
บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้เสี่ยงสูง
บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้เสี่ยงสูง หลังเหตุยึดรพ.เจาะไอร้อง : สมชาย สามารถ รายงาน
เหตุการณ์ที่กลุ่มคนร้ายหลายสิบคนบุกเข้ายึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เพื่อใช้เป็นพื้นที่ยิงถล่มฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4816 กรมทหารพรานที่ 48 เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นับจากนี้ไป
“โอกาสข้างหน้าไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่และเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรและสถานที่ทางด้านสาธารณสุขที่กลุ่มคนร้ายไม่ถือปฏิบัติตามกติกาสากลและหลักมนุษยธรรม” นพ.อุดมเกียรติ พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกผลพวงจากความไม่สงบในชายแดนใต้จากเหตุการณ์จักรยานยนต์บอมบ์ที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2557 ได้กล่าวตั้งข้อกังวล
นพ.อุดมเกียรติ ระบุด้วยว่า ฉะนั้นสิ่งที่สังคมจะต้องทำคือการประณามการกระทำดังกล่าวของกลุ่มคนร้ายที่ก่อความไม่สงบ ซึ่งยอมรับว่าในพื้นที่เสี่ยงยังมีปฏิกิริยาน้อยมาก หรือการออกมาเรียกร้องในลักษณะห้ามกระทำต่อบุคลากรและสถานที่สาธารณสุขก็มีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากในพื้นที่มีความกลัวไม่กล้าวิจารณ์เรื่องนี้มาก เพราะที่ผ่านมาก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างที่กลุ่มคนร้ายกระทำต่อบุคคล เช่น การฆ่าแล้วเผา ฆ่าตัดคอ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่โหดร้ายจนสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนในพื้นที่จึงไม่มีใครกล้า
“มีการพูดในทำนองล้อกันเล่นๆ ว่า ปืนอะไรที่มีเสียงเงียบที่สุดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนก็จะตอบว่าปืนอาก้า เพราะแม้ว่าโดยอานุภาพของปืนอาก้าจะมีเสียงดังก็ตาม แต่สำหรับในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนจะไม่ได้ยินเสียงปืนอาก้า ถึงแม้ได้ยินก็บอกว่าไม่ได้ยินและไม่เห็น”
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกโพธิ์ เห็นว่า การกระทำของกลุ่มคนร้ายที่ยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องเป็นผลลบกับกลุ่มผู้เห็นต่างกับรัฐทั้งหมด เพียงแต่กลุ่มที่ลงมือกระทำมองอีกมุมว่าเป็นชัยชนะของเขา โดยที่ไม่ได้มองว่าความชอบธรรมคืออะไร ตรงนี้เป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง
"เป็นปรากฏการณ์น่ากลัวและน่ากังวลอย่างยิ่งในอนาคต สำหรับปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่การต่อสู้โดยไม่คำนึงถึงกฎกติกาสากล ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ชนะ จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันประณามการกระทำครั้งนี้”
นพ.อุดมเกียรติ ยังเล่าย้อนเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ประสบด้วยตนเองว่า เหตุการณ์จักรยานยนต์บอมบ์ที่ลานจอดรถโรงพยาบาลโคกโพธิ์กับเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง มีความคล้ายกัน กรณีที่โรงพยาบาลโคกโพธิ์ก็คือทหารมาพักที่ศาลาข้างถนน ตั้งอยู่ติดกับรั้วของโรงพยาบาลหรือเวลาลาดตระเวนทหารก็มานั่งพักที่ศาลานี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ทางกลุ่มคนร้ายก็ถือโอกาสใช้รถจักรยานยนต์ซุกระเบิดมาจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลโคกโพธิ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาริมรั้วด้านนอกของโรงพยาบาลเพื่อสังหารทหาร ก็คือเป้าหมายก็ทหารที่มานั่งพัก โดยใช้พื้นที่ของโรงพยาบาลในก่อเหตุ
ทั้งนี้ก็คล้ายกับโรงพยาบาลเจาะไอร้อง โดยเป้าหมายคือฐานปฏิบัติการทหารที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาล โดยใช้โรงพยาบาลในการทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพราะการใช้พื้นที่โรงพยาบาลจะทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าตอบโต้กลุ่มคนร้าย
ดังนั้นจึงเป็นการใช้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อสร้างความได้เปรียบของกลุ่มคนร้ายที่มีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ด้าน นพ.นิรันดร์ วิชเศรษฐสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมายอ จ.ปัตตานี ในฐานะแพทย์ชนบทดีเด่นปี 2556 กล่าวว่า กรณีโรงพยาบาลโคกโพธิ์ จุดเกิดเหตุคือบริเวณลานจอดรถ แต่กรณีโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จุดเกิดเหตุไม่ใช่ลานจอดรถ แต่ที่ตั้งของโรงพยาบาลอยู่ใกล้กับฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งไม่เฉพาะโรงพยาบาลเจาะไอร้องเท่านั้นที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับฐานปฏิบัติการความมั่นคง ไม่ว่าจะของทหารหรือตำรวจ หรือตชด.ก็ยังมีอีกหลายโรงพยาบาล
“เป็นการปฏิบัติการที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะคงไม่มีใครคาดว่าคนร้ายจะใช้โรงพยาบาล แต่เนื่องจากการต่อสู้ในพื้นที่ทวีความรุนแรงค่อนข้างสูงและปฏิบัติการครั้งนี้ก็เลยในส่วนที่ควรปฏิบัติตามหลักกติกาสากล ที่ต้องให้ความปลอดภัยคือโรงพยาบาลนั่นเอง”
นพ.นิรันดร์ เห็นว่า ถ้าพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ก็คือโรงพยาบาลไม่ใช่เป้าหมายในการก่อเหตุ แต่โรงพยาบาลถูกใช้ในการก่อเหตุ โดยมีเป้าหมายคือฐานปฏิบัติการทหารที่ตั้งติดกัน แต่โดยหลักแล้วไม่ควรใช้โรงพยาบาลหรือสถานที่ทางสาธารณสุขเป็นพื้นที่ต่อสู้ นอกจากนี้เมื่อดูแล้วนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในด้านยุทธวิธีของการต่อสู้ สรุปก็คือสถานการณ์ในพื้นที่ไม่ได้ดีขึ้นนั่นเอง
“เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง เป็นการสะท้อนว่าผู้ปฏิบัติการก่อเหตุในครั้งนี้ เพิกเฉยเมินเฉยต่อสิ่งที่ควรจะได้รับการเคารพในเรื่องความปลอดภัยก็คือสถานพยาบาล อนาคตเราก็เลยไม่รู้ว่ามันจะเลยเถิดรุนแรงไปกว่านี้หรือไม่"
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมายอ มีมุมมองอีกด้านว่า ถ้าโรงพยาบาลเจาะไอร้องไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับฐานปฏิบัติการทหารก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ถูกกระทำแบบนี้ ดังนั้นต่อไปก็ต้องระวังมากขึ้น รวมทั้งสถานพยาบาลหรือสถานที่ด้านสาธารณสุขที่อยู่ใกล้กับฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคงในพื้นที่อื่น ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ การกระทำของกลุ่มคนร้ายอาจสะท้อนได้อีกว่า ต่อไปนี้จะทำอะไรก็ได้เพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่หรือทำลายความมั่นคง โดยไม่สนใจว่าอะไรควรไม่ควรทำ แต่เพื่อให้ได้เป้าหมาย พร้อมจะละเมิดกติกาสากล
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกรณีที่เราเคยเห็นผู้หญิง เคยเห็นเด็ก เห็นชาวบ้านที่เป็นคนธรรมดาโดนกระทำ ซึ่งเราก็เป็นห่วง แต่เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง เลยตรงจุดที่ว่านี้ไปอีกจุดหนึ่ง เป็นความรุนแรงที่มากขึ้นไปอีก ซึ่งไม่ได้หมายถึงจำนวนหรือลักษณะความรุนแรงโดยกายภาพ แต่เป็นการที่จะลงมือทำอะไรก็ได้เพื่อให้เกิดความรุนแรง”
นพ.นิรันดร์ ยังกังวลว่า ในอนาคตกลุ่มคนร้ายอาจใช้เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขเป็นกำบังหรือเป็นโล่มนุษย์ หากเมื่อใดมียุทธศาสตร์เข้ายึดโรงพยาบาลเพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งคนร้ายจะไม่ถูกตอบโต้กลับแน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเกรงว่าผู้ป่วย บุคลากรด้านสาธารณสุข จะเป็นอันตรายไปด้วย ซึ่งภายในโรงพยาบาลมีทั้งคนไข้ แพทย์ พยาบาล หากกลุ่มคนร้ายจ้องปฏิบัติการแบบนี้ถือเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขคิดเสมอว่ามีหน้าที่ดูแลรักษาทุกฝ่าย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง ไม่ว่าฝ่ายไหนเรามีหน้าที่ดูแลทุกคน
“มันเลยความสำนึกของคนทั่วไปแล้ว คราวนี้เขาเอาเราเป็นโล่กำบัง แต่ไม่ได้ถือว่าเอาตัวเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นตัวประกัน แต่ว่ามองในมุมของความมั่นคงก็คือเหมือนกับเอาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นตัวประกันนั่นเอง”
เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง ได้สะท้อนถึงการละเมิดกติกาสากลอย่างขาดจิตสำนึกเพียงเพื่อเป้าหมายตามที่ต้องการ และยังเป็นการเพิ่มแรงกดดันและทวีความหวาดกลัวสำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นับต่อจากนี้ไปด้วย



