ข่าว

'โจนส์สลัด'คาราวานผักหัวใจไทยสินค้าโฮมเมดมัดใจคนรักสุขภาพ

'โจนส์สลัด'คาราวานผักหัวใจไทยสินค้าโฮมเมดมัดใจคนรักสุขภาพ

14 มี.ค. 2559

'โจนส์สลัด'คาราวานผักหัวใจไทยสินค้าโฮมเมดมัดใจกลุ่มคนรักสุขภาพ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง : ทัศน์วิมน สิงหะไชย ช่างภาพ : ธนาชัย ประมาณพาณิชย์

           เมื่อนึกถึงเมนูสุขภาพของสาวๆ ครั้งใดมักจะต้องมี "สลัด" ติดอยู่ในกลุ่มเมนูสุดฮิตในใจของทุกคนเลยก็ว่าได้ เพราะเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพชื่นชอบผัก รวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ต่างหันมารับประทานสลัดเป็นอาหารมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นแทนข้าวกันเป็นทิวแถว

           “ร้านโจนส์สลัด” (Jones’salad) เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ก่อเกิดจากความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มไฟแรงอย่าง "กล้อง" อริยะ คำภิโล ซึ่งอยากสานฝันที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยบุคลิกของกล้องที่เป็นคนกล้าลองกล้าลุย ทำให้เขาคิดและตัดสินใจลงมือทำธุรกิจทันที โดยเริ่มต้นจากการทำธุรกิจชานมไข่มุกมาก่อน แต่หลังจากกระแสความนิยมและพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เขาเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ที่มั่นคงกว่ามาแทนที่

           “อริยะ” เจ้าของกิจการร้านโจนส์สลัด เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของเขาเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน ด้วยความอยากจะมีกิจการเป็นของตัวเอง ซึ่งเขาเลือกลงทุนในธุรกิจชานมไข่มุกเป็นธุรกิจแรก เนื่องจากเห็นว่าตลาดชานมไข่มุกในเมืองไทยบูมมากในขณะนั้น โดยได้หยิบยืมเงินทุนก้อนแรกมาจากคุณแม่จำนวน 1.5 แสนบาท เพื่อมาลงทุนและขยายกิจการเปิดสาขาตามหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ เรียกว่าการลงทุนครั้งแรกไม่ผิดหวัง สามารถสร้างรายได้มีกำไรนำเงินมาใช้คุณแม่ได้ทั้งก้อนที่หยิบยืมมาในเวลาเพียง 2 เดือน

           อย่างไรก็ตาม กระแสบูมของชาไข่มุกก็มาถึงจุดอิ่มตัวในที่สุด การขยายสาขาและการสร้างรายได้เหมือนช่วงแรกๆ เป็นไปอย่างยากลำบากขึ้น ด้วยเทรนด์การบริโภคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทำให้กล้องต้องเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ ซึ่งในครั้งนี้คิดถึงความมั่นคงยั่งยืนมากขึ้น และจากกระแสที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงนึกถึงอาหารเพื่อสุขภาพ ความคิดที่จะทำธุรกิจร้านอาหารเชิงสุขภาพก็เริ่มผุดพรายขึ้นมา

           “แต่เมื่อย้อนกลับมามองถึงความสามารถของตัวเองพบว่าทำอาหารไม่เป็น เลยเหมือนเราก็ไม่รู้จะทำอะไรดีในตอนนั้น จนกระทั่งแฟนของผมได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วไปอยู่บ้านน้าเขยชาวออสเตรเลีย (น้าโจนส์) ซึ่งเป็นคนที่ทำน้ำสลัดอร่อยมาก ทำให้ผมตัดสินใจบินไปเรียนปรุงน้ำสลัดกับน้าโจนส์ถึงที่นั่น แล้วกลับมาทำน้ำสลัดสูตรเดียวกันออกมาลองวางขาย โดยตัดสินใจเปิดร้านแรกที่ห้างจามจุรีสแควร์เมื่อปลายปี 2556”

           การลงทุนทำธุรกิจร้านอาหารแห่งนี้ ในช่วงแรก “กล้อง” ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 3 แสนบาท ทดลองเปิดร้านเล็กๆ มีลักษณะเป็นเคาน์เตอร์ที่เรียกว่า คาเฟ่ พื้นที่ขนาด 14 ตร.ม. ในห้างจามจุรีสแควร์ ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า เหนือความคาดหมายตั้งแต่เริ่มแรกทีเดียว เพราะสูตรน้ำสลัดไม่ได้เป็นรสชาติฝรั่งมากไป มีการนำมาปรับให้เป็นแบบสไตล์คนไทยหรือถูกปากกับคนไทย ไม่เลี่ยน จึงเป็นรสชาติในแบบที่คนไทยชอบ ต่อมาได้เปิดสาขาเพิ่มที่ห้างเอสพลานาด รัชดาฯ ขนาดพื้นที่ 65 ตร.ม.ลงทุนไปประมาณ 3 ล้านบาท และล่าสุดที่เซ็นทรัล สาขาเวสต์เกต ขนาดพื้นที่ 124 ตร.ม. ใช้งบลงทุนประมาณ 6 ล้านบาท เพราะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มีค่าตกแต่งหลายอย่าง

           “กล้อง” บอกว่า ช่วงเปิดร้านช่วงแรกๆ ลูกค้าก็ดูจะงงๆ เหมือนกันว่าเป็นร้านอะไร ขายแต่สลัดคนจะไม่ค่อยชิน แต่ด้วยความที่ีน้ำสลัดของร้านมีีรสชาติถูกปากคนไทยจริงๆ จึงทำให้มีลูกค้าเข้ามาซ้ำเรื่อยๆ ซื้อซ้ำเยอะมากประมาณ 80% ทีเดียว อย่างสาขาจามจุรีสแควร์ตอนเปิดร้านมีคนมาต่อคิวเยอะมากเหนือตามคาดหมาย ทำให้มีกำลังใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว จากนั้นก็เดินหน้าเปิดสาขาที่สองในห้างเอสพลานาด รัชดาฯ ชั้นจี และล่าสุดก็ปิดที่เซ็นทรัล สาขาเวสต์เกต

           หากถามว่าจุดเด่นของ "โจนส์สลัด” คืออะไร คงต้องตอบว่าเป็นน้ำสลัด “โฮมเมด” ใช้คุณภาพของวัตถุดิบเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นปลาแอนโชวี่ที่นำมาทำน้ำสลัดซีซาร์ และมีให้เลือกหลากหลายอยู่ 20 แบบ เหมาะกับกลุ่มคนที่ชื่นชอบรับประทานสลัดจริงๆ และเป็นรสชาติที่ถูกปากคนไทย กินได้ทุกวันไม่เลี่ยน และใช้ผักจากฟาร์มอินทรีย์ปลอดสารพิษ ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโจนส์สลัดมาจากกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย รวมทั้งกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่รักสุขภาพ หรือต้องการจะลดน้ำหนัก และหันมารับประทานสลัดแทนอาหารมื้อเย็นหรือมื้อเที่ยง

           “จะเน้นกลุ่มลูกค้าที่เฮลตี้แอนด์คลีน ทั้งกลุ่มลูกค้าที่เฮลตี้แบบคลีนเลย ซึ่งเราจะมีน้ำสลัดแบบที่เป็นครีมมาให้แก่กลุ่มที่เริ่มฝึกกินคลีน เราก็จะมีน้ำสลัดรองรับคนกลุ่มนี้ด้วย เช่น ตัวที่ขายดีเป็นตัวแซบซีฟู้ด ซึ่งจะเป็นรสชาติที่คนไทยนิยม คล้ายๆ กับกินกับต้มยำแซบๆ กินได้ทุกวัน และในเดือนมีนาคมนี้ จะทำน้ำสลัดตัวใหม่ที่เรียกว่าน้ำสลัดกะเพรา เชื่อว่าน่าจะถูกปากคนไทยเพราะชอบกินกะเพรากันอยู่แล้ว”

           นอกจากนี้ อีกจุดเด่นของร้านโจนส์สลัดก็คือ เป็นสลัดที่มีราคาไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ลูกค้าได้รับและเทียบกับคู่แข่งในตลาดที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าเหมือนกัน โดยราคาเริ่มต้นของร้านในเมืองจะอยู่ที่ 69 บาท แต่ขึ้นอยู่กับขนาดด้วย หากเป็นไซส์ใหญ่ (แอล) จะอยู่ที่ราคา 79 บาท และบวกราคาเพิ่มท็อปปิ้งที่ลูกค้าเลือกรับประทาน (อกไก่ แซลมอน ปูอัด และไข่) โดยมีการเซตเมนูไว้ทั้งหมด 20 เมนู แต่เมนูที่ขายดีส่วนใหญ่จะเป็นสลัดธัญพืช ต่างๆ มีทั้งข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ขนมปังกรอบ รวมถึงสลัดสวนคุณพ่อ ซึ่งเป็นสลัดผลไม้
 
           อริยะ บอกอีกว่า แม้การทำธุรกิจของโจนส์สลัดจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ใช่ว่าจะมีไม่มีปัญหาอุปสรรคเอาเสียเลย เพราะช่วงแรกของการเปิดร้านก็มีปัญหาค่อนข้างเยอะ จากความที่ยังมีประสบการณ์น้อย และรูปแบบการเปิดร้านสไตล์นี้ในประเทศไทยก็มีค่อนข้างน้อย ทำให้เขาไม่รู้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาด้านการปฏิบัติการ (โอเปอเรชั่น) ภายใน ซึ่งเขาเลือกใช้วิธีการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานให้แก่พนักงาน สามารถแก้ปัญหาไปได้ด้วยดี ขณะที่เรื่องต้นทุนสูงมาร์จิ้นต่ำเป็นปัญหาที่เจอรองลงมา แต่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับธุรกิจ เขาจึงต้องหันมาปรับกลยุทธ์ขายเครื่องดื่มน้ำผลไม้คั้นสด หรือซุปเห็ดต่างๆ ควบคู่กันไป เพื่อช่วยผลักดันยอดขายและกำไร หรือ มาร์จิ้น ให้เพิ่มขึ้นได้

           “ในช่วงแรกอุปสรรคก็คือการโอเปอเรชั่น การจัดการหลายๆ อย่าง ร้านสไตล์นี้ในประเทศไทยมีน้อยในช่วงที่ผมเปิด ทำให้เราไม่รู้ปัญหาเลย ซึ่งหากเปิดร้านกาแฟเราก็เห็นตัวอย่างเยอะแยะศึกษาจากเขาได้ วางเลย์เอาท์อย่างไร จัดการอย่างไร แต่พอเป็นร้านสลัดมันไม่มีคนทำเยอะ การจัดการต่างๆ ค่อนข้างมีปัญหา อย่างตอนแรกที่ทำร้านเล็กๆ ก็มีปัญหาเรื่องความสะอาด เช่น อุปกรณ์หลายๆ อย่างไม่ได้มาตรฐาน ผักจะไม่สด เราต้องคอยเปลี่ยนอุปกรณ์วางเลย์เอาท์ ทำคู่มือพนักงานโอเคคุณต้องมีมาตรฐานอย่างไร ทำความสะอาดอย่างไรให้ได้มาตรฐานเพราะของที่ขายเป็นของสด เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก หรือถ้าเบิกวัตถุดิบมาใช้เยอะเกินไปเหลือก็ต้องทิ้ง ดังนั้น การจัดการเรื่องต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่เจอ”

           อย่างไรก็ตาม กล้องบอกว่า ปัจจุบันโจนส์สลัดสามารถลดต้นทุนไปได้มาก โดยเฉพาะในเรื่องของการสั่งซื้อผักสด ซึ่งเขาบอกกว่าการสั่งซื้อจากฟาร์มขนาดใหญ่ต่อวันจำนวนมาก ทำให้เพิ่มอำนาจต่อรองกับฟาร์มได้ ซึ่งโจนส์สลัดจะใช้ผักสดนำมาทำสลัดประมาณ 150 กิโลกรัมต่อวัน และจะลำเลียงจากครัวกลางแถวรัชดาฯ ส่งไปตามแต่ละสาขา นอกจากนี้ ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรมาผลิตน้ำสลัดเพื่อลดการใช้แรงงานคนด้วย

           ปัจจุบันร้านโจนส์สลัดมีพนักงานให้บริการเฉลี่ย 10 คนต่อสาขา โดยปีนี้มีแผนจะขยายสาขาเองอีกประมาณ 2-3 สาขา และปีหน้าอีก 2-3 สาขาเช่นเดียวกัน ส่วนสาขาแฟรนไชส์จะทดลองทำการตลาดก่อนเพียง 1 สาขาในปีนี้ เนื่องจากต้องการดูแลคุณภาพให้ได้มาตรฐานเดียวกัน โดยทำเลที่จะเข้าเปิดให้บริการยังคงเล็งกลุ่มเป้าหมายครอบครัวเป็นหลัก (สาขาเต็มรูปแบบ) แต่ในส่วนของร้านที่เป็นรูปแบบของคาเฟ่จะมองทำเลใกล้แหล่งออฟฟิศ ซึ่งตอนนี้สาขาที่ขายดีที่สุดยังคงเป็นสาขาที่เอสพลานาด รัชดาฯ

           สำหรับการทดลองเปิดแฟรนไชส์นั้น ยอมรับว่ามาร์จิ้นค่อนข้างต่ำ จึงไม่ได้ใจว่าคนที่ซื้อไปจะรับมือไหวหรือไม่ ขณะนี้จึงต้องวางแผนระบบแฟรนไชส์ให้ดี โดยจะทดลองตามแผนที่วางไว้สาขาเดียวก่อน หากประสบความสำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วางเป้าหมายไว้ 10 สาขา ซึ่งในช่วงทดลองตลาดนี้จะขายแฟรนไชส์ให้แก่ผู้ที่รู้จักกันก่อน ต้องเป็นคนที่ต้องการทำธุรกิจจริงจังและละเอียดรอบคอบ เพราะผักไม่เหมือนกับคนทำร้านกาแฟ เป็นของสดเก็บไว้ไม่ได้นาน ต้องมีการส่งผักให้ทุกวัน โดยเฉพาะวัตถุดิบพวกธัญพืชที่ต้มแล้วจะเสียง่ายมาก ขณะที่กาแฟเป็นของแห้งสามารถเก็บเป็นเดือนก็ได้ ทำให้ควบคุมเรื่องคุณภาพยาก ส่วนเรื่องต้นทุนเมื่อเป็นแฟรนไชส์ก็จะมีรอยัลตี้ฟรีด้วย

           นอกจากนี้ เขายังมีแผนจะปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ โดยหากเป็นร้านสาขาที่อยู่ในเมือง หรือออฟฟิศ อย่างจามจุรีสแควร์ และเอสพลานาด รัชดาฯ จะทำรูปแบบคงเดิมคือเน้นขายสลัดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นร้านที่อยู่ตามหัวเมือง เช่น เซ็นทรัล เวสต์เกต กลุ่มลูกค้าออฟฟิศจะน้อยลง แต่กลุ่มที่เข้ามามากจะเป็นกลุ่มครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ จึงเตรียมปรับรูปแบบร้านอาหารตามกลุ่มลูกค้าทั้ง 2 แบบ

           “ร้านในรูปแบบแรกจะเป็นรูปแบบที่ทำอยู่ตอนนี้คือ ขายสลัดแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนอีกประเภทจะทำเป็นร้านอาหารสุขภาพที่เน้นสลัดคือมีเมนูสเต๊ก แต่เรายังเอาผักเป็นจุดเด่นของเรา จะเสิร์ฟพร้อมกับผักเยอะๆ เพราะจุดเด่นของเราคือใช้ผักเยอะ เลยเจรจากับฟาร์มให้มาส่งทุกวัน ทำให้ผักเราสดใหม่เสมอ จึงยังคงจุดแข็งในเรื่องผักเอาไว้ คนที่มากินสเต๊กของเราตอนนี้จะเป็นกลุ่มคนที่อยากกินสลัดด้วยบางคนมาเป็นครอบครัว เป็นอารมณ์ร้านอาหารสุขภาพที่เน้นสลัด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดตัวได้ในเดือนเมษายนนี้ โดยจะเริ่มทำที่สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต”

           เมื่อถามถึงรายได้ของธุรกิจ “กล้อง” คาดว่าปีนี้น่าจะมีรายได้ประมาณ 60 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือ 100% จากปีก่อนที่มีรายได้เพียง 30 ล้านบาท โดยหวังว่าหลังจากมีการขยายสาขาร้านโจนส์สลัดเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มสินค้าใหม่ๆ ด้วย จะทำให้ฐานลูกค้าที่เข้ามาในร้านกว้างมากขึ้น และมีการซื้อต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 200 กว่าบาท จากปัจจุบันอยู่ที่หัวละ 100 กว่าบาท ซึ่งเขามองว่าแนวโน้มตลาดสลัดยังเติบโตได้อีกมาก แต่ต้องใช้เวลาสักพักที่คนจะออกจากบ้านมาเพื่อรับประทานสลัด หรือรับประทานเป็นอาหารสุขภาพอย่างจริงจังกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

            เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ...คิดแล้วลงมือทำ 

           “อริยะ คำภิโล” หรือ กล้อง ชายหนุ่มวัย 27 ปี จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความฝันอยากเป็นนายตัวเอง ทำธุรกิจของตัวเองไม่คิดเป็นลูกจ้างใคร หลังจากร่ำเรียนจบปริญญาตรีจึงเริ่มมองหาธุรกิจที่จะสานต่อความฝันให้เป็นจริง เริ่มจากร้านชานมไข่มุกตามกระแสผู้บริโภคนิยมในขณะนี้ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ทำธุรกิจถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยสามารถขยายสาขาได้ถึง 10 สาขา โดยเลือกทำเลแถวๆ หน้ามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น ม.เกษตรศาสตร์ ม.รังสิต ม.กรุงเทพ เป็นต้น จนถึงจุดหนึ่งที่ชานมไข่มุกเริ่มอิ่มตัว กระแสความนิยมเริ่มลดลง ทำให้เขาเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ที่มั่นคงกว่าแทน และด้วยกระแสที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ทำให้เขานึกถึงเรื่องของอาหาร จึงเกิดปิ๊งไอเดียที่จะทำร้านอาหารเชิงสุขภาพ

           กล้อง ยอมรับว่า หลักแนวคิดในการทำธุรกิจช่วงแรกๆ ไม่ได้ใช้สมองสักเท่าไร ใช้ใจเพียงอย่างเดียว ซึ่งเขามองว่าเป็นความโชคดีที่การลงทุนในครั้งแรกนั้น ธุรกิจชานมไข่มุกเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม จนมาถึงธุรกิจร้านสลัด ก็ยังถือว่าโชคดีที่ได้สูตรน้ำสลัดออกมามีรสชาติถูกปากคนไทย ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของเขาเชื่อว่าการลงทุนทำธุรกิจในช่วงแรกควรจะมีการลงทุนเป็นร้านเล็กๆ ก่อน เพื่อทดลองตลาดจะได้รับการตอบรับที่ดี จนธุรกิจสามารถขยายตัวเป็นขนาดใหญ่ขึ้นได้หรือไม่ เพราะหากลงทุนทำธุรกิจที่มีขนาดใหญ่เกินตัว อาจจะเกิดปัญหาได้ เมื่อธุรกิจไปไม่รอด

           “ถ้าเราไม่ได้ลอง เราจะไม่รู้ปัญหา ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าเอาแนวคิดนี้ไปใช้แล้วจะประสบความสำเร็จ แต่จะต้องลองทำดูแบบพอประมาณ ไม่ใช่ขยายใหญ่จนเกินตัว ซึ่งอาจจะใม่เวิร์ก หรือบางทีมัวแต่คิดว่าทำแล้วไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ มัวแต่วิเคราะห์ไปโดยไม่มีตัวแปรเลย เราก็มีปัญหา แต่ตอนวิเคราะห์ไปวิเคราะห์มา มันก็ทำให้เครียดไม่ได้เริ่มทำอะไร ถ้าเรารู้ว่าตัวเองมีอะไรดีนิดหนึ่งแล้ว เราทำไปเลยใช้ความกล้าของเราลองลุยดู แต่ไม่ใช่กล้าแบบบ้าบิ่น ไปลงทุนเกินตัว ควรลงทุนในขอบเขตอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

            อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีที่จะเข้ามาทำธุรกิจ การเริ่มต้นถือเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งไอเดียเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนจะดีหรือไม่ดีก็จะรู้ต่อเมื่อลองทำแล้วเท่านั้น ในครั้งแรกแม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ครั้งต่อไปเราสามารถนำมาต่อยอดจากธุรกิจเดิมให้กลายเป็นธุรกิจใหม่ได้ ดังนั้น การลงมือทำ และการกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก

           “ไม่มีใครรู้หรอกว่าธุรกิจจะเวิร์กหรือไม่เวิร์ก มันอาจจะเวิร์กจริงก็ได้แต่ไม่ถูกเวลา หรืออาจจะเวิร์กจริงแต่มีปัจจัยบางอย่าง ทำให้มันไม่เวิร์ก ดังนั้น ถ้าเรามีอะไรเจ๋งๆ เชื่อว่า มันจะดีหรือไม่ดีก็ต่อเมื่อเราลองทำแล้วเท่านั้น เราจะสามารถแยกปัจจัย วิเคราะห์ได้ว่าเมื่อเราลงทุนไปแบบนั้น มันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เราอาจจะเห็นอะไรหลายอย่างที่นำมาต่อยอดจากอันเดิม กลายเป็นธุรกิจใหม่ที่ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมาได้ ซึ่งการลงมือทำการกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเอสเอ็มอี”