
'เบน เตชะอุบล'บนสังเวียนอสังหาฯอภิมหาโปรเจกท์
'เบน เตชะอุบล'บนสังเวียนอสังหาฯอภิมหาโปรเจกท์ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง : กอบแก้ว แผนสท้าน ภาพ : บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ในแวดวงสังคมน้อยคนจะมีโอกาสได้รู้จักมักจี่นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง เบน เตชะอุบล ทว่า ในแวดวงนักลงทุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีใครไม่รู้จัก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการ “เจ้าพระยา เอสเตท” ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยและโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท โดยโครงการนี้ประกอบด้วย โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพ ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยหรูระดับลักชัวรี่สูง 73 ชั้น และโรงแรมระดับเวิลด์คลาสถึง 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพ และโรงแรมคาเพลลา...
อันที่จริงด้วยนามสกุล “เตชะอุบล” ที่ต่อท้ายชื่อ “เบน” นั้น ก็ไม่ควรจะเป็นที่สงสัยว่า เหตุใดหนุ่มวัยเพียง 30 ปีนิดๆ ถึงได้ก้าวขึ้นมาจับงานอสังหาฯ ในระดับอภิมหาโปรเจกท์ ถ้าเขาไม่ใช่ทายาทอันดับที่ 2 ในจำนวน 4 คนของเจ้าพ่อเรียลเอสเตทอันดับต้นๆ ของเมืองไทย สดาวุธ-อรวรรณ เตชะอุบล บวกกับดีกรีเกียรตินิยม ทั้งปริญญาตรี สาขากฎหมายและการค้าจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย พ่วงด้วยเอ็มบีเอจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ยังไม่นับความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องอินทีเรียดีไซน์ ล้วนทำหน้าที่เป็นลมใต้ปีกให้เขาเติบโตไปบนเส้นทางธุรกิจสายนี้อสังหาฯ ได้อย่างสง่างาม
ในวันที่ คันทรี่ กรุ๊ป จับมือกับโฟร์ซีซั่นส์ จัดงานเปิดตัวซีรีส์กูร์เม่ต์สุดหรู เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ “นักธุรกิจหนุ่มเจ้าของโปรเจกท์ใหญ่” ซึ่งเจ้าตัวเกริ่นให้ฟังถึงการดำเนินงานของบริษัทแบบคร่าวๆ ว่า "ที่นี่เราเป็นไม่ได้เป็นบริษัทอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว แต่คันทรี่ กรุ๊ป เป็นเครือที่มีบริษัทการเงิน บริษัทเอ็มเอฟซี เป็นต้น ครึ่งหนึ่งเราพัฒนา อีกครึ่งหนึ่งเราทำลงทุนอสังหาฯ ในส่วนนี้เราลงทุนอสังหาฯ ทั่วโลกด้วย เช่น ล่าสุดเพิ่งซื้อดาต้าเซ็นเตอร์ที่อังกฤษ แล้วเปิดกองทุนอสังหาฯ ต่างประเทศอันแรกของไทยไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่วนกลยุทธ์ในการพัฒนาของเราจะไม่เหมือนบริษัทอื่นๆ ที่สร้างคอนโดมิเนียมซ้ำๆ หรือสร้างอะไรชนิดหนึ่งซ้ำๆ เราค่อนข้างที่จะหลากหลาย เน้นไปที่เซ็กเตอร์ที่เป็นโกลว์อินดัสตรี้ ในส่วนของการลงทุนเราเน้นกลุ่มที่มีแนวโน้มค่อนข้างดี เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ดาต้าเซ็นเตอร์ ฯลฯ ที่คนอื่นมักจะไม่ค่อยสนใจลงทุนกัน สำหรับฝั่งที่พัฒนาเพื่อขาย บริษัทเราก็มีจุดยืนที่ชัดเจน เช่น ที่โครงการเจ้าพระยาเอสเตท เราตีนิยามคำว่า อสังหาฯ กว้างมาก เน้นการลงทุนในบางสิ่งบางอย่างที่กำไรดีความเสี่ยงต่ำ เช่น เดต้าเซ็นเตอร์ เราไปซื้อทรัพย์สินที่มีรายได้ค่อนข้างดีแล้วเราพัฒนาโดยการพัฒนาที่มีความเสี่ยงน้อย เพราะมีค่าเช่าที่ดีอยู่แล้ว การลงทุนก็ไม่ต้องมาก ระยะโครงการสั้นกว่าเยอะ เราจัดตั้งกองทุนในเมืองไทยก็สามารถบุกผลกำไรได้เร็ว อีกซีกหนึ่งของคำว่าอสังหาฯ ไม่ใช่การสร้างคอนโดแล้วขายไป บริษัทจะมีวิธีการทำที่แตกต่างจากนักพัฒนาคนอื่น ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์ที่แตกต่าง กำไรดีกว่า ความเสี่ยงน้อยกว่า"
เมื่อถามถึงสไตล์การทำงานในแบบฉบับของ “เบน” เจ้าตัวกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาๆ ตามสไตล์หากแต่หนักแน่นมาก ถึงองค์ประกอบหลักในการทำงานของเขาว่า ประการแรกเมื่อคิดจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีที่สุด ประการต่อมาคือ ให้ความสำคัญกับทีมงานที่เข้มแข็ง ซึ่งตรงนี้ “เอ็มดี...หนุ่ม” ขยายความว่า "ในมุมของผม ถ้าจะทำแล้วต้องทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าถามว่า ส่วนการเป็นผู้นำ ผมเชื่อว่า ถ้าจะเป็นผู้นำที่ดีได้ เราต้องเป็นผู้นำที่ลงมือทำเป็น ต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่ชี้นิ้วสั่ง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นรู้สึกว่ามันไม่เป็นมืออาชีพ นอกจากนี้ยังต้องสามารถลงรายละเอียดกับลูกน้องได้ในหลายๆ ด้าน อันนี้ถือว่าสำคัญ เพราะถ้าผู้นำไม่รู้จริงจะไม่สามารถนำหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานได้ ในส่วนของทีมงานนั้น ถึงแม้องค์กรเราไม่ได้ใหญ่มาก แต่เราให้ความสำคัญกับคนทำงาน นอกจากต้องเป็นคนดีแล้ว ยังต้องเป็นคนที่เข้าใจงานจริงๆ และสุดท้ายคนทำงานรอบข้าง เพราะคนเดียวทำงานทุกอย่างไม่ไหว ต้องมีทีมงานที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันไม่มีใครคนเดียวที่เก่งและถูกหมด การทำงานร่วมกันระหว่างคนดีๆ ที่เราล้อมตัวเอาไว้ ทำให้เกิดโครงการใหญ่ๆ ได้ การทำธุรกิจ ต้องมีคนที่ดีในทุกๆ ด้านคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะคนเดียวไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นการบริหารคนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
ขณะเดียวกัน เมื่อถามถึงเป้าหมายซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่จำกัดเฉพาะตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังหมายมั่นปั้นมือถึงความเป็นหนึ่งในตลาดโลก “หนุ่มเบน” บอกว่า สำหรับองค์กรคันทรี่ กรุ๊ป ก็อยากให้เป็นบริษัทอสังหาฯ แนวหน้าของไทยซึ่งพัฒนาไปถึงต่างประเทศด้วย โดยบริษัทมีกลยุทธ์การทำอสังหาฯ ที่แตกต่างจากคนอื่นๆ และคิดว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีลักษณะพิเศษ ทั้งยังหวังว่าบริษัทจะเติบโตโดยกลยุทธ์แบบนี้ขึ้นเป็นแนวหน้าได้
ทั้งที่บริษัทในเครือคันทรี่ กรุ๊ป มีหลากหลาย แต่เหตุที่ผู้บริหารหนุ่มให้ความสนใจงานทางด้านอสังหาฯ มากกว่าการรับงานบริหารในด้านอื่นๆ เรื่องนี้เจ้าตัวเปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งเพราะคุณพ่อมุ่งให้เขามาทางด้านนี้ อีกส่วนมาจากตัวเองสนใจอสังหาฯ ชอบอะไรที่มีพื้นฐานมีทรัพย์สินจับต้องได้ มองว่าพร็อพเพอร์ตี้เป็นแอสเสทคลาสกว้างใหญ่อันหนึ่ง ที่คิดว่าอย่างไรก็เป็นพื้นที่มีเสน่ห์แตกต่างจากเซลเซอร์วิสบิสิเนส หรือว่าอินเทอร์เน็ตบิสิเนส ซึ่งไม่มีทรัพย์สินจับต้องได้ ทำให้สนใจทางด้านนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรียลเอสเตท แม้ว่าจะไม่ถึงกับไฟแนนเชียล แต่เรียลเอสเตทเราสามารถใส่การสร้างสรรค์เข้าไปได้ นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้งานเป็นเรื่องน่าสนุก
ลูกไม้ใต้ต้นฉันใด “เบน เตชะอุบล” ก็ฉันนั้น...อย่างที่ทราบๆ กันดีว่าทั้งฝ่ายคุณพ่อและคุณแม่ต่างโลดแล่นอยู่ในธุรกิจแวดวงเรียลเอสเตททั้งในและต่างประเทศ จึงเป็นแบ็กอัพระดับพรีเมียม โดยเจ้าตัวเล่าว่า ตัวเขาเริ่มเรียนรู้งานทางด้านอสังหาฯ ด้วยการเข้าไปช่วยงานในบริษัทของคุณแม่ที่ออสเตรเลียตั้งแต่เรียนยังไม่จบระดับชั้นปริญญาตรี ขณะเดียวกันก็ได้คุณพ่อสนับสนุนโดยวิธีของท่านคือ การปล่อยให้ลูกๆ ได้ลงมือทำด้วยตัวเองอย่างเต็มที่...“คุณพ่อเป็นคนอยากให้ลูกแกร่ง นั่นคือไอเดียของท่าน โดยผลักดันให้เข้าไปทำเต็มที่ เมื่อประสบปัญหาแล้วค่อยมาคุยมาแก้ไขกัน ผมถือว่าตัวเองค่อนข้างโชคดี สมมุติว่าเรายิ่งทำยิ่งพิสูจน์ก็จะยิ่งง่ายขึ้น แต่แน่นอนสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ กว่าจะถึงบางจุดในอายุโครงการที่เราต้องการนั้น ต้องก็มีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เยอะมาช่วยมอง ช่วยอธิบาย บางทีก็ช่วยให้เราคิดทะลุปรุโปร่งได้กว่าเยอะ แต่ในบางครั้งที่มีมุมมองต่างกันออกไปก็จะโต้เถียงกันด้วยเหตุผล คุณพ่อเป็นคนมีเหตุและผล เราจะเอาข้อต่างๆ มาเปรียบเทียบด้วยเหตุและผล จากนั้นจึงตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งจริงๆ แล้วคุณพ่อเข้ามาช่วยในเรื่องการชี้แนะในระดับบอร์ดเท่านั้น”
การบริหารงานในโครงการระดับหลายหมื่นล้าน แน่นอนว่าต้องมีรายละเอียดและปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อถูกตั้งคำถามแนวปรัชญาในการทำงาน “ขุนพลเจนสองแห่งอาณาจักรคันทรี่ กรุ๊ป” ออกตัวว่า ไม่เคยต้องใช้ปรัชญาใดๆ ทั้งนั้น แต่ตัวเขากลับยึดหลักคำสอนของบิดาที่ว่า “ไม่มีปัญหาใดในโลกที่แก้ไม่ได้” เพียงอย่างเดียว ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยว่า “งานในแต่ละวันย่อมต้องเผชิญกับปัญหาทั้งเล็กและใหญ่อยู่แล้ว ยิ่งโครงการใหญ่ๆ ยิ่งเจอเรื่องซีเรียสค่อนข้างเยอะ แต่คุณพ่อมักจะพูดอยู่เสมอว่า “ไม่มีปัญหาใดในโลกที่แก้ไม่ได้” นี่คือวิธีการให้กำลังใจหรือวิธีการคิดบวก ซึ่งตนเองก็เชื่อ เพราะทุกๆ อย่างที่เจอเราก็ต้องแก้ปัญหาทีละจุด และนั่นก็ทำให้เดินผ่านมาได้ทุกจุดโดยตลอด แต่อาจจะไม่ได้แก้ได้ทันที อาจจะแก้ไม่ได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ในคราวเดียว แต่มันก็มีทางออกทุกอย่าง
ด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆ แต่ต้องรับผิดชอบโครงการใหญ่ (มาก) ถามว่าชายหนุ่มถึงวิธีการสร้างการยอมรับจากลูกค้าอย่างไรบ้าง???...เจ้าของโปรเจกท์สุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า จริงๆ แล้วในปัจจุบันนี้งานอย่างนี้ก็มีกลุ่มคนรุ่นเดียวกันทำอยู่หลายคน ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแปลกไปจากผู้อื่น จะมีบ้างก็อย่างในช่วงแรกๆ ที่เริ่มต้นโครงการนี้ ค่อนข้างลำบาก กว่าจะได้พื้นที่สวยๆ อย่างนี้ เราต้องโยกย้ายกว่า 300 ราย ซึ่งในช่วงนั้นผมเองมีอายุเพียงแค่ 20 ปีปลายๆ ก็มีบ้างที่จะถูกตั้งคำถามหรืออะไรทำนองนั้น แต่เนื่องจากการพัฒนาอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างต้องใช้เวลา เราเองมีโอกาสทดลองหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างได้ ที่นี่จึงเป็นสิ่งที่ภูมิใจมากแห่งหนึ่ง เพราะทุกๆ อย่าง ทุกๆ ขั้นตอนที่เราตั้งใจให้มันเกิดขึ้น วันนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วจากที่เราประกันว่าเราจะพัฒนาจากวิธีการจัดบริษัทฟันดิ้ง ผู้ร่วมลงทุนที่เราตั้งใจชักชวนเข้ามาก็เป็นเรื่องสำเร็จ ยอดขายที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี สิ่งนี้จึงถือว่าเป็นบทพิสูจน์ได้ดี
เพราะบริษัทมีวิสัยทัศน์ในการลงทุนว่าต้องเป็นโครงการใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือ ตัวเลขการลงทุนสูง ความเสี่ยงสูง เป็นคนอื่นอาจรู้สึกเครียด แต่สำหรับ “ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง” ออกตัวว่า โครงการใหญ่ๆ ก็อาจจะมีบางจุดที่ทำให้เครียดได้ สำหรับเขาซึ่งถือคติเช่นเดียวกับที่ผู้เป็นบิดาให้แนวทางไว้นั้นคือ “ปัญหาทุกอย่างแก้ได้..แต่ต้องตั้งสติดีๆ” ประกอบกับส่วนหนึ่งมาจาก “การได้ทำงานที่ชอบ” มันก็เลยทำให้การทำงานในแต่ละวันเป็นเรื่องสนุก...



