังชีพที่นำไปแจกให้ผู้เดือดร้อน ทำให้การช่วยเหลือกลายเป็นเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ ที่น่าขันก็คือ บนถุงยังชีพถุงหนึ่งมีชื่อตัวโตของมินต์ ส่วย ติดอยู่เหนือฉลากเล็กๆ ที่มีข้อความว่า "ความช่วยเหลือจากราชอาณาจักรไทย”
เมื่อปีที่แล้ว มินต์ ส่วย ยังสั่งการให้อาสาสมัครพลเรือนสลายการประท้วงของนักศึกษาที่ย่างกุ้ง มีการทำร้ายนักศึกษาก่อนจะลากตัวไปขังคุกหลายสิบคนจนถึงขณะนี้ โดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยตัวง่ายๆ
นักธุรกิจหลายคนชมว่า ปกติแล้วอดีตพลโทนอกราชการมินต์ ส่วย เป็นคนไม่ถือเนื้อถือตัวและรู้ดีว่าเป็นคนค่อนข้างมือสะอาด หรืออีกนัยหนึ่งสกปรกน้อยกว่านายทหารคนอื่น แต่ประวัติเรื่องการเป็นนายทหารสายเหยี่ยวผู้ใช้กำลังจัดการกับกลุ่มผู้มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลหรือกองทัพ ก็กลายเป็นตราบาปติดตัวตลอดไป ขณะที่กองทัพกลับมองว่าเป็นจุดแข็ง โดยเฉพาะเมื่อมองว่าเป็นนายทหารผู้มากประสบการณ์และมีผลงานที่ชี้ชัดว่า พร้อมถวายชีวิตให้กองทัพ



