ข่าว

ข้อเสนอคสช.สานต่ออำนาจ

ข้อเสนอคสช.สานต่ออำนาจ

16 มี.ค. 2559

ข้อเสนอคสช.สานต่ออำนาจ : คอลัมน์มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

           เปิดออกมาแล้ว สำหรับข้อเสนอของ คสช. ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  ( กรธ.) 

           มี 2 ประเด็นหลักที่น่าสนใจ  คือ  1.ส.ว.ให้มาจากการคัดสรรหรือแต่งตั้งและโดยตำแหน่ง  2.ที่มานายกรัฐมนตรี  ไม่ต้องมาจาก “บัญชีชื่อนายก”

           ในประเด็นแรก   คสช.เสนอว่า  ควรมี “บทเฉพาะกาล” ให้ ส.ว.ชุดแรกมาจากการคัดสรรหรือแต่งตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ  สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างน้อยก็ในระยะแรกว่า จะช่วยประคับประคองความมั่นคง ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูป 

           ทั้งนี้ ให้ ส.ว.มีจำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี  และควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่งซึ่งไม่ใช่สมาชิกใน คสช. เข้ามาเป็น ส.ว.โดยตำแหน่งได้ จำนวนไม่เกิน 6 คน โดย ส.ว.โดยตำแหน่งในที่นี้ หมายถึงตำแหน่งอันจะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงของชาติ ได้แก่  ปลัดกระทรวงกลาโหม,  ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร.,  ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. ทั้งนี้  ส.ว.คัดสรรหรือแต่งตั้ง ไม่มีอำนาจในการกำหนดตัวนายกฯ

           ประเด็นที่สอง คือ คสช.เสนอว่า ควรงดเว้นไม่นำเรื่องแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 3 ชื่อ ตามมาตรา 83 และมาตรา 154 มาใช้บังคับ

           ทั้งนี้ ใน “บทถาวร” ของร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น  ในมาตรา 83 บัญญัติว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แจ้งรายชื่อ “บุคคล” ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็น “นายกรัฐมนตรี”  ไม่เกิน 3 รายชื่อต่อ กกต.ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งและให้ กกต.ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ

           มาตรา 83 ยังยึดโยงกับ มาตรา 154 ที่บัญญัติว่า ให้สภาผู้แทนฯพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 83

           แต่ คสช.กลับเห็นว่า   ควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุที่มีเงื่อนไขเข้มงวด เช่น ผู้มีชื่อเป็นนายกฯ ในบัญชีถอนตัว หรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง  หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่นแต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเสนอเป็นนายกฯ จากบัญชีของแต่ละพรรคได้ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา  ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ทำไม่ได้ แม้จะจัดการเลือกตั้งใหม่ก็ยังน่าวิตกว่าจะทำได้โดยราบรื่นหรือไม่ ดังนั้นเพื่อเป็นการหาทางออกในยามวิกฤติในระยะแรกตาม “บทเฉพาะกาล” ก็ควรงดเว้นไม่นำเรื่อง “บัญชีชื่อนายกฯ” มาใช้

           อย่างไรก็ตาม การทีี่ คสช.เสนอว่า ใน “บทเฉพาะกาล ” ให้ยกเว้นการบังคับใช้ ที่กำหนดว่า ให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อ กกต.ในระหว่างการรับสมัครรับเลือกตั้งนั้น ก็เท่ากับว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ต้องส่งรายชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ ต่อ กกต.

           ดังนั้น เมื่อไม่มี “บัญชีชื่อนายกฯ” หลังเลือกตั้ง สภาผู้แทนฯ จะเลือกใครมาเป็นนายกฯ ก็ได้   เปิดช่อง “นายกฯ คนนอก” เต็มที่  ซึ่งอาจมีการมองได้ว่า หาก คสช.ต้องการ “สืบทอดอำนาจ” ต่อ ก็ส่งคนของตนเองมานั่ง “เก้าอี้นายกฯ” ได้อย่างสบายมือ เช่นเดียวกับ ส.ว.คัดสรรหรือแต่งตั้ง รวมทั้ง ส.ว.โดยตำแหน่ง ที่อาจมองได้ว่า เป็นคนค้ำยัน “รัฐบาล” หากเป็น คนของ คสช. หรือเป็นคนคอยคุม “รัฐบาล” หากไม่ใช่คนของ คสช.