
ตร.สอบพยานเหตุสารเคมีรั่วSCB-ออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง
14 มี.ค. 2559
ตำรวจสอบพยานอุบัติเหตุเอสซีบีไปแล้ว10ราย เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง นิติเวชเผยทราบผลชันสูตรพลิกศพกรณีสารเคมีรั่วไหล เอสซีบีปาร์ค บ่ายนี้
วันที่ 14 มี.ค.59 จากกรณีเกิดอุบัติเหตุชั้นใต้ดินอาคารเอสซีบีปาร์ค ของธนาคารไทยพานิชย์ สำนักงานใหญ่เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหลายรายนั้น ต่อมาเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 มี.ค. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต. เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พล.ต.ต. เจริญ กล่าวว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน อยู่ระหว่างการสอบปากคำพนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์ที่เห็นเหตุการณ์ จำนวน 3 ราย โดยสอบปากคำถึงระบบรักษาความปลอดภัย ระบบกล้องวงจรปิด ซึ่งให้การเป็นประโยชน์ หลังเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ทำการสอบปากคำ ผู้ได้รับบาดเจ็บบางส่วน รวมถึงญาติผู้เสียชีวิตไปแล้ว 7 ราย รวมทั้งหมด 10 ราย ซึ่งพยานทั้งหมดให้การไปในทิศทางเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายะเอียดได้ อย่างไรก็ตามเตรียมออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่ายคือ บริษัทรับเหมาที่รับช่วงต่อบริษัทเมก้า แพลนเน็ต จำกัด มหาชน วิศวกรออกแบบอาคาร และวิศวกรความปลอดภัยเข้าให้ปากคำกรณีดังกล่าวต่อไป
สำหรับการเข้าตรวจสอบภายในจุดเกิดเหตุของเจ้าหน้าพิสูจน์หลักฐานในช่วงเช้าวันนี้ จะเข้าดูในเรื่องของที่เกิดเหตุว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหลังจากการเข้าปรับปรุง และเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานในช่วงเกิดเหตุคือประเภทใดจึงทำให้ระบบดังกล่าวทำงาน พร้อมทั้งต้องสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยว่าระบบดังกล่าวควรอยู่ในสภาวะควันไฟ หรือ เปลวไฟในระดับใดจึงจะทำงานอีกด้วย ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันว่าสาเหตุมาจากความประมาทของผู้รับเหมา หรือ ความผิดพลาดของระบบ ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะสรุปผลที่แน่ชัดได้ต่อไป
พ.ต.อ.ภาณุเดช สุขวงศ์ ผกก สน.พหลโยธิน เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหาหรือดำเนินคดีกับใคร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยาน และในวันนี้ได้เรียกบริษัทผู้รับเหมาเข้ามาชี้แจงถึงระบบการติดตั้งแล้ว และยังต้องรอผลการตรวจสอบจากตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ( พฐ.) ก่อน โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับศพผู้เสียชีวิตทั้งหมด ถูกส่งมาที่ นิติเวช ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และเช้านี้ทีมแพทย์จะทำการผ่าพิสูจน์คาดว่าจะทราบผลในช่วงบ่ายวันนี้
ศูนย์เอราวัณ สรุปมีผู้เสียชีวิตจากเหตุ SCB จำนวน 8 ราย เจ็บ 7 ราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้เสียชีวิต 8 รายประกอบไปด้วย 1.นายวิรัตน์ ดีดพิณ 2.นายพีรพัฒน์ กอยประโคน 3.นายสายฝน แล้นโคตร 4.นานเพชร มหาสนิท 5.นายนัฒฐวุฒิ นาสมพงษ์ ทั้ง 5 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 6.นางกรรณิการ์ สินศีริ เสียชีวิตที่รพ.เกษมราษฎร์ 7.นายยุทธนา คนกลาง 8.นางวิไล ขันทอง เสียชีวิตที่รพ.วิภาวดี สำหรับรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 7ราย ประกอบไปด้วย 1.นายจีระศักดิ์ สมดี 2.นายสมจิต สัมโย 3.นายใส บุตรโสภา 4.นายถาวร สัมโย นำส่งรพ.เมโย 5.นายวิชัย โพธิราษฎร์ 6.นายฉัตรชัย ขันทอง นำส่งรพ.เกษมราษฎร์ฯ 7.นายศรัน แคนหนอง นำส่งรพ.เปาโลโชคชัย
“นิติเวช” เผย ทราบผลชันสูตรพลิกศพ กรณีสารเคมีรั่วไหล เอสซีบีปาร์ค บ่ายนี้
ล่าสุด พล.ต.ต.นพ. พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้ถึงจะทราบผลการตรวจพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิต เบื้องต้นยังไม่พบบาดแผลของผู้เสียชีวิต และจะต้องทำการพิสูจน์ทราบว่าผู้เสียชีวิตนั้น เสียชีวิตจากการได้รับสารเคมีชนิดใด โดยญาติสามารถรับศพได้ภายหลังจากแพทย์ตรวจพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่บรรยากาศที่สถาบันนิติเวช เริ่มมีญาติของผู้เสียชีวิตมาติดต่อขอรับศพบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากการตรวจสารไพโรเจนนั้น ทีมแพทย์ต้องทำการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนเพื่อความรอบคอบในการตรวจ
วท.แจงสารดับเพลิง“ไพโรเจน”ไม่ติดไฟ
นายวรวรงค์ รักเรืองเดช รองโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงเหตุเกิดกลุ่มควันดำในอาคารเอสซีบีพาร์ค เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อกลางดึกวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์สาเหตุว่าเกิดจากมีการกระตุ้นให้สารดับเพลิง (แก๊สไพโรเจน) จนทำให้เกิดเหตุอันน่าเศร้าสลดขึ้นว่า โดยตัวของแก๊สไฟโรเจนไม่มีคุณสมบัติติดไฟ แต่เป็นสารดับเพลิงทางการค้าแบบหนึ่งที่พัฒนามาจากเชื้อเพลิงที่ใช้ในจรวด ถูกบรรจุอยู่ในกระบอกที่ไร้ความดันในรูปของวัตถุที่เป็นของแข็ง
เมื่อถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยสวิตช์ไฟฟ้าหรือความร้อนที่กระบอกมากกว่า 500 องศาเซลเซียส จะกลายเป็นละอองของเหลวพุ่งออกมา ในรูปของสารอนุมูลอิสระของธาตุโพแทสเซียมและแก๊สเฉื่อยจำพวกไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ซึ่งไม่ติดไฟ แต่จะทำหน้าที่ดูดซับความร้อนและจับตัวกับอนุมูลอิสระของไฮโดรเจน ออกซิเจนและไฮดรอกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ ทำให้กระบวนการติดไฟขาดความต่อเนื่อง จนสามารถดับไฟได้ในที่สุด
รองโฆษก วท. กล่าวด้วยว่า โดยปกติสารดับเพลิงดังกล่าวจะถูกใช้ในปริมาณ 1 ขีดต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปริมาณอากาศใน 1 ลูกบาศก์เมตรที่หนัก 1.3 กิโลกรัม จะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 8 เปอร์เซ็น ก็เพียงพอต่อการดับไฟได้ สารประเภทนี้ไม่ไวไฟและมีประสิทธิภาพสูง จึงมักใช้แทนที่ระบบสปริงเกอร์ที่ใช้น้ำดับไฟ เพื่อป้องกันพื้นที่ที่อาจทำให้เกิดไฟช็อต เช่น ห้องเซิร์ฟเวอร์ระบบคอมพิวเตอร์ หรือบริเวณที่มีเชื้อเพลิงเช่น สารเคมี กระดาษในห้องเก็บเอกสาร ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดที่ไม่มีคนอยู่เท่านั้น สารดับเพลิงประเภทนี้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เอเชียและแอฟริกา เพราะเป็นสารที่ใช้ได้ผลในปริมาณที่น้อยกว่าสารตัวอื่นๆ เช่น สารฮาลอน 1301 และ เอฟเอ็ม-200 ได้หลายเท่าตัว
"ถึงแม้สารนี้จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีสารประกอบของแก๊สเรือนกระจกพวกคลอรีนหรือโบรมีน จึงไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนของโลกได้ และผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลว่าไม่เกิดอันตรายเมื่อสัมผัสโดยตรงกับร่างกายคน แต่ก็ได้แนะนำต่อว่าไม่ควรอยู่ในพื้นที่เกิน 5 นาที เพราะละอองของเหลวดังกล่าวไม่มีออกซิเจนที่จำเป็นต่อการหายใจ โดยปกติเซลล์สมองของคนจะเริ่มตายได้หากไม่ได้หายใจเพียง 1 นาที และทวีความรุนแรงถึงขั้นเสียหายได้หากไม่ได้หายใจ 3 นาที จากนั้นภายใน 10 นาทีสมองจะเสียหายขั้นรุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 15 นาที”นายวรวรงค์ กล่าว



