
ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มเสี่ยซิ่งชนนิสิตป.โทดับ
ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มเสี่ยซิ่งชนนิสิตป.โทดับ พร้อมสอบปากคำครั้งแรก ยันดูคลิปชัดเจนในพฤติการณ์ พ่อขอบคุณพ่อเหยื่อที่เป็นห่วงอาการลูกชาย โอปอลเศร้า!
ความคืบหน้าอุบัติเหตุสยองขวัญ นายเจนภพ วีรพร ขับรถเก๋งยี่ห้อเบนซ์ สีดำ ทะเบียน ษง 3333 กรุงเทพมหานคร ชนกับรถเก๋งยี่ห้อฟอร์ด จนไฟลุกท่วม ทำให้ นายกฤษณะ ถาวร และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย หรือเบนซ์ ทายาทเจ้าของมหาวิทยาลัยชื่อดัง นักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คณะพุทธศาสน์ สาขาสันติศึกษา เสียชีวิตทั้งคู่ บนถนนพหลโยธินมุ่งหน้าสระบุรี ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา
ที่โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท ซ.สุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 มีนาคม พ.ต.ท.สมศักดิ์ พลพันขาง รองผกก.(สอบสวน) สภ.พระอินทร์ราชา จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางมาที่โรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อเข้าแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับนายเจนภพ และได้เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาแจ้งข้อหากับนายเจนภพ ในเบื้องต้นจะแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และจะทำการสอบปากคำนายเจนภพในรายละเอียดเกี่ยวกับคดีเป็นครั้งแรก ส่วนการสอบปากคำพยานในเหตุการณ์มีความคืบหน้าไปมากแล้ว
ส่วนผู้ที่โพสต์คลิปเหตุการณ์ได้ประสานติดต่อเพื่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ซึ่งภายหลังจากเห็นคลิปเหตุการณ์ค่อนข้างยืนยันชัดในพฤติการณ์ของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน โดยทางตำรวจค่อนข้างมีพยานหลักฐานแน่นหนาในการเอาผิดกับผู้ก่อเหตุ ยืนยันว่าก่อนหน้านี้มีการเดินทางมาพบผู้ก่อเหตุตั้งแต่วันแรกแต่เนื่องจากยังอยู่ในห้องไอซียูทำให้ไม่สามารถสอบปากคำได้ สำหรับประเด็นที่สังคมสงสัยว่าผู้ก่อเหตุจะมีแอลกอฮอลล์หรือไม่นั้น ยืนยันว่าวันที่เกิดเหตุผู้ต้องหาไม่มีกลิ่นแอลกอฮอลล์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจะมีการสอบปากคำในรายละเอียดต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องห่วงเจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย
ด้านนายเจษฎา วีรพร บิดาของผู้ขับรถเบนซ์ เปิดเผยว่า วันแรกหลังจากเกิดเหตุตนอยู่ที่จ.ภูเก็ต เมื่อทราบข่าวจึงรีบเดินทางกลับให้เร็วที่สุด โดยให้เพื่อนเข้าไปพบกับญาติผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลก่อน สาเหตุที่ไม่ได้ไปด้วยตนเองเนื่องจากต้องดูแลลูกชายที่บาดเจ็บที่ห้องไอซียู และตนเป็นคนสั่งให้ย้ายโรงพยาบาลด่วนเนื่องจากลูกชายของตนเป็นคนไข้ที่รพ.สมิติเวช และเป็นห่วงเรื่องเครื่องมือที่จะรักษาลูกชายของตนเพราะยังไม่รู้ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เพราเห็นคลิปแล้วก็ตกใจเพราะชนขนาดนี้อาการก็น่าจะรุนแรง คนเป็นพ่อเพื่อความปลอดภัยของลูกก็ต้องให้เขาย้ายโรงพยาบาล ที่บอกว่าเขาเป็นคนมีสติบอกให้ย้ายเองเรื่องนี้ไม่ใช่พ่อเป็นคนสั่งให้ย้ายเอง ส่วนด้านผู้เสียชีวิตตนได้เดินทางไปร่วมสวดพระอภิธรรมศพในคืนแรก รวมถึงขอขมากับญาติของผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งในวันดังกล่าวมีโอกาสพูดคุยกันในเบื้องต้น ซึ่งครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังฝากความเป็นห่วงถึงลูกชายของตนด้วย รวมถึงไม่ต้องเป็นห่วงและขอให้หายจากการบาดเจ็บโดยเร็ว โดยล่าสุดลูกชายยังมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าไม่ทราบต้องมีการผ่าตัดหรือไม่ รวมถึงทีมแพทย์กำลังตรวจเช็คสมองว่ามีอาการปกติร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากลูกชายจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ โดยส่วนตัวคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยในเรื่องของคดีความ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังมีความเสียใจอยู่ ซึ่งภายหลังจากนี้จะมีการพูดคุยเพื่อให้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น
นายเจษฎา ได้เปิดเผยอีกว่า ได้เห็นข้อมูลที่แชร์ในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว ซึ่งบางข้อมูลก็ไม่เป็นความจริง เช่น รถยนต์ก็ไม่ใช่รุ่นที่ลูกชายเคยใช้ แต่ยอมรับว่าลูกชายเคยประสบอุบัติเหตุมาแล้ว 2-3 ครั้ง ซึ่งใครที่ขับรถมาคงทราบดีว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ไม่อยากให้สังคมซ้ำเติมกับเรื่องดังกล่าวซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ขนาดถึงขั้นมีการสร้างเฟซบุ๊กปลอมลูกชายขึ้นมาด่ากัน เราไม่ใช่จะไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย ขณะนี้ที่ยังไม่พูดอะไรทั้งนั้นเพราะอยู่ในช่วงที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตกำลังโศกเศร้าเสียใจ ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาพูดกันว่าจะชดใช้อย่างไร ตนและครอบครัวพร้อมดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องคดีความก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามกฎหมาย
ขณะที่นายเจริญ แก้วยอดหล้า ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนายเจษฎาบิดาของนายเจนภพ ได้ระบุว่า หลังจากที่ตนได้ดูคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รู้สึกเสียใจมากที่เกิดเหตุกาณ์แบบนี้ โดยหลังเกิดเหตุทางนายเจนภพ ได้เข้ารักษาตัวที่ห้องไอซียู ไม่ได้หลบหนีไปไหน ขณะที่ทันทีที่ตนทราบข่าวได้เข้าไปพบกับทางพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตทันที ได้ไปเคารพศพ ได้ไปขอโทษกับทางญาติของผู้ตาย
“พอเรารู้วันแรก ผมได้ร่วมเดินทางไปกับทางครอบครัวคุณเจนภพ ไปเคารพศพ ซึ่งถ้าคุณเจนภพไม่ได้อยู่ไอซียูก็จะต้องพาไปด้วย เราคำนึงถึงคุณธรรม ศีลธรรม ความรับผิดชอบต่อนสังคม เราไม่ได้คำนึงถึงว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราขอขมาด้วยความจริงใจ และได้รับการต้อนรับจากแม่ของน้องเบนซ์(น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย) เป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องขอยกย่องในชีวิต ตระกูล ”วีรพร“ ชดใช้ไม่ได้ นอกจากความดีของตระกูล ”ฮ้อแแสงชัย“ ที่มีให้กับสังคม” นายเจริญระบุ
ส่วนประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่า นายเจนภพได้ตรวจวัดแอลกอฮอล์หลังเกิดเหตุหรือไม่นั้น นายเจริญระบุว่า เรื่องนี้ได้มีการสอบถามกับทางตำรวจแล้วในวันเกิดเหตุ ตำรวจก็บอกว่าไม่มีกลิ่น ซึ่งตอนนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรักษาตัวคนเจ็บก่อน ต้องรักษาคนเจ็บอย่างเร่งด่วน ส่วนจะมีการตรวจภายหลังหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
“ความรับผิดชอบ เราจะต้องรับผิดชอบตั้งแต่วินาทีแรกที่เราทราบข่าว จนถึงนาทีนี้ เราจะต้องรับผิดชอบต่อไป จนถึงที่สุด ส่วนหลักฐานทางคดีก็เป็นหน้าที่ของทางตำรวจเขาทำไป ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด เราไม่หลีกเลี่ยง และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และเราไม่ปฎิเสธในส่วนของความรับผิดชอบอยู่แล้ว เรารับผิดชอบเรื่องคุณธรรมและศีลธรรม สำหรับอาการล่าสุดของนายเจนภพนั้น ขณะนี้ยังพูดไม่รู้เรื่อง เข้าใจว่าคงได้รับความกระทบกระเทือน ซึ่งจะต้องรอให้ทางแพทย์วินิจฉัยอาการอย่างละเอียดต่อไป ”นายเจริญ ระบุ
พบยารักษาโรคซึมเศร้าในรถเบนซ์หรู
พล.ต.ต.เมธี กุศลสร้าง รอง ผบช.ภ.1 ได้เดินทางไป สภ.พระอินทร์ราชา เพื่อร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดี โดยมี พล.ต.ต.สุทธิ พ่วงพิกุล ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และ พ.ต.อ.พงษ์พัฒน์ สุขสัวสดิ์ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา และ พ.ต.อ.เอกราช อุ่นเจริญ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร่วมประชุม
พล.ต.ต.เมธี กล่าวว่า ล่าสุดพบซองยา LEXAPRO 10 MG เเละตัวยาชนิดอื่นจำนวนหนึ่ง จากสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งระบุชื่อของนายเจนภพคนขับรถเบนซ์ ตกอยู่ภายในรถเบนซ์คันเกิดเหตุ โดยหลังจากนี้ตำรวจจะส่งตัวยาดังกล่าวตรวจพิสูจน์ว่าเป็นยาชนิดใด รวมทั้งสอบถามไปยังโรงพยาบาลที่นายเจนภพรักษาตัวอยู่ เบื้องต้นพบว่านายเจนภพรับยาดังกล่าวมาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา
เมื่อตรววจสอบข้อมูลไปยังเว็บไซค์มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา พบว่า ยา LEXAPRO 10 MG ใช้สำหรับ รักษาโรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล อาจใช้เพื่อรักษาโรคหรืออาการอื่นๆได้ ยานี้มีผลข้างเคียงอาจทำให้มีอาการง่วงซึมได้ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือการทำงานกับเครื่องจักรกลหลังจากรับประทานยา หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในระหว่างที่รับประทานยานี้อยู่ ยานี้อาจก่อให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือทำให้ปากแห้ง
ด้าน พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ สุขสวัสดิ์ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา เปิดเผยว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า นายเจนภพใช้ยาก่อนขับรถหรือไม่ และตัวยาที่พบต้องให้ความคิดเห็นจากแพทย์ว่าใช้ปริมาณเท่าใดจึงจะไม่สามารถขับรถได้
พ.ต.อ.พงษ์พัฒน์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้เดินทางไปสอบปากคำนายเจนภพ ที่ รพ.บางปะอิน แต่นายเจนภพ ให้การสับสน และญาติมารับไปรักษาตัวต่อที่ รพ.สมิทธิเวช กทม. ซึ่งได้ตามไปสอบปากคำล่าสุดเจ้าตัวยังไม่ให้การอะไร เบื้องต้นจึงได้ตั้งข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งต้องรอให้นายเจนภพ อาการดีขึ้นก่อนถึงจะเดินทางไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนเรื่องการที่รถเบนช์ใช้ความเร็วจนพุ่งชนรถคู่กรณีจนกระเด็นนั้น ยังไม่สามารถชี้ได้ว่าเกิดจากอะไร เช่นเดียวกับผลการชันสูตรศพของผู้ตายทั้งสอง ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเสียชีวิตจากการชน หรือถูกไฟคลอก
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กำลังประสานกับเจ้าของคลิปวีดีโอที่มีภาพเหตุการณ์นาทีที่รถเบนช์พุ่งชนรถของผู้ตายเพื่อมาให้การเป็นพยาน แต่ยังไม่สามารถติดตามตัวมาได้ ส่วนเรื่องการตรวจหาแอลกอฮอลล์คนขับนั้น ได้ประสานไปยัง รพ.เพื่อขอผลแล้ว แต่ทราบว่าทางผู้ขับขี่ไม่ยินยอมให้ตรวจตั้งแต่วันแรก ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานขอผลจากแพทย์
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม มีรายงานว่า อุบัติเหตุดังกล่าวกำลังถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักถึงความรุนแรงที่เกิดจากความประมาทของรถเบนซ์คู่กรณีที่ขับมาด้วยความเร็วสูง โดยเฉพาะโลกโซเชียลออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ขับขี่รถเบนซ์ หลังจากชาวเน็ตแห่แชร์ภาพกล้องหน้ารถที่ีบันทึกเหตุการณ์วินาทีรถเบนซ์ของนายเจนภพขับมาด้วยความเร็วสูงจากทางช่องการจราจรที่ 1 คู่ขนาน จากนั้นได้พุ่งชนท้ายรถเก๋งฟอร์ดอย่างแรงจนเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ ส่งผลทำให้คนในรถเสียชีวิต ขณะเดียวกันชาวเน็ตยังแสดงความกังวลว่า คดีนี้จะเงียบหายไปเหมือนคดีลูกคนรวยที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะเจ้าของรถคู่กรณีนายเจนภพเป็นถึงเจ้าของบริษัทนำเข้ารถหรูชื่อดัง จึงช่วยกันออกมาเรียกร้องให้ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา
เช่นเดียวกับ เฟซบุ๊กเพจ “Opal Panisara Official” ของ “โอปอล ปาณิสรา อารยะสกุล” พิธีกรชื่อดัง โพสต์ข้อความระบุว่า “รู้จักกับน้องเบนซ์หนึ่งในผู้เสียชีวิต เรียนที่สถาบันพระปกเกล้ามาด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน น้องอยู่กลุ่มเดียวกับพี่โอ๊คจึงสนิทได้คุยกันบ่อยเจอกันบ่อย น้องเบนซ์เป็นคนน่ารักที่สุด และอ่อนโยนที่สุดคนนึงในชีวิตที่ปอรู้จัก คนรอบข้างสัมผัสได้ถึงความจริงใจและมีเมตตาของน้องเสมอ และน้องพิสูจน์ให้พวกเราได้เห็นถึงจิตใจที่งดงามของน้องแม้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต ขอวิญญาณน้องไปสู่สุคติ สู่ดินแดนอันสวยงามที่ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของน้องคู่ควร และขอให้กระบวนการยุติธรรมทั้งทางโลก และทางเวรกรรมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ขออย่าให้คนดีๆต้องจากไปฟรีๆ โดยไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมใดได้เลย #wearepnp2forever”
นอกจากนี้ เพจ CSI LA ได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ระบุว่า เรื่องนี้จะเงียบเหมือนคดีลูกคนรวยที่ผ่านๆ ไหม เพื่อนๆ คิดว่า เจ้าของรถเบนซ์ CLS 63 AMG สีดำ ทะเบียน ษง 3333 กรุงเทพมหานคร ที่ขับชนสองนักศึกษาปริญญาโทรจนเกิดไฟลุกไหม้ทั้งคัน เสียชีวิตคาซากรถ จะรอดคดีนี้เหมือนลูกคนรวยคนอื่นๆ ไหม นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี เป็นเจ้าของบริษัทนำเข้ารถหรูชื่อ “Luxotic Automotive” รถเบนซ์ CLS63 AMG เป็นที่รู้จักของคนที่ชอบเล่นรถว่าเป็นรถที่เเรงกว่า CLS ทั่วๆ ไป เเละเเพงกว่ารุ่นปกติเกือบเท่าตัวหนึ่ง รถเบนซ์ที่ขับสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม. รถคันนี้มีกล้องที่ติดอยู่บนรถ เเต่เเปลกใจทำไมตำรวจ สน.พระอินทร์ราชา ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้
ขณะที่เฟซบุ๊กโปร์ไฟล์ของ “หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์” พิธีกรรายการโทรทัศน์ ก็ได้โพสต์ภาพพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า "โศกนาฏกรรมของเพื่อนผม Benz Horsaengchai ความคืบหน้าทางคดีดูท่าจะเงียบงันครับ เมื่อคุณตำรวจยังไม่ตั้งข้อหากับคุณคนขับเบนซ์มาชน(โดยไม่ได้เบรกเลย) คือคุณ “เจนภพ วีรพร” ซึ่งขณะนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โดยทางกฎหมายแล้วคุณตำรวจสามารถใช้อำนาจบังคับการสอบสวนได้หากแพทย์ยังคงยืนยันการป่วย เช่น ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด (ต้องภายใน 48 ชม.) แต่นี่เลยมานานแล้วครับ เลยไม่รู้จะยังหลงเหลืออะไรอยู่บ้างนอกจากภาพกล้องหน้ารถพลเมืองดีที่บันทึก การซัดตู้มแบบบ้าระห่ำไม่ได้แตะเบรกเลยแม้แต่น้อย...เพื่อนสาวเราตายครั้งนี้ ความดีที่เธอทำไว้ตลอดชีวิตกับทุกๆ คนเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้เราไม่ สามารถนิ่งเฉยได้กับเรื่องนี้ครับ
ด้านพระอาจารย์มหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Hansa Dhammahaso” ว่า ส่วนตัวแล้ว ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มีความสนิทสนมกับครอบครัวของลูกศิษย์ทั้งสองมาหลายปี จึงขอตั้งสัจจะอธิษฐานว่า จะขอบำเพ็ญสันติบารมี พัฒนาชีวีให้รู้ตื่นและเบิกบาน ร่วมประสานมนุษย์และสังคม ให้อุดมด้วยสันติสุข ในทุกลมหายใจ” พระอาจารย์มหาหรรษา กล่าว
ส่วน นางกมลรัตน์ ฮ้อแสงชัย อายุ 59 ปี มารดาของ น.ส.ธันฐภัทร์ บอกว่า ครอบครัวมีลูก 4 คน น้องเบนซ์ลูกสาวคนโต และขยันมาก โดยเฉพาะเรื่องการทำบุญทำทานจะเป็นคนชวนพ่อกับแม่เข้าวัดทำบุญตลอด เมื่อมีเวลาว่าง โดยจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ
“น้องเบนซ์ไม่เคยทำให้พ่อกับแม่ต้องลำบากใจ ยังเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ วันเกิดเหตุน้องเบนซ์ตื่นตั้งแต่ตีสี่ หุงข้าวทำกับข้าว และไปทำบุญร่วมกันที่วัดแถวคลองสอง หลังจากนั้นจึงกลับมาที่บ้าน ส่วนดิฉันแยกไปทำบุญต่อ ขณะที่น้องเบนซ์ไปกับเพื่อน เพื่อไปทำวิทยานิพน์ที่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นยังถามเลยว่า ทำไมไม่เอารถเบนซ์ที่แม่ซื้อให้ไปใช้ น้องเบนซ์บอกว่าไปแค่ 5 กิโลเมตร เดี๋ยวรุ่นน้องขับรถมาที่บ้าน” นางกมลรัตน์ กล่าว
นางกมลรัตน์ กล่าวอีกว่า กระทั่งเวลา 19.00 น. คืนวันเกิดเหตุ ได้เปิดโทรศัพท์ดูเห็นว่า ทำไมมีเพื่อนๆ และคนโทรศัพท์มาหาหลายสาย และไลน์ในโทรศัพท์ทำไมขึ้นเยอะจัง จึงได้รู้ว่าลูกประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ 11 โมงเช้าแล้ว เมื่อเห็นในคลิปทางทีวีช่องต่างๆ ก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากว่า ทำไมรถคู่กรณีต้องมาชนรถที่ลูกนั่งไปด้วย เพราะว่าเพื่อนลูกคนนี้เป็นคนที่ขับรถช้ามาก ในส่วนคดีความนั้นขอให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายเพียงเท่านั้น
ขณะที่ นายทิวากร ฮ้อแสงชัย บิดาของ น.ส.ธันฐภัทร์ กล่าวว่า บุตรสาวเป็นบุคคลที่มีจิตอาอาสาชอบช่วยหลือสังคมมาโดยตลอด แม้อายุยังน้อยก็มีจิตใจใฝ่หาธรรม และหาโอกาสปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ส่วนเรื่องคดีความครอบครัวจะติดตามเรื่องดังกล่าว และยืนยันว่าจะดำเนินคดีเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด



