ข่าว

แจ้งเพิ่ม2ข้อหา‘เสี่ยซิ่งเบนซ์’ขัดขวางเมาขับ

แจ้งเพิ่ม2ข้อหา‘เสี่ยซิ่งเบนซ์’ขัดขวางเมาขับ

18 มี.ค. 2559

แจ้งเพิ่ม 2 ข้อหา ‘เสี่ยซิ่งเบนซ์’ ขัดขวางเมาขับ ตร.คุมตัวฝากขังศาล ให้ประกัน 2 แสน สั่งห้ามออกนอกปท.-ขับขี่รถ ด้าน มส.แนะรณรงค์ความปลอดภัยท้องถนนทั่วประเทศ

           เมื่อเวลา13.30 น. วันที่ 18 มีนาคม พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) เดินทางไปที่โรงพยาบาลบางปะอิน เพื่อสอบปากคำเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่เวรเปล ที่ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่สังคมยังมีข้อสงสัยว่าพนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา ได้มีการสั่งการให้โรงพยาบาลตรวจวัดแอลกอฮอล์ กับ นายเจนภพ วีรพร ผู้ต้องหาที่ขับรถยนต์เบนซ์ พุ่งชนรถยนต์ฟอร์ด เฟียสต้า ของนิสิตปริญญาโท จนไฟลุกเสียชีวิต 2 ศพ

           พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำพยาบาลในวันเกิดเหตุยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้ร้องขอให้พยาบาลตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ แต่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ และจะขอตรวจที่โรงพยาบาลสมิติเวชเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นความผิด เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม อีก 2 ข้อกล่าวหา คือ ขับรถมึนเมาทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ตาม พรบ.จราจรทางบก โดยวันนี้(18 มี.ค.)ทางพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาจากโรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อมาขออำนาจศาล จ.พระนครศรีอยุธยา ฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน หากฝ่ายผู้ต้องหาจะยื่นต่อศาลเพื่อประกันตัวขออนุญาตศาลปล่อยตัวชั่วคราวก็ต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่

           พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ สุขสวัสดิ์ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา และ พ.ต.ท.สมศักดิ์ พลพันขาง รองผกก.(สอบสวน) สภ.พระอินทร์ราชา ไปปฏิบัติหน้าที่ ศปก.ภ.1 เป็น15 วัน โดยขาดจากตำแหน่งเดิม นั้น เนื่องจากมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นโทษทางวินัย และมอบหมายให้ พ.ต.อ.เอกราช อุ่นเจริญ ผกก.(สอบสวน ) ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ไปรักษาราชการแทน ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ทั้งนายตำรวจทั้งสองคนพ้นจากพื้นที่ก่อน ซึ่งจะทำให้ชุดสอบสวนชุดใหม่ทำงานได้ง่ายขึ้น สำหรับโทษทางอาญาของชุดสอบสวนชุดเดิม ก็ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ตามที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่า จะมีโทษทางอาญาเพิ่มเติมหรือไม่

           รองผบ.ตร. กล่าวด้วยว่า การแต่งตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่ เพื่อทำคดีนี้ โดยให้ พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับพันบุพผา รองผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เป็นหัวหน้าชุด ซึ่งจะมีพนักงานสอบสวนชุดนี้ทั้งหมด 9 คน และขอยืนยันว่า ในการตรวจแอลกอฮอล์ของผู้ต้องหานั้น ผู้ต้องหามีสิทธิ์ในการปฏิเสธการตรวจ แต่การตั้งข้อสันนิษฐานจะเป็นโทษกับผู้ต้องหาเอง เพราะพนักงานสอบสวนจะตั้งข้อหาเบื้องต้นไปก่อนว่า ผู้ต้องหามีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย จึงไม่ยินยอมให้มีการตรวจสอบ ซึ่งในวันเกิดเหตุนั้นพนักงานสอบสวนได้ยืนยันว่ามีการขอตรวจแอลกอฮอล์ไปแล้วจริง หลังจากนี้โทษก็จะปรับเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผู้ต้องหาไม่ยอมรับก็สามารถหาหลักฐานมาหักล้างได้เช่นกัน โดยอัตราโทษประมาทเพราะการเมาสุรา ตามกฏหมายจราจร มาตรา 142 มีโทษจำคุก ต่ำสุด 3 ปี ถึง 10 ปี หากไม่มีแอลกอฮล์ โทษต่ำสุด 1 ปี สูงสุด 10 ปี ซึ่งก็แล้วแต่อำนาจของศาลจะพิจารณา

           “ส่วนประเด็นของยา lexapro ควบคุมอาการโรคซึมเศร้า วิตกจริต ที่ตกอยู่ในรถของผู้ต้องหานั้น ขณะนี้ตามหลักฐานคือเป็นยาของนายเจนภพจริง แต่จะมาอยู่ในรถตั้งแต่วันเกิดเหตุหรือไม่ หรือ นายเจนภพได้ทานยาก่อนขับรถรึเปล่า ตรงนี้ทางพนักงานสอบสวนต้องรอคำตอบจากแพทย์ ผู้เชียวชาญตรวจหาอีกครั้ง พร้อมรอพูดคุยหาข้อมูลเพิ่มเติมประกอบสำนวณ จากแพทย์ผู้สั่งยาของนายเจนภพ ด้วยเช่นกัน ซึ่งแนวทางการสอบสวนหลังจากนี้ของพนักงานสอบสวนชุดใหม่ จะมีการตรวจพยานบุคคลทุกคนที่คาดว่าเกี่ยวข้อง พร้อมตรวจหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นความเร็วขณะวิ่งอยู่บนถนนก่อนมีการชน ขณะชน และหลังชน ต้องให้กองพิสูจน์หลักฐาน พิสูจน์หาความจริงเพิ่มเติม อย่างแน่นอน มั่นใจว่าคดีนี้จะรู้ผลภายใน 7 วัน” พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว

           ต่อมาเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุทธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานโรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อนำตัวนายเจนภพ ผู้ต้องหาที่ขับรถยนต์เบนซ์ที่พุ่งชนรถของสองนิสิตปริญญาโท มายังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุทธยาแล้ว เพื่อยื่นขออำนาจศาลฝากขัง ส่วนเรื่องการประกันตัว ต้องรอให้ศาลพิจารณาอีกครั้ง ส่วนพนักงานสอบสวนที่ทำคดีก่อนหน้านี้ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วกรณีที่ทำคดีล่าช้า

 

ตร.คุมตัวฝากขังศาล ให้ประกัน 2 แสน สั่งห้ามออกนอกประเทศ-ขับขี่รถ

 
 
          เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 มีนาคม 2559 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. เดินทางมายังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขออำนาจศาลออกหมายขัง ผู้ต้องหากรณีขัดขืนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจแอลกอฮอล์ และขับรถโดยประมาท โดยเวลาใกล้เคียงกัน ได้มีรถโรงพยาบาลสมิติเวช เดินทางมาถึงและรีบนำตัวผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในสภาพนอนเปล มีสายน้ำเกลือขึ้นไปทางด้านหลังของศาลจังหวัดฯ เป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง จากนั้นเจ้าหน้าที่และพยาบาลก็ได้ช่วยกันนำตัวผู้ต้องหากลับออกมาขึ้นรถในสภาพเดิม โดยมีเจ้าหน้าที่ห้ามผู้สื่อข่าวบันทึกภาพ
 
          โดย พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยว่า ได้นำตัวมาขออำนาจศาลฝากขัง โดยศาลได้ฟังคำร้องของพนักงานสอบสวน ศาลพิจารณาให้ตามคำร้องฝากขัง 12 วันตามคำร้อง โดยศาลได้ซักถามถึงกระบวนการดำเนินการในช่วง 12 วันว่าทางตำรวจจะทำอะไรบ้าง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ชี้แจงว่า ต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหา ซึ่งทางผู้ต้องหาก็ไม่ได้ขัดข้อง ยินดีให้ฝากขัง 12 วัน แต่ก็ขอประกันตัว 2 แสนบาท เพื่อไปรักษาตัวต่อที่ รพ.สมิติเวช ซึ่งศาลก็อนุญาตให้ประกัน แต่ก็มีเงื่อนไข 4 ข้อคือ ห้ามออกนอกประเทศ ห้ามขับรถยนต์ ให้พนักงานสอบสวนยึดใบอนุญาตขับขี่ และให้มารายงานตัวเมื่อครบกำหนดฝากขัง
 
          ซึ่งในเรื่องการยึดใบอนุญาตขับขี่นั้น ได้ให้พนักงานสอบสวนตามไปยึดแล้ว แต่เมื่อครบกำหนด 12 วันแล้ว หากยังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม ก็จะต้องขอฝากขังอีก 12 วัน แต่เมื่อครบแล้ว สอบเสร็จสมบูรณ์ก็จะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป ซึ่งอาจจะมีการตั้งข้อหาเพิ่มคือ ขัดขวางการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และขับรถขณะมึนเมา ถึงแม้ไม่ให้มีการตรวจสารแอลกอฮอลล์ก็สามารถที่จะอนุมานได้ว่า มีการดื่มสุราจนเมา จึงไม่ยอมให้ตรวจ
 
          ก่อนหน้านั้น ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.อ.พงศพัศ ได้เดินทางไปยัง รพ.บางปะอิน เพื่อพบกับแพทย์พยาบาลและพนักงานเปล ที่รับคนเจ็บในวันเกิดเหตุ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินการตรวจสารแอลกอฮอล์ โดยทางตำรวจ แจ้งว่า มีการสั่งการให้ตรวจ แต่ทางคนขับรถเบนซ์ไม่ยอมให้ตรวจ ก็ต้องมีการทำบันทึก เพื่อจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในเรื่องการขัดขืน ขัดขวางการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่
 
 
 
มส.แนะรณรงค์ความปลอดภัยท้องถนนทั่วประเทศ
 
             เมื่อเวลา19.00น. ที่วัดทวีการะอนันต์ สถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพของนางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)ที่เสียชีวิตจากเหตุรถเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ดในพื้นที่สภ.บางประอินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา มีการแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมจร ความตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวธันฐภัทร์ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะประเทศไทยมีความปลอดภัยน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลกแต่จะทำอย่างไรให้การสูญเสียครั่งนี้กระตุ้นเตือนกับผู้ที่รับผิดชอบด้านการจราจรได้มีมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนนให้มีมากยิ่งขึ้นควรจะมีการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญโดยให้กระจายไปทั่วประเทศซึ่งจะทำให้การสูญนางสาวธันฐภัทร์ซึ่งเป็นคนดีครั้งนี้ไม่สูญเปล่า หากเปรียบเทียบกับเครื่องบินตกแล้วจะมีมาตรการตรวจสอบอย่างชัดเจนผิดกับการเจราจรบนท้องถนน
 
 

ผอ.หลักสูตรสันติศึกษาแนะตร.ใช้ทศพิธราชธรรม

          พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบุณยากร), รศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวนาม "Hansa Dhammahaso" ความว่า "เช้าวันนี้พระอาจารย์หรรษารับนิมนต์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการประสานงานของพล.ต.ท.วิษณุ ปราสาททองโอสถ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ไปบรรยายแก่ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในหัวข้อ "คุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร" โดยได้หยิบยกหลักธรรม "ทศพิธราชธรรม" มาประยุกต์ใช้ในการบรรยาย ทั้งนี้ ได้ย้ำหลักธรรมในหัวข้อ "อวิโรธนะ" หรือ "ความยุติธรรม"

แจ้งเพิ่ม2ข้อหา‘เสี่ยซิ่งเบนซ์’ขัดขวางเมาขับ

          ความยุติธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการสมานสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ท่ามกลางความเคารพ ความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นกลาง และไร้อคติ การที่เราทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาด้วยความ "ยุติธรรม" นั่นเอง จะทำให้เราสามารถ "ยุติกรรม" ได้อย่างยั่งยืน ความยุติธรรมจึงสามารถช่วยเยียวยากรรมเก่าอันเกิดจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอดีตได้ อีกทั้งป้องกันมิให้กรรมใหม่ผุดขึ้นมาสร้างความเจ็บปวดให้แก่ชีวิตและสังคม ฉะนั้น การจะยุติกรรมได้จึงจำเป็นต้องอาศัยความยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือจัดการ ชีวิตมนุษย์และสังคมจึงจะอุดมด้วยสันติสุข

 

แนะขนส่งมีมาตรการตรวจสอบภาวะคนขับขี่

           นายรักษิต ฐิติพัฒนพงศ์ นักวิชาการเครือข่ายเพื่อความปลอดภัยทางถนน เรียกร้องให้กรมการขนส่งทางบกควรเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบสภาพร่างกายก่อนที่จะออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ว่าผู้ขับขี่เป็นบุคคลที่มีภาวะไม่ปกติหรือไม่ รวมถึงผู้สูงอายุก็ควรมีการตรวจสอบถึงสภาพร่างกายว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะขับรถยนต์ได้หรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนน เพราะหากไม่มีการตรวจสอบจะเกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยทางจิตหรือผู้ที่มีภาวะทางอารมณ์แปรปรวน ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่พร้อมในตัวบุคคลอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกควรจะมีขั้นตอนเชิงลึกและควรตรวจสอบสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลในการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

            “การออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ควรจะมีการตรวจสอบอื่นๆด้วยว่าหากออกใบอนุญาตขับขี่ออกมาแล้ว บุคคลนั้นมีความพร้อมหรือไม่ ส่วนคนที่มีภาวะไม่พร้อมก็ควรที่จะมีการให้ความรู้ความเข้าใจ รวมถึงตัวญาติและคนรอบข้างด้วยก็ควรที่จะมีเข้าใจ ในเรื่องของทักษะความสามารถและการควบคุมรถ รวมถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่แตกต่างจากคนปกติซึ่งอาจจะ ก่อให้เกิดผลกระทบจากการขับรถยนต์ได้เพราะว่ารถยนต์ก็เหมือนเครื่องจักรที่มีกำลังแรงสูง หากคนที่ขับมีทักษะในการควบคุมรถที่ไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดอันตรายจนถึงมีถึงมีผู้เสียชีวิตได้” นายรักษิต กล่าว