
แล้งที่สุดถึงขุดหาน้ำ หลายชีวิตดิ้นสู้ฝ่าวิกฤติ
13 มี.ค. 2559
เกาะติดวิกฤติแล้ง : แล้งที่สุดถึงขุดหาน้ำ หลายชีวิตดิ้นสู้ฝ่าวิกฤติ : โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / ศูนย์ข่าวภาคอีสาน / ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ยังมีพื้นที่แห่งหนึ่งในภาคอีสานที่ประสบปัญหาภัยแล้งชนิดข้ามปี ประสบการณ์หฤโหดของชาวบ้านที่นี่ คือ ได้รับการจัดสรรน้ำกินน้ำใช้ให้เป็นบางเวลา และเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อกลางปีก่อน
ในพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่าง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีเขตปกครองมากถึง 32 อำเภอนั้น อ.พระทองคำ จัดว่าแล้งที่สุดในจำนวน 10 อำเภอประสบภัยของดินแดนที่สุ่มเสี่ยงภัยแล้งติดต่อกันมานานหลายฤดูกาล
นอกจากปัญหาดินเค็มที่เป็นอุปสรรคต่ออาชีพเกษตรกรรมและการขุดหาแหล่งน้ำจืดแล้ว สภาพทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ห่างจากอ่างเก็บน้ำออกไปไกลถึง 100 กิโลมตร ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านที่นี่ตกอยู่ในหลุมดำแห่งความแร้นแค้น
รถอีแต๋น และรถพ่วงไถนา ถูกชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจาก 900 หลังคาเรือนแห่งบ้านประคำ หมู่ 1 ต.สระพระ นำมาใช้เป็นเครื่องสูบน้ำและขนส่งจากแหล่งน้ำจืดที่หายากตามไร่มันสำปะหลังและไร่อ้อยที่ยังหลงเหลือความชุ่มชื้นอยู่ใต้ดิน และต้นพืชก็เป็นหลักประกันว่าจะไม่เจอปัญหาดินเค็ม
ทรงพล มั่นบรรจง ชาวบ้านที่นำรถไถพ่วงมาสูบน้ำใช้ เล่าว่า บ่อบาดาลที่เขาสูบจากไร่อ้อยนี้ เป็นของเพื่อนบ้านที่อนุญาตให้สูบน้ำได้ฟรี จึงมีชาวบ้านมาต่อคิวรอสูบน้ำจำนวนมาก
“ผมเอาถังแกลลอนมา เพื่อสูบน้ำกลับไปเก็บไว้ใช้ที่บ้าน 2 เที่ยว รวม 56 ถัง ใช้ในครอบครัวได้ครั้งละ 3 วัน” นั่นเป็นหนึ่งในกิจวัตรสำคัญที่หนุ่มวัยรุ่น 19 ปีผู้นี้ก็คิดเหมือนคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน คือ ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะบ้านประคำยังไม่เคยแล้งถึงขนาดต้องหาแหล่งขุดเจาะน้ำใช้แทนน้ำประปาเช่นนี้มาก่อน
บ้านประคำ หมู่ 1 ก็กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคอย่างหนัก เนื่องจากแหล่งเก็บน้ำดิบผลิตน้ำประปาของเทศบาลตำบลสระพระแห้งขอด ไม่สามารถผลิตน้ำประปาจ่ายให้ชาวบ้านได้
สำหรับน้ำดิบผลิตประปานั้น เรืองชัย สุตใหม่ กำนันตำบลสระพระ บอกว่า เทศบาลตำบลพระทองคำ และเทศบาลตำบลสระพระ ไปสูบน้ำจากตำบลใกล้เคียงมาใช้ผลิตน้ำประปาชั่วคราวก่อน ซึ่งสามารถจ่ายน้ำให้ชาวบ้านเพียงวันละ 1 เวลา คือ เวลา 17.00–19.00 น. ทำให้บ้านที่อยู่ปลายน้ำไม่มีน้ำใช้ หลายครัวเรือนต้องไปสูบน้ำจากบ่อบาดาลมาใช้บรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว
ชาว ต.สระพระ มีทั้งหมด 11 หมู่บ้าน จำนวนประชากรกว่า 9,000 คน ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ต้องรอแต่น้ำฝนอย่างเดียว ดังนั้นขณะนี้จึงไม่มีน้ำดิบผลิตน้ำประปา
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 6 แห่ง ใน จ.นครราชสีมา มีเหลืออยู่ในอ่างเฉลี่ยเพียง 37% ของความจุอ่าง โดย อ.พระทองคำ เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งที่หนักที่สุด
“การแก้ปัญหาระยะยาวต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ช่วยสร้างหรือหาแหล่งน้ำที่เพียงพอ เนื่องจากสภาพพื้นที่ของ อ.พระทองคำ ไม่ได้เป็นทางผ่านของลำน้ำ และไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อยู่ใกล้เคียง ต้องอาศัยเพียงน้ำฝนอย่างเดียว ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนก็เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนไว้เพื่ออนาคตด้วย” เรืองชัย บอก
ปัจจุบันชาวบ้านใน อ.พระทองคำ กว่า 4.2 หมื่นคน จากทั้ง 5 ตำบล 76 หมู่บ้าน กำลังได้รับความเดือดร้อนจากการไม่มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลพระทองคำ มีผู้ประสบปัญหาภัยแล้งกว่า 1,400 หลังคาเรือน มีประชาชนเดือดร้อนขาดน้ำอุปโภค บริโภคในครัวเรือนกว่า 5,000 คน เทศบาลต้องออกประกาศงดจ่ายน้ำประปาเป็นเวลาตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา โดยจ่ายน้ำให้เฉพาะช่วงเช้าและเย็น วันละ 2 ชั่วโมง จนถึงปัจจุบันจะจ่ายน้ำให้เฉพาะช่วงเย็น ตั้งแต่ 17.00-19.00 น. และจ่ายวันเว้นวัน เนื่องจากแหล่งน้ำดิบที่ใช้ผลิตประปาแห้งหมด
เทศบาลใช้รถบรรทุก 3 คัน ไปซื้อน้ำดิบจากบ้านโกรกมะขามป้อม ต.ทับรั้ง อ.พระทองคำ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอ 18 กิโลเมตร เพื่อนำน้ำดิบมาเติมถังเพื่อผลิตประปา โดยรถบรรทุกน้ำ 3 คัน จะวิ่งไปซื้อน้ำวันละ 14 เที่ยว แต่แหล่งน้ำดิบที่ว่านี้จะใช้ได้อีก 3 เดือน คือระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-เมษายนนี้เท่านั้น
ด้านความช่วยเหลือจากราชการ วิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้อนุมัติโครงการขุดเจาะน้ำบาดาลไปแล้ว และเร็วๆ นี้จะเจาะบ่อบาดาล 2 ตำบล คือ ต.สระพระ และต.พระทองคำ
ไปทางภาคเหนือ แม้ภาวะภัยแล้งที่นี่จะได้รับการคาดหมายว่าจะหนักหนาสาหัสกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะน้ำในอ่างเก็บน้ำของหลายเขื่อนเหือดหายไปก่อนพื้นที่ใดๆ ของประเทศ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็หาได้ศิโรราบต่อโชคชะตาหรือภัยธรรมชาติ
ที่ จ.พิษณุโลก เกษตรกรบ้านท่าโรงตะวันออก ต.วัดพริก อ.เมือง ได้ปรับเปลี่ยนสภาพผืนนาที่ประสบปัญหาภัยแล้ง หันมาปลูกต้นทานตะวันพืชใช้น้ำน้อยทดแทน หลังจากรัฐบาลมีนโยบายให้เกษตรกรงดการทำนาปรัง
การปลูกทานตะวันมีตลาดรองรับผลผลิตอยู่แล้ว ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ไร่ละประมาณ 3-4 พันบาท
บานเย็น นุชรุ่งเรือง เกษตรกรบ้านท่าโรงตะวันออก กล่าวว่า ราคาข้าวตกต่ำสู้วิดน้ำไม่ไหว จึงหันมาปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พอทำเงินรายได้ให้บ้างเพราะต้นทุนต่ำกว่าการทำนา
ส่วน นนทิยา สีแตง ชาวนาพิจิตร ลองปลูกมาแล้วหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ถั่ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ สุดท้ายหันมาปลูกดาวเรืองจากคำแนะนำและการช่วยเหลือของคนในครอบครัว จนสามารถฝ่าฟันผ่านอุปสรรคมาได้
ดาวเรืองของนนทิยาใช้เวลาปลูกเพียง 40 วัน ก็สามารถตัดดอกขายโดยตรงที่ปากคลองตลาด และตลาดสี่มุมเมือง สร้างรายได้กว่า 1.5 แสนบาท ในการทำบนเนื้อที่ 5 ไร่ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ว่างงานมีรายได้จากการรับจ้าง ตั้งแต่เตรียมดิน ปลูก ตัดดอก จนถึงส่งขาย
ด้าน พิเชษฐ เคน้ำอ่าง เกษตรกร จ.อุตรดิตถ์ ยอมทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หลังทราบสถานการณ์ภัยแล้งมาตั้งแต่ปลายปี 2558 จึงเลือกปลูกแตงโมแบบคลุมดิน และระบบหยดน้ำ ทดแทนการทำนาที่มีอยู่ 40 ไร่ ซึ่งเพียง 70 วัน สามารถเก็บผลผลิตรอบแรก มีพ่อค้าจากตลาดไทมารอรับซื้อถึงแปลง
พิเชษฐบอกว่า ตัดสินใจงดทำนา มาปลูกแตงโมพันธุ์กินรีและตอร์ปิโด ด้วยวิธีการปลูกแบบประหยัดน้ำ คือใช้พลาสติกคลุมดินเพื่อกันการระเหยของน้ำ คลุมวัชพืชได้ด้วย และเลือกรดน้ำด้วยระบบหยดน้ำเพื่อประหยัดน้ำให้มากที่สุด ตลอด 70 วัน ให้น้ำเพียง 40 ครั้ง โดยจะสามารถเก็บผลผลิตได้ 2-3 ครั้ง
พิเชษฐลงทุนไร่ละ 1.2 หมื่นบาท หักทุนและค่าแรงงานทุกอย่าง พอมีกำไรไร่ละ 1.7 หมื่นบาท แล้งปีนี้ครอบครัวมีรายได้ใช้หนี้ และต่อยอดปลูกแตงโมรอบใหม่ ที่สำคัญคือยังสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ด้วยการจ้างคนงานเก็บและหาบแตงโม กว่า 50 คน รายได้ไม่ต่ำกว่าคนละ 500 บาทต่อวัน
ขณะที่บางส่วนหันไปประกอบอาชีพอื่น โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดอุตรดิตถ์เข้าสาธิตวิธีการและขั้นตอนการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ให้แก่เกษตรกรชาวนา ต.ด่านแม่คำมัน อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 200 ราย ที่ให้ความสนใจหันมาเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติกแทนการทำนาปรัง โดยใช้พื้นที่นาปรับเป็นบ่อเลี้ยงปลา พร้อมกับการปลูกพืชผักสวนครัวแซมตามคันนา เพียงระยะเวลา 3 เดือนก็สามารถจับกินและขายได้
อุตรดิตถ์มีชาวนาจำนวน 1,666 ราย ปรับที่นามาเป็นบ่อเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ซึ่งราชการให้การสนับสนุนอุปกรณ์ทุกอย่าง ทั้งพร้อมสอนวิธีการสร้างบ่อการเลี้ยง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดหาตลาดในการรองรับ
แต่สำหรับ ป้าสนม จันทร์พันธ์ ลุงสนิท คงรอด และลุงจำนง ศรีคมขำ ชาวนา ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เลือกที่จะผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายข้าวหลามริมถนนทางหลวงหมายเลข 11 อุตรดิตถ์-พิษณุโลก
ในแต่ละวันพ่อค้าแม่ขายข้าวหลามทั้งสามต้องสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมร้านและเร่งเผาข้าวหลาม เพื่อจัดไว้ให้ลูกค้าที่โทรศัพท์มาสั่งจองคิวไว้ล่วงหน้า ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขกับอาชีพใหม่ ที่ประยุกต์มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น หลังไม่ได้ทำนา ไร้รายได้ พวกเขาเรียนรู้ว่า การหันหลังให้ท้องนาคือการคืนสุขให้ครอบครัวในห้วงยามที่ไม่อาจงอมืองอเท้า
รางวัลแห่งการต่อสู้ชีวิตที่พวกเขาได้รับคือ ที่มาของชื่อเสียง “ข้าวหลามไผ่ป่าเฉาะอบถัง” อันหมายถึงรายได้วันละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท จากข้าวหลาม 300 กระบอก
--------------------
(เกาะติดวิกฤติแล้ง : แล้งที่สุดถึงขุดหาน้ำ หลายชีวิตดิ้นสู้ฝ่าวิกฤติ : โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / ศูนย์ข่าวภาคอีสาน / ศูนย์ข่าวภาคเหนือ)



