
ถิ่น จอปธน.คนใหม่ผู้นำพลเรือนคนแรกในประวัติศาสตร์เมียนมา
15 มี.ค. 2559
นายถิ่น จอ คนสนิทและมือขวาของอองซาน ซูจี ผู้นำพรรค NLD ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีด้วยคะแนน 360 เสียง และกล่าวยกย่องว่าเป็นชัยชนะของนางซูจี
นาย ถิ่น จอ คนใกล้ชิดของนางซูจี ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีตามความคาดหมายด้วยคะแนนเสียง 360 เสียงจากการลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวม 652 คนจากทั้งหมด 657 คนในการประชุมสองสภาร่วมกันวันนี้ โดยมีผู้ไม่เข้าร่วม 5 คน เขานับเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรก ที่มาจากการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย เขาบอกกับผู้สื่อข่าวขณะนั่งในรถยนต์ออกจากสภาว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชัยชนะของประชาชนและของนางซูจี
การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้่เป็นการเลือกจากผู้สมัคร 3 คนที่ได้รับการเสนอชื่อจากสองสภาและกองทัพฝ่ายละคน โดยคนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนอีกสองคนเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และ 2 ตามลำดับคะแนน ซึ่งก็คือพล.ท.มยินต์ ส่วย ที่เสนอโดยกองทัพ ได้ 213 เสียง และนายเฮนรี วาน เทียว จากกลุ่มชาติพันธุ์"ชิน" ที่เสนอโดย NLD ได้ 79 เสียง
ประธานาธิบดีคนใหม่จะเริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 1 เม.ย.หลังประธานาธิบดีเต็ง เส่งพ้นวาระในวันที่ 30 มี.ค. ส่วนรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คาดว่าจะประกาศได้ภายในสิ้นเดือนนี้ ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พรรค NLD จะลดจำนวนรัฐมนตรีลงเกือบครึ่งเหลือราว 21-22 ที่นั่ง และจะมีรัฐมนตรีจากพรรค 30-40% ส่วนที่เหลือจะ
เป็นผู้เชี่ยวชาญ และสมาชิกจากพรรคการเมืองอื่นๆ
รัฐบาลมีภารกิจท้าทายมากมาย เช่น ความยากจน สงครามกลางเมืองที่ยังมีการสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม และปัญหาขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน
ถิ่น จอ วัย 69 ปีเป็นประธานบริหารมูลนิธิขิ่น จี ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลส่งเสริมสุขภาพและการศึกษา ตั้งชื่อตามชื่อมารดาของซูจี เขามีเชื้อสายมอญ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน เคยเป็นส.ส.ของ NLD ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2533 เขายังขับรถให้ซูจีด้วย จึงเห็นเขาอยู่ข้างกายเธอเสมอ
ถิ่น จอถูกมองว่าจะเป็นเพียงผู้นำหุ่นเชิดเท่านั้น โดยนางซูจี ซึ่งไม่มีโอกาสชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพราะติดข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ เลือกเขาด้วยเหตุผลเรื่องความจงรักภักดี การศึกษาและประสบการณ์
ขณะที่พล.ท.มยินต์ ส่วย นายทหารเกษียณอายุราชการและนายทหารคนสนิทของ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย อดีตผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารเมียนมาร์ ติดอยู่ในบัญชีดำการคว่ำบาตรของสหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐกำลังจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเมียนมาร์อย่างใกล้ชิด แต่ไม่ระบุว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตหรือไม่



