ข่าว

สุดเศร้า!พระราชทานเพลิงศพเหยื่อเบนซ์

สุดเศร้า!พระราชทานเพลิงศพเหยื่อเบนซ์

19 มี.ค. 2559

สุดเศร้า!พระราชทานเพลิงศพเหยื่อเบนซ์ ประยุทธ์ส่งผู้แทนมอบเงินช่วยเหลือ นักวิชาการเตือนคุมตัวผู้ต้องหาที่ป่วยหนักฝากขังอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน

              เมื่อเวลา15.00น.และเวลา16.00น. วันที่ 19 มีนาคม 2559 มีพิธีพระราชทานเพลิงศพนิสิตปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) 2 คน ที่เสียชีวิตจากคดีนายเจนภพ วีรพร ผู้บริหารเครือบริษัทเลนโซ่ ขับรถเบนซ์ สีดำ ทะเบียน ษง3333 พุ่งชนรถเก๋งฟอร์ด เฟียสต้า จนเกิดไฟลุกไหม้คลอก โดยศพ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย มีขึ้นที่วัดทวีการะนันท์ ซอยเทพกุญชร 22 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุธานี ส่วนศพนายกฤษณะ ถาวร นิสิตที่เสียชีวิตอีกคน จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพเย็นวันเดียวกันที่วัดบ้านเกิดใน จ.จันทบุรี ในการนี้พ.อ.นิมิต สุวรรณรัตน์ ผู้ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์อาชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งในการจัดพิธีศพ โดยได้มีผู้ร่วมเป็นจำนวนมากท่ามกลางบรรยากาศสุดเศร้า

สุดเศร้า!พระราชทานเพลิงศพเหยื่อเบนซ์

พร้อมกันนี้นายเจษฎา วีรพร บิดาของนายเจนภพได้เดินทางไปร่วมพิธีและพูดคุยกับครอบครัวของน.ส.ธันฐภัทร์ด้วย

สุดเศร้า!พระราชทานเพลิงศพเหยื่อเบนซ์

              อย่างไรก็ตาม สำหรับ อัฐิของนางสาวธันฐภัทร์ ในเบื้องต้น ทางญาติจะทำการเก็บอัฐิในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ โดยอัฐิจะแยกเป็นหลายส่วน เนื่องจากมีสถานปฎิบัติธรรมหลายแห่งต้องการนำไปเก็บไว้ อีกส่วนจะนำไปลอยอังคารที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี รวมถึงจะนำไปลอยอังคารที่แม่น้ำคงคา ประเทศอินเดีย ตามความต้องการของผู้เสียชีวิตด้วย

สุดเศร้า!พระราชทานเพลิงศพเหยื่อเบนซ์

มส.แนะรณรงค์ความปลอดภัยท้องถนนทั่วประเทศ

 
              อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา19.00น.วันที่18มี.ค.ที่วัดทวีการะอนันต์ สถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพของน.ส.ธันฐภัทร์ มีการแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมจร ความตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวธันฐภัทร์ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะประเทศไทยมีความปลอดภัยน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลกแต่จะทำอย่างไรให้การสูญเสียครั่งนี้กระตุ้นเตือนกับผู้ที่รับผิดชอบด้านการจราจรได้มีมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนนให้มีมากยิ่งขึ้นควรจะมีการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญโดยให้กระจายไปทั่วประเทศซึ่งจะทำให้การสูญนางสาวธันฐภัทร์ซึ่งเป็นคนดีครั้งนี้ไม่สูญเปล่า หากเปรียบเทียบกับเครื่องบินตกแล้วจะมีมาตรการตรวจสอบอย่างชัดเจนผิดกับการเจราจรบนท้องถนน
 
              ทั้งนี้พระพรหมบัณฑิต แสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง " สุคติกถา "สุคติกถา........ว่าด้วยการไปสู่สุคติ สู่สวรรค์ สรุปความว่า...น้องเบนซ์ "จากไปอย่างไม่วันกลับ หลับอย่างไม่มีวันตื่น" ของน้องเบนซ์ วันนี้ญาติสนิทมิตรสหายบุคคลอันเป็นที่รัก พร้อมใจกันแสดงน้ำใจทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์เป็นจำนวนมาก มาเพื่อแสดงน้ำใจให้ปรากฎในยามสูญเสียอย่างกระทันหันของครอบครัวฮ้อแสงชัย โดยท่านที่มาในค่ำคืนนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.มาเพื่อแสดงน้ำใจ 2.มาเพื่อให้ได้ธรรมะ 3.มาเพื่อทักษิณานุประทาน ซึ่งเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์
 
              มาเพื่อเเสดงน้ำใจนั้น ในฐานะเพื่อน ในฐานะญาติ ในฐานะครอบครัวสันติศึกษา เป็นหลักสูตรระดับปริญญาโท-เอก ของมหาจุฬา และที่สำคัญมาแสดงออกแห่งการสูญเสียครั้งสำคัญของครอบครัว สูญเสียแบบยังไม่ทันตั้งตัวเพราะเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน นำมาซึ่งความเศร้าโศก ความเศร้าโศกลดได้บ้างเพราะน้ำใจของพวกเราที่มาร่วมงาน อันแสดงถึงความเป็นกัลยาณมิตร ผู้ปรารถนาดีต่อกัน ในยามมีความสุขกัลยาณมิตรเพิ่มความสุขเป็นหลายเท่า แต่ในยามเศร้านั้น กัลยาณมิตรลดความเศร้าให้น้อยลง โดยเฉพาะคนที่ยังอยู่ เป็นการแบ่งเบาความเศร้า
 
              มาแล้วยังได้ธรรมะไปด้วย โดยเฉพาะความไม่เที่ยงของชีวิต ความไม่ประมาทในการดำรงชีวิต และคติธรรมที่เราพึงจะได้จากน้องเบนซ์ โดยเฉพาะความไม่เที่ยงของชีวิต เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า ท่านเรียกว่า "ความลับของแต่ละชีวิต" ที่เจ้าของชีวิตไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้า มีอยู่ 5 ประการ แม้แต่น้องเบนซ์ก็ไม่ทราบ ชีวิตของคนเราไม่มีนิมิตบอกล่วงหน้า 5 ประการ
 
              ประการที่หนึ่ง คือ "เราไม่รู้ว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกกี่ปี" ท่านทราบไหมว่าเราจะอยู่อีกกี่ปี ชีวิตของน้องเบนซ์ อายุ 34 ปี 2 เดือน ก็แล้วแต่คุณภาพของชีวิต พระพุทธเจ้า ตรัสว่า..."ต่อให้อยู่ร้อยปี แต่ถ้าเป็นชีวิตที่ประมาท ก็สู้อยู่แค่วันเดียวอย่างมีธรรมะไม่ได้" ชีวิตน้องเบนซ์อยู่ใกล้กับธรรมะตลอดเวลา แม้ก่อนจะเสียชีวิตยังต้องวางแผนจะไปนมัสการสังเวชนียสถานในแดนพุทธภูมิในวันพรุ่งนี้ (19 มีนาคม 2559) น้อมจิตไปถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างนี้ชื่อว่าเป็นชีวิตที่ไม่ประมาท เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ จะมากจะน้อยวันไม่สำคัญ พระพุทธเจ้าตรัสว่า " ชีวิตที่ไม่ประมาทอยู่เพียงวันเดียวก็มีค่ากว่าชีวิตของผู้ประมาทที่อยู่เป็นร้อยปี " เราอาจไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะอยู่กี่ปี แต่ถ้ายังมีลมหายใจก็อย่าประมาท สร้างคุณค่าให้กับชีวิตต่อไป
 
              ประการที่สอง คือ "เราไม่อาจรู้ว่าจะตายด้วยวิธีการใด" หรือ อุบัติเหตุ แต่การจากไปของน้องเบนซ์ไม่ใช่เรื่องแปลกในประเทศไทยเลย เพราะประเทศไทยเพิ่งได้จัดอันดับโลกเมื่อเดือนที่แล้ว โดยการทำวิจัย 193 ประเทศทั่วโลก ว่าประเทศใดมีอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลก ชีวิตไม่มีความปลอดภัยบนท้องถนนมากที่สุด อันดับหนึ่งของโลกคือ ประเทศนาบิเบีย คนประสบอุบัติเหตุในปีหนึ่งๆ 45 คนใน 100,000 คน จัดว่าอันตรายที่สุดในโลก อันดับสองของโลก คนประสบอุบัติ 44 คนใน 100,000 คน โปรดทราบว่า นั่นคือประเทศไทย บทเรียนหนึ่งที่ประเทศเกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะเตือนสติผู้รับผิดชอบการจราจรในประเทศไทยว่า
 
              ทำอย่างไรให้การสูญเสียครั้งนี้เป็นบทเรียนให้มีความรอบคอบ ระมัดระวัง ควบคุม ดูแลให้อุบัติเหตุในประเทศไทยน้อยลงบ้าง อุบัติเหตุที่เกิดแต่ละครั้งต้องเป็นคติสอนใจและแก้ไข เวลาเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินแต่ละครั้ง เขาไม่ปล่อยให้สูญเปล่า ทำไมเครื่องตก เขาจะทีมศึกษา และรู้สาเหตุ สอบสวนอุบัติเหตุของเครื่องบิน แล้วก็หามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ทำให้การเดินทางด้วยเครื่องบินปลอดภัยยิ่งขึ้น ไม่มีการนิ่งนอนใจ ฉะนั้น ความสูญเสียต้องเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ว่าถึงเวลาหรือยังว่าคนไทยเราเป็นประเทศที่มีอันตรายติดอันดับสองของโลก ให้ความสูญเสียครั้งนี้ เป็นเครื่องสะกิดใจไปทั่วประเทศ รณรงค์ให้มากขึ้น การสูญเสียของน้องเบนซ์ต้องเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ ประเทศที่มีความปลอดภัยที่สุดในการขับรถ คือ "มัลดีฟส์" มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ 2 รายต่อประชากร 100,000 คน
 
              ประการที่สาม คือ "เป็นความลับว่าเราจะจากโลกนี้ไปในเวลาใด" จะเป็นเวลาเช้า สาย บ่าย ค่ำ เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน ทำให้นึกถึงรัชกาลที่ 5 ผู้สถาปนามหาจุฬาทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า "เห็นหน้าอยู่เมื่อเช้าสายตาย สายอยู่สุขสบายบ่ายม้วย บ่ายสดชื่นรื่นราย เย็นดับชีพแฮ เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วยอาสัน" ทุกชีวิตก็เป็นเช่นนี้ไม่มีข้อยกเว้น
 
              ประการที่สี่ คือ "เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าว่าจะทอดร่างลงดับจิตในสถานที่ใด" จะเป็นที่บ้าน โรงพยาบาล หรือ กลางถนน ไม่มีสิทธิ์รู้ ไม่มีสิทธิ์เลือก เป็นความลับของแต่ละชีวิต
 
              ประการที่ห้า คือ "ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน" เราไม่อาจคาดล่วงหน้าได้ ขึ้นอยู่ว่าขณะดับจิตเรานึกถึงสิ่งใด เราทำบุญทำบาปไว้มากมาย เราจะไปเกิดโดยใช้บุญหรือใช้บาป ขึ้นอยู่สุดท้ายเรียกว่า " จุติจิต " นึกถึงอะไร มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.กรรม เราทำกรรมทั้งดีทั้งชั่ว นึกถึงกรรมใด ในวาระสุดท้ายก็ไปเกิดตามกรรมนั้น 2.ไม่ได้นึกถึงกรรม นึกถึงกรรมนิมิต เครื่องมืออุปกรณ์ในการทำกรรม เช่น ตักบาตร นึกถึงขันข้าว นึกถึงทัพพีที่เคยตักอาหารใส่บาตร สร้างกุฏิ สร้างวิหาร เห็นกุฏิเห็นวิหาร วาระสุดท้ายจะกลายเป็นวิมานให้เราไปอยู่ในภพภูมิต่อไป
 
              3.คตินิมิต ฝันเห็นล่วงหน้า เป็นนิมิตเห็นสวรรค์ เห็นวิมาน รอรับเพื่อไปเกิดเป็นสุขคติ ฝันถึงภพภูมิที่จะไปเกิด ในกรณีน้องเบนซ์ชีวิตของเธอบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวเหมือนผ้าขาว เสื้อสีขาวที่เธอใส่ในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะเธออธิษฐานจิตว่าร่างกายและใจนี้จะให้บริสุทธิ์ กายบริสุทธิ์เพื่อรองรับจิตที่บริสุทธิ์ ประดุจดั่งจิตของพระ น้องเบนซ์อธิษฐานให้เกิดเป็นผู้ชาย เพราะอยากบวชเป็นพระ จิตนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่เช้าที่ใส่บาตร จิตมุ่งต่อพระรัตนตรัย จิตเมื่อผูกพันกับเรื่องที่ดี ย่อมไปสู่สุคติสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า..."เมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง ย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์" ดั่งจิตของน้องเบนซ์มุ่งมั่นไปสู่แดนพุทธภูมิ ซึ่งมีวันกำหนดเดินทางไปอินเดียเนปาลในวันพรุ่งนี้ คือ " 19 มีนาคม 2559 " จิตที่ผูกพันแม้ไม่สมประสงค์ ถึงกายไม่ได้ไปแต่ใจไปถึงแน่แท้ ไปบูชาพระพุทธเจ้าล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
 
              ทำให้นึกถึงเรื่องในพระไตรปิฎก ที่ท้าวสักกะเทวราชถามนางเทพธิดาอุบัติขึ้นในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานเป็นสีทอง ท้าวสักกะถามว่า เธอ ทำบุญอะไรมา นางเทพธิดาตอบว่า ดิฉันไม่ได้ทำบุญอะไรหรอก เพราะเป็นคนยากจน ตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์ เห็นเขาฉลองพระเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝันเหลือเกินอยากไปไหว้พระเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แต่ไม่มีอะไรจะบูชา จนวันหนึ่งไปเก็บผัก จึงเห็นดอกบวบขมสีเหลืองงดงามมาก จึงดีใจมากที่จะได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้สีเหลือง จึงเก็บดอกบวบขม 4 ดอก ตาจ้องพระเจดีย์ด้วยความศรัทธา ในขณะนั้นวัวบ้ามันหลุดมาวิ่งไล่ขวิดคนไปทั่ว ไม่ทันได้ระวังว่าวัวกำลังวิ่งเข้ามา เพราะจิตผูกพันกับพระเจดีย์มาก ทำให้วัวขวิดสิ้นใจ แม้ว่าตัวยังไปไม่ถึงพระเจดีย์ แต่จิตที่บูชาพระพุทธองค์นั้น จิตผ่องใส ทำให้ดิฉันได้มาเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นี่เป็นเรื่องที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ถ้าจิตแน่วแน่อะไรก็ขวางกั้นไม่ได้ แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะนิพพานไปแล้วหรือมีชีวิตอยู่ ถ้าจิตของผู้บูชา เลื่อมใสแน่วแน่ผลแห่งการบูชาเท่ากัน
 
              ฉะนั้น การที่เราไหว้พระด้วยจิตใจเลื่อมใสมีผลเท่ากันกับพระองค์มีชนม์ชีพอยู่ และเชื่อว่าจิตของน้องเบนซ์ส่งไปไหว้พระพุทธเจ้า ย่อมจะพาให้น้องเบนซ์ไปสู่สุคติอย่างไม่ต้องสงสัย จิตที่ทำบุญอย่างสม่ำเสมออย่างน้องเบนซ์ ไปสู่สุคติอย่างแน่นอน บุญกุศลเป็นที่พึ่งส่งเป็นเสบียงให้กับจิตวิญญาณของน้องเบนซ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า..."บุญกุศลเป็นที่พึ่งในปรโลกของผู้จากโลกนี้ไป" เพราะ บุญเป็นเงาเฝ้าตามติด บุญเป็นมิตรในทุกที่ คอยช่วยเหลือเอื้ออารี จากโรคีปลอดโพยภัย บุญพิทักษ์บุญรักษา บุญนำพาพบสุขใส แม้ล่วงลับดับชีพไป บุญส่งให้สู่สวรรค์สุขาวดี เป็นที่แน่นอนว่าบุญที่น้องเบนซ์ที่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอ และบุญที่เราอุทิศไปให้นั้น ย่อมจะเป็นพลังบุญให้น้องเบนซ์ไปสู่สุคติสัมปรายภพสืบไป

นักวิชาการเตือนคุมตัวผู้ต้องหาที่ป่วยหนักฝากขัง

              ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการอิสระด้านสิทธิมนุษยชนเปิดเผยกรณีการควบคุมตัวนายเจนภพไปขออำนาจศาลฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซี่งภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 2 แสนบาท โดยให้ไปรักษาตัวต่อที่ รพ.สมิติเวช และห้ามขับรถ รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ว่า หากมองในมุมของสิทธิมนุษยชนภาพที่ปรากฎออกมาว่า นายเจนภพยังคงนอนอยู่บนเตียงพยาบาล ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย ในฐานะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่กลับถูกพรากออกไปจากแพทย์ผู้ดูแล ซึ่งดูจากสภาพแล้วน่าจะไม่ได้อยู่ในฐานะและเจตนาจะหลบหนี ประกอบกับคำให้สัมภาษณ์ของบิดานายเจนภพ ก็ยืนยันว่าไม่ได้หลบหนี

              ทั้งนี้ตามหลักสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหาที่เป็นผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วย มีสิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล เมื่อตำรวจจะดำเนินสิ่งใด เป็นอำนาจการตัดสินและดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแลว่าผู้ป่วยรายนี้มีความพร้อมที่จะถูกควบคุมตัวไปดำเนินการใดๆหรือไม่ ส่วนการขออำนาจศาลฝากขังหากผู้ต้องหายังไม่พร้อมทางร่างกายตามดุลพินิจของแพทย์ เจ้าหน้าที่ก็สามารถยื่นเรื่องเพื่อยืดระยะเวลาออกไปได้

              สำหรับกรณีการฟ้องร้องเอาผิดพนักงานสอบสวนจะสามารถทำได้หรือไม่ ดร.เพิ่มศักดิ์ ยังกล่าวจะสามรถฟ้องร้องได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ว่า การควบคุมตัวออกมาทำให้อาการเจ็บป่วยของผู้ต้องหาร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากเช่นกัน

              “มันมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ หลักสิทธิมนุษยชนผู้ต้องหาที่บาดเจ็บมีสิทธิได้รับการดูแลจากแพทย์ แม้ว่าการกระทำของเขาจะมีความผิดร้ายแรง แต่เขาอยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ต้องคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ป่วยด้วย ส่วนที่ 2. ตามหลักเมตาธรรม ก็ต้องคิดว่า แม้ว่าเค้าจะมีความผิดร้ายแรง แต่เค้ายังอยู่ในสภาพเจ็บป่วย ก็ต้องให้ความเมตา การควบคุมตัวออกมาต้องอยู่ในดุถลพินิจของแพทย์เพราะอาจจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยมากขึ้น หรือสูญเสีย ถ้าพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้หลบหนี ไม่มีการหลีกเหลี่ยงรกระบวนการยุติธรรมก็ควร อดทน ให้โอกาส รักษาจนอยู่ในสภาพที่พร้อมก่อน เพราะถ้ามีอาการรุนเรงเพิ่มขึ้น ก็จะต้องมีผู้รับผิดชอบ ดังนั้น ตำรวจควรต้องต้องวินิจฉัยว่าผู้ต้องหาอยู่ในสภาพอย่างไร และควรต้องฟังความเห็นจากแพทย์ ถ้าออกมาแล้วไม่ปลอดภัยพนักงานสอบสวนก็ต้องรับผิดชอบ”ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว