
ผบ.ตร.ไม่ฟันธงปมยิงวัดอ้อน้อย
16 มี.ค. 2559
'จักรทิพย์' ไม่ฟันธงยิงวัดอ้อน้อยขัดแย้งพุทธะอิสระ-ปมสังฆราช สั่ง ผกก.เจาะไอร้อง ช่วยราชการ ศชต. ดำเนินคดี 'ไพโรเจน' ตามกฎหมาย เด้ง 100 ตร.เอี่ยวผู้มีอิทธิพล
16 มี.ค. 59 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในวัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ได้ให้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ดูจากลักษณะพฤติกรรมการลงมือแล้วคิดว่าไม่ได้หวังผลต่อชีวิต คงจะเป็นการข่มขู่มากกว่า ส่วนการที่มีคนร้ายยิงปืนเข้ามาในวัดนั้นเป็นคู่กรณีกับหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยหรือไม่ ตนคิดว่าอาจจะใช่ แต่ก็ไม่เสมอไป อาจจะเป็นคู่กรณีหรือมือที่สามก็ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรกับเหตุการณ์ที่ขึ้นซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ผบ.ตร. กล่าวว่า ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้หมด อะไรที่เป็นจุดอ่อนที่อีกฝ่ายเห็นแย้ง ก็อาจจะมีการลงมือ แต่อะไรก็ตามที่มาเกี่ยวข้องกับกฎหมายก็ต้องดำเนินการ ถ้าหากจับคนร้ายได้เมื่อไหร่ก็จะรู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทำไมถึงมีคนร้ายที่ออกมาก่อเหตุโดยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในวัดในช่วงที่มีการปราบปรามผู้มีอิทธิพล พฤติกรรมแบบนี้ถือว่าเหิมเกริมหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า บางทีผมว่าเขาอาจจะมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นหรือมีค่าตอบแทนมาเกี่ยวข้อง ซึ่งได้มีการกำชับให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ให้มีการเข้มงวดความปลอดภัย บางครั้งคนที่ก่อเหตุอาจจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น แต่อาจจะมาจากพื้นที่อื่น
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะมีการใช้ยาแรงกับตำรวจในพื้นที่หรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ทุกอย่างต้องดูความเหมาะสมว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือไม่ ไม่ใช่จะเปลี่ยนตัวหรือจะย้ายกันเรื่อยไป
ดำเนินคดี 'ไพโรเจน' ตามกฎหมาย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุระบบดับเพลิงไพโรเจนทำงานอัติโนมัติภายในห้องเก็บเอกสารที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ จนมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ ว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้ง 2 รายได้เข้ามามอบตัวแล้ว ส่วนจะดำเนินการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้หรือไม่นั้นอยู่ที่พยานและหลักฐานว่าจะเชื่อมโยงไปถึงใครบ้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และอาจเรียกบริษัทรักษาความปลอดภัย รวมถึงทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพิ่มเติม ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนพยานไปแล้ว 16 ปาก จาก 20 ปาก ส่วนจะมีพนักงานของทางธนาคารเกี่ยวข้องกับความผิดว่ามีความบกพร่องหรือไม่ชี้แจงรายละเอียดหรือไม่ ซึ่งคงต้องรอผลการตรวจสอบอีกครั้ง
พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นอุทาหรณ์ให้มีการเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยให้มากขึ้นว่าที่มีนั้นเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริงจะสามารถดำเนินการตามได้หรือไม่ ขณะเดียวกันวันนี้ทาง พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 ก็จะเดินทางไปที่บริษัทรักษาความปลอดภัย เพื่อสอบสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งว่ามีส่วนบกพร่องจนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องดังกล่าวหรือไม่อย่างไร
สั่ง ผกก.เจาะไอร้อง ช่วยราชการ ศชต.
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการติดตามกลุ่มคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่า หลังจากเกิดเหตุความไม่สงบขึ้น พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการแก่ พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ อจลบุญ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) และทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องวางมาตรการเข้มงวดเพื่อสแกนหาคนร้ายตามจุดต่างๆ
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทาง ศชต.รู้อยู่แล้วว่าคนร้ายเป็นกลุ่มไหน ซึ่งบางรายที่ก่อเหตุในหลายๆ พื้นที่มีประวัติต้องโทษอยู่แล้ว สังเกตจากการควบคุมตัวคนร้ายในแต่ละครั้ง มีหมายจับประมาณ 5 - 6 หมายต่อรายหรือมากกว่านั้น ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงอยู่ระหว่างการติดตามตัว เพราะคดีนี้มีพยานหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดชัดเจน อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.และในฐานะหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เข้าไปหารือกับ ศชต. เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า การก่อเหตุเป็นวันครบรอบของบีอาร์เอ็น ซึ่งแผนประทุษกรรมมักเกิดตามวงรอบในลักษณะนี้อยู่ตลอด ทั้งนี้ผมได้สั่งการให้ ศชต.ลงนามคำสั่งให้ผู้กำกับในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ให้มาช่วยราชการใน ศชต. เป็นเวลา 30 วัน อาจจะเหนื่อยล้า จึงปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นบ้าง
แจงเด้ง ตร.เอี่ยวผู้มีอิทธิพลออกนอกพื้นที่กว่า 100 นาย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ว่า เป็นที่พอใจ ทุกกองบัญชาการได้เอาตำรวจที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องผู้มีอิทธิพล 16 ฐานความผิดออกจากพื้นที่มาช่วยราชการที่แต่ละกองบัญชาการแล้ว เพื่อความสบายใจของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งตำรวจที่ถูกย้ายมีประมาณเกือบ 100 นาย โดยใครที่มีชื่อจะถูกเรียกให้ออกนอกพื้นที่มาช่วยราชการทั้งหมด ต้องควบคุมความประพฤติดูแลไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยว มอบหมายให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ดูแลเรื่องนี้พร้อมเดินหน้าปราบปรามมือปืนรับจ้างและผู้มีอิทธิพลต่อเนื่อง
"สำหรับตำรวจที่มีชื่อพัวพัน 16 ฐานความผิด เช่น เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เรียกรับผลประโยชน์ หากตรวจสอบแล้วมีความประพฤติดี ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก ก็ให้โอกาสกลับเข้ามาทำงานได้ เบื้องต้นให้ย้ายออกนอกพื้นที่ก่อนพร้อมตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะถ้าย้ายออกมาเฉยๆ พอกลับไปก็เป็นเหมือนเดิมอีก ถ้าใครที่เลิกพฤติกรรมไม่ดีแล้วต้องให้ความเป็นธรรมเขา รายชื่อส่วนใหญ่เป็นตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ ส่วนกลางยังไม่มี การปราบปรามครั้งนี้มีแม่ทัพภาคเป็นเจ้าภาพ แม่งาน ซึ่งจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ใครทำผิดก็ว่ากันไปตามความผิด ยืนยัน ไม่เข้าข้างตำรวจด้วยกันแน่นอน"



