ข่าว

ถอดบทเรียน‘เบนซ์ชนฟอร์ด’

ถอดบทเรียน‘เบนซ์ชนฟอร์ด’

18 มี.ค. 2559

ถอดบทเรียน‘เบนซ์ชนฟอร์ด’ : รายการ คม ชัด ลึก

             สังคมตั้งคำถามมากมาย จากกรณีอุบัติเหตุรถเบนซ์ชนรถฟอร์ด ทำให้เกิดไฟลุกท่วม ส่งผลให้ 2 นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสียชีวิต อุบัติเหตุรุนแรงขนาดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญหาวินัยจราจรของไทยต่ำกว่ามาตรฐาน หรือคนขับขี่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมทาง ดังนั้น เมื่อค่ำวันที่ 17 มีนาคม รายการ คม ชัด ลึก จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ ถอดบทเรียน “เบนซ์ชนฟอร์ด”

             พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พิธีกรชื่อดัง ซึ่งเป็นเพื่อนกับ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย หนึ่งในสองผู้เสียชีวิต กล่าวว่า รู้จักกันมาเป็นเวลา 4 ปีที่เรียนด้วยกัน จากที่โพสต์ไปทำให้มีคนเข้ามาอ่านเป็นจำนวนมาก และมีการแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้คนเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และต้องขอขอบคุณสื่อมวลด้วย ซึ่งส่งผลให้วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากับผู้ขับรถเบนซ์ และคดีนี้ นับต่อไปนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดใหม่เข้ามาทำคดี

             โดยส่วนตัวแล้วติดใจในคดีก็คือ ล่าช้า แต่ขณะนี้ก็ดีใจที่มีการทำคดีแล้ว นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องระยะเวลาของการตรวจแอลกอฮอล์ และสารเสพติด ที่ไม่มีการตรวจ ทั้งๆ ที่ทราบมาว่า หากผู้ขับขี่ขัดขืนการตรวจ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถแจ้งข้อหา เมาแล้วขับได้เลย แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้กำกับ ให้สัมภาษณ์ว่า คนขับมีสิทธิ์ไม่ให้ตรวจ ตรงนี้ขัดแย้งกัน

             การที่จะมาตรวจหาแอลกอฮอล์ตอนนี้ คงจะเป็นเรื่องยากที่จะตรวจพบ ผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ก็ยังหวังว่าจะตรวจพบ

             คดีนี้ไม่ใช่คดีแรกที่คนขับรถหรูหลุด รับโทษเบา การชดเชยเยียวยาต้องรอฟ้องศาลแพ่งอีก เราต้องเรียกร้องให้กฎหมายเป็นกฎหมาย

             พรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ กล่าวว่า จากที่เห็นในคลิป รถเบนซ์มาเร็ว แซงซ้าย ชนท้าย เรียกว่า ไม่มีการเบรกรถเลย และจากเลขไมค์หยุดอยู่ที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้ขับรถเบนซ์ต้องใช้ความเร็วมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะเป็นการใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด มาเร็ว ไร้การควบคุม ไม่เบรกเลย

             จากกรณีที่มีการทำภาพจำลองว่า มีรอยไถลของรถไกลกว่า 300 เมตร นั้น คนขับไม่น่าจะอยู่ในสภาพที่ควบคุมรถได้ ชนแล้วยังปล่อยให้รถวิ่งต่อไป โดยสภาพของรถ ยี่ห้อของรถ โดนกระแทกขนาดนี้ ยังสามารถที่จะเบรกรถได้

             ตามกฎหมายแล้ว รถยนต์ส่วนบุคคลใช้ความเร็วในพื้นที่นอกเมืองได้ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะอนุโลมให้ที่ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

             จากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เวลาเกิดเหตุแบบนี้ มาตรฐานการทำงานที่แท้จริงคืออะไร ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรก เรื้อรังมานาน พอรวบรวมหลักฐานไม่ครบ ไม่ถูกต้อง ถึงเวลาที่รวบรวมส่งฟ้อง จะเป็นประเด็นที่ต้องปวดหัวกันอีกนาน

             การแจ้งข้อหา ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น เป็นการชี้นำว่า ประมาท

             ที่จริงแล้วโทษของการขับรถประมาท กับกรณีที่หากมีการตรวจวัดแอลกอฮอล์คนละเรื่องกัน โทษเมาแล้วขับ แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะโทษเมาแล้วขับเป็นคดีอาญา จำคุกด้วยปรับด้วย แต่การขับรถโดยประมาท ไม่ได้รับโทษจำคุก

             กรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งประเทศต้องปรับกลยุทธ์ อย่างกรณีนี้ ตำรวจจะต้องพิสูจน์ มีพยานบุคคลให้เห็นว่า ขอตรวจแล้วเขาปฏิเสธจริง ก็จะใช้เป็นหลักฐานอีกคดีหนึ่ง ถ้าเขาข่าย เขาต้องรับโทษ เมาแล้วขับ แต่หากเอาตามที่เขาพูด หลักฐานที่เขามี และที่ตำรวจชี้แจง ก็ยากที่จะเอาผิดกับเขา

             วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ กล่าวว่า กรณีพบยารักษาอาการซึมเศร้าในรถเบนซ์ จะมีผลต่อคดีตรงนี้หรือไม่นั้น ก็ไม่แน่ เพราะจะต้องไปดูว่า ขณะที่เขากำลังขับรถในขณะที่ร่างกายสมบูรณ์หรือไม่ ต้องดูอีกครั้ง

             จริงๆ แล้วในวันเกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิ์ที่จะตรวจร่างกายคนขับ

             การตรวจแอลกอฮอล์ขณะขับรถนั้น ปัจจุบันหากคนขับไม่ให้ตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานได้เลยว่า เมาแล้วขับ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า จะขอตรวจแอลกอฮอล์หรือไม่ ส่วนกรณีการขับรถประมาทเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

             หากคนขับรถเบนซ์พิสูจน์แล้วว่ากินยารักษาอาการซึมเศร้า จะมีผลต่อคดีหรือไม่นั้น ตรงนี้เวลาที่มีการดำเนินคดี จะมีการดูว่า ครบองค์ประกอบในการทำผิดหรือไม่ นั่นก็คือคนขับมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนหรือไม่ มีการกระทำในทางกฎหมายหรือไม่ แต่จะถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือมีข้อยกเว้นหรือไม่ ต้องไปดูกันอีกครั้ง

             คดีลักษณะนี้ จะมีคดีที่เกี่ยวข้องก็คือ จากข้อหาขับรถประมาท เป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย อีกกรณีขับรถประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้ออื่นๆ คงไม่เกี่ยวกับตรงนี้