
เสียงสะท้อนผู้โดยสารเรือแสนแสบ 'รู้ว่าเสี่ยงแต่ต้องทนใช้'
13 มี.ค. 2559
เรื่องเล่าข่าวดัง : เสียงสะท้อนผู้โดยสารเรือแสนแสบ 'รู้ว่าเสี่ยงแต่ต้องทนใช้' : โดย...แมรี่ แบรดลี่
“ถามว่ากลัวมั้ยก็กลัวค่ะ รู้ดีว่ามันเสี่ยงมากจะขึ้นจะลงตอนเรือเทียบท่าก็กลัวตกน้ำ ตอนที่แล่นอยู่ก็กลัวล่มเพราะตอนสวนกันเรือมันโคลงมันกระแทกกับคลื่น ยิ่งตอนลอดใต้สะพานบางสะพานนี่ต้องปลดหลังคาลงมาเลยนะเราก็กลัวหัวจะกระแทกหรือไม่ ยิ่งพอเกิดเหตุเครื่องยนต์เรือระเบิดก็ยิ่งผวาใหญ่ มันเสี่ยงมากรู้ดี แต่จะทำงัยได้เพราะหากไปใช้รถเมล์รถก็ติดมากมันไม่ไหว ก็ต้องทนเอา”
นี่คือเสียงสะท้อนของประชาชนที่ยังคงใช้บริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบ หลังจากเกิดเหตุเครื่องยนต์เรือโดยสารลำหนึ่งระเบิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากว่า 1 สัปดาห์แล้ว แต่ผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยยังยากที่จะคลายความวิตกกังวลลง
น.ส.ศิตาวรรณ บุญแจ่ม นักศึกษาวัย 20 ปี ซึ่งจำเป็นต้องโดยสารเรือในคลองแสนแสบจากท่าเรือวัดศรีบุญเรืองไปขึ้นที่ท่าประตูน้ำแทบทุกวัน เพื่อให้ทันเวลาเข้าเรียนในสถานศึกษาชื่อดังย่านสามย่าน บอกว่า หลังเหตุเครื่องยนต์เรือโดยสารในคลองแสนแสบระเบิด ได้หันไปใช้รถเมล์โดยสารแทน แต่ด้วยระยะเวลาที่ต้องสูญเสียไปกว่า 2 ชั่วโมง เพราะปัญหารถติด จึงต้องกลับมาใช้บริการเรือโดยสารเช่นเดิม
เธอบอกด้วยว่า นั่งเรือโดยสารเป็นประจำแทบทุกวันในช่วงเช้าและเย็นซึ่งเป็นชั่วโมงเร่งด่วน ใช้เวลาในการเดินทางจากท่าเรือวัดศรีบุญเรืองถึงท่าเรือประตูน้ำประมาณ 30 นาที แต่หากใช้บริการรถโดยสารอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลาที่แตกต่างกันมากทำให้เลือกใช้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ แม้จะไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัยก็ตาม
“หลังเหตุเครื่องยนต์เรือโดยสารคลองแสนแสบระเบิดก็กลัวนะกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำ ทุกวันนี้ก็กลัวรู้ว่าเสี่ยงแต่ก็ต้องทนใช้เพราะโดยสารเรือใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงแต่ถ้าใช้รถอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เวลามันต่างกันมาก มันเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทนใช้ไป หลังเกิดเหตุทำได้แค่เพียงเลือกที่นั่งให้ไกลจากส่วนของเครื่องยนต์ พยายามลงเรือตรงส่วนหัว แต่ก็นั่นแหละนั่งส่วนหัวเรือก็ต้องเสี่ยงกับการชนหรือกระแทกอีก” น.ส.ศิตาวรรณ กล่าว
ไม่แตกต่างจาก นางรันนิยา แก้วกาญ ผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบ วัย 32 ปี ซึ่งให้ข้อมูลว่า ยังคงจำเป็นต้องใช้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบต่อไป แม้จะหวาดหวั่นถึงอันตรายหลังเกิดเหตุเครื่องยนต์เรือระเบิดไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะว่าการเดินทางทางเรือช่วยย่นระยะเวลาลงได้มากเมื่อเทียบกับการเดินทางทางอื่น
“พักอยู่ย่านประตูน้ำแต่ที่ทำงานอยู่ย่านรามคำแหงเดินทางด้วยเรือโดยสารคลองแสนแสบมานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาจนกระทั่งมาทำงานก็ใช้เส้นทางนี้มาโดยตลอด ก็เพิ่งเคยเห็นเหตุการณ์เครื่องยนต์เรือระเบิดเป็นครั้งแรก ถามว่ากลัวไหมก็กลัวค่ะ แต่ไม่สามารถไปใช้เส้นทางอื่นได้ เพราะเส้นทางนี้ควบคุมเวลาการเดินทางได้ คือมันเร็วกว่าการขับรถเพราะจราจรช่วงชั่วโมงเร่งด่วนก็รู้ๆ กันอยู่ว่ารถติดมากใช้เวลาเดินทางนาน ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นจะเป็นครั้งสุดท้ายเพราะเท่าที่ทราบหลังเกิดเหตุมีการห้ามไม่ให้เรือโดยสารนำก๊าซมาใช้ ก็ขอภาวนาอย่าให้เกิดเหตุร้ายขึ้นมาอีก” นางรันนิยา กล่าว
เช่นเดียวกับ นายสมชาย ทองสุขเกล้า ผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบอีกราย ที่ระบุว่า แม้จะยังคงกังวลถึงความปลอดภัยภายหลังเหตุเครื่องยนต์เรือโดยสารคลองแสนแสบระเบิดจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บไปกว่าครึ่งร้อย แต่ก็คงต้องใช้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบต่อไป เพราะคิดว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีไหนหรือใช้พาหนะใด
“ผมโดยสารเรือคลองแสนแสบไปทำงานทุกวัน ผมจะลงเรือจากท่าน้ำวัดศรีบุญเรือง ไปขึ้นที่ท่าย่านทองหล่อ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที วันเกิดเหตุผมก็ใช้เรือโดยสาร โชคดีที่เรือลำที่ผมใช้ไม่ใช่ลำที่เกิดเหตุ ถามว่าตกใจมั้ยก็ตกใจ ถามว่ากลัวมั้ยก็กลัวครับ แต่ถ้าถามว่าจะเปลี่ยนไปเดินทางด้วยวิธีอื่นหรือไม่ คงไม่ครับเพราะการเดินทางด้วยเรือโดยสารใช้เวลาน้อยกว่ารถโดยสารมาก” นายสมชาย กล่าว
แม้จะยังคงต้องก้มหน้าก้มตาใช้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบต่อไป เพราะมีทางเลือกน้อย แต่ผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบเหล่านี้ ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลผู้ให้บริการให้ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยในการให้บริการ เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุร้ายแต่ละครั้งประเมินค่าไม่ได้
ในกรณีเครื่องยนต์เรือโดยสารคลองแสนแสบระเบิดครั้งนี้ หลังเกิดเหตุผู้ให้บริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบได้ถอดระบบเชื้อเพลิงก๊าซออก โดยเรือที่ให้บริการจะใช้เฉพาะน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งนายวิชัย โต๊ะมะ ซึ่งทำหน้าที่ขับเรือโดยสารของบริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ให้ข้อมูลว่า เรือโดยสารที่เกิดเครื่องยนต์ระเบิดเป็น 1 ใน 25 ลำ ของเรือที่ใช้ก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งหลังเกิดเหตุเจ้าของบริษัทดำเนินการถอดระบบเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซออกทั้งหมดแล้ว โดยใช้เฉพาะเรือโดยสารที่ใช้น้ำมันดีเซลมาให้บริการประชาชน
สอดคล้องกับ นายเชาวลิต เมธยะประภาส ผู้ประกอบการบริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ที่ยืนยันว่า ได้ถอดระบบเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซออกหมดแล้วทุกลำ และจะไม่นำระบบก๊าซแอลเอ็นจีมาใช้อีก โดยจะใช้น้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียว และหลังจากนี้จะเพิ่มการตรวจสอบมาตรฐานของระบบเครื่องยนต์และเชื้อเพลิงของเรือโดยสารคลองแสนแสบจากเดิมปีละครั้ง เป็น 6 เดือนครั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสาร
------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : เสียงสะท้อนผู้โดยสารเรือแสนแสบ 'รู้ว่าเสี่ยงแต่ต้องทนใช้' : โดย...แมรี่ แบรดลี่)



