ข่าว

ปมปริศนาประธานาธิบดีขัดตาทัพแห่งพม่า

ปมปริศนาประธานาธิบดีขัดตาทัพแห่งพม่า

12 มี.ค. 2559

ปมปริศนาประธานาธิบดีขัดตาทัพแห่งพม่า : บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์รายงาน

           จนถึงนาทีนี้ ผู้สันทัดกรณีเหตุการณ์ความเป็นไปในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดี ก็ยังไม่กล้าฟันธงว่า “ทิน จ่อ” จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีขัดตาทัพ หรือประธานาธิบดีนอมินี หรือประธานาธิบดีหุ่นของ นางออง ซาน ซูจี เพื่อนรักตั้งแต่ครั้งเรียนด้วยกันในสมัยยังเด็กและยังตามไปเรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แม้ ส.ส.สังกัดพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) จะเป็นผู้เสนอชื่อเองตามที่ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ ที่จะเข้ามาบริหารประเทศแทนประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ในวันที่ 30 มีนาคมนี้

           ความไม่มั่นใจนี้มีขึ้นเนื่องจากผิดสังเกตว่า ช่วงมีการแถลงต่อหน้าสื่อมวลชนที่หน้ารัฐสภานั้น ไม่มีเงาของบรรดาผู้นำระดับสูงของเอ็นแอลดี รวมไปถึงนางซูจี และนางซู ซู วิน ภรรยาของทิน จ่อ ปรากฏให้เห็นแม้แต่คนเดียว เช่นเดียวกับ ส.ส.โควตาทหารที่ไม่ได้ไปปรากฏตัวที่อาคารรัฐสภา จนทำให้บรรยากาศดูอึมครึมเงียบเชียบผิดปกติ กระทั่งไม่มี ส.ส.คนใดกล้าโพสต์ข้อความแสดงความยินดีล่วงหน้า ทั้งที่เฝ้ารอนาทีนี้มานานถึง 4 เดือน หลังพรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้งถล่มทลายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนปีที่แล้ว

           แต่หลังจากสภาชาติพันธุ์ หรือวุฒิสภา ออกมาแถลงว่า ได้เสนอชื่อ “เฮนรี วัน เชี่ยว” ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในโควตาของกลุ่มชาติพันธุ์ เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ฟ้าใสไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนใดๆ เกิดขึ้น ส.ส.เอ็นแอลดีจึงเลิกทำตัวลีบขณะถอนหายใจด้วยความโล่งอก มีการโพสต์ข้อความแสดงความยินดีแก่ทิน จ่อ อย่างเป็นทางการ

           ตรงกันข้ามกับนักข่าวสายรัฐสภา ที่ลืมบรรยากาศแปลกประหลาดในช่วงเช้าไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อสาละวนกับการเช็กข่าวให้วุ่นไปหมดว่า "เฮนรีเป็นใครหรือ” เพราะไม่มีใครรู้จักมาก่อน แม้จะไปค้นประวัติที่โซเชียลมีเดียก็หาประวัติไม่พบ รูปถ่ายเพียงรูปเดียวที่นักข่าวหาได้ก็คือรูปติดบัตรในรัฐสภา ภายหลังจึงสามารถค้นประวัติสั้นๆ ได้ที่เฟซบุ๊ก เนื่องจากสะกดตัวไม่เหมือนกัน ทำให้รู้คร่าวๆ ว่า เป็น ส.ส.ชาวชินจากรัฐชิน ทางตะวันตกของประเทศ ที่อยู่ติดกับรัฐมณีปุระของอินเดีย

           ไม่ใช่แต่นักข่าวที่ไม่รู้จักว่า เฮนรี วัน เชี่ยว เป็นใคร แม้กระทั่งส.ส.พรรคเดียวกัน โดยเฉพาะ ส.ส.ที่เป็นชาวชินเช่นกัน ก็ยอมรับไม่รู้จักว่าเฮนรี วัน เชี่ยว เป็นใคร และสมาชิกระดับสูงของเอ็นแอลดีไปคว้าตัวมาจากไหน ในเมื่อก่อนหน้านี้มีการปล่อยข่าว ซึ่งหลายคนยืนยันว่าเป็นความจริงว่าพรรคจะเสนอชื่อ สาย หยุ่น วิน เลขาธิการพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติฉาน (เอสเอ็นแอลดี) หรือพรรคหัวเสือ ให้เป็นรองประธานาธิบดี สุดท้ายกลับตาลปัตรกลายเป็น ส.ส.จากรัฐชิน แม้ ส.ส.ชาวไทยใหญ่จากรัฐฉานบางคนจะทำใจยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องของประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องยอมรับ

           อย่างไรก็ดี อดีตนายพลลา เต วิน สมาชิกอาวุโสของพรรคหัวเสือโวยวายแสดงความไม่พอใจว่าเหมือนกับถูกหักหลัง พร้อมกับประกาศว่าพรรคหัวเสือจะเสนอชื่อตัวแทนของพรรคเองเพื่อชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ถ้าทำจริงก็เท่ากับกดดันให้รัฐสภาอาจต้องเลื่อนการออกเสียงว่าจะเลือกใครออกไป จากเดิมที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 14 มีนาคมนี้ ไม่นับรวมถึงการสะท้อนให้เห็นถึงเงาแตกร้าวบางๆ ของ 2 พรรคที่จับมือเป็นพันธมิตรแนบแน่นมาตลอด

           ทั้งนี้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยระบบการคัดเลือกประธานาธิบดีทางอ้อม ได้ระบุชัดให้สภาผู้แทนฯ หรือสภาล่าง สภาชาติพันธ์ุ หรือสภาสูง และส.ส.สายทหาร เป็นผู้เสนอชื่อผู้สมัครสภาละ 1 คน รวมเป็น 3 คน แต่เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดีครองเสียงข้างมากในสองสภาจึงมีสิทธิเสนอชื่อได้ถึง 2 ชื่อ ส่วนส.ส.โควตาทหารเสนอชื่อได้ 1 คน จากนั้นให้คณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งประกอบด้วย ประธานสภาล่าง ประธานสภาสูง ผู้นำส.ส.สายทหารและตัวแทนส.ส.ทั้ง 2 สภารวม 7 คน ช่วยกันกลั่นกรองอีกครั้ง ก่อนจะแยกกันออกเสียง ผู้ใดได้เสียงมากที่สุดจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ส่วนอีก 2 คน จะเป็นรองประธานาธิบดี

           ขณะที่พรรคเอ็นแอลดีได้แบไพ่เสนอชื่อ ทิน จ่อ และเฮนรี วัน เชี่ยว กองทัพกลับยังนิ่งเฉย ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่ประกาศว่าจะเสนอชื่อใครไปชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี แม้จะมีการปล่อยข่าวว่าประธานาธิบดีเต็ง เส่ง อาจเสนอชื่อ สาย หมอกคำ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นชาวไทยใหญ่ หรือขิ่น อ่อง มินต์ ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน แต่ดูจากสภาพเป็นจริงแล้ว คงยากเป็นไปได้ เนื่องจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีจะไม่ใช่ตำแหน่งไม้ประดับเหมือนก่อน แต่จะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะจะเป็นตัวแทนเพียงคนเดียวของกองทัพในการติดต่อเจรจากับประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีของพรรคเอ็นแอลดี และถ้าหากกองทัพกับรัฐบาลเกิดปัญหาไม่ลงรอยกัน รองประธานาธิบดีสายทหารก็จะเป็นเพียงคนเดียวที่จะคุยกับเอ็นแอลดี ดังนั้นจึงต้องคัดคนที่สามารถวางใจได้ว่าจะรักษาผลประโยชน์ของกองทัพยิ่งชีวิต

           ในรายงานของหนังสือพิมพ์เมียนมาร์ ไทม์ส ระบุว่า ตัวเก็งรองประธานาธิบดีสายทหารมีอยู่ 2 คน คือ นายพลนอกราชการ ลา เตย์ วิน อดีตเสนาธิการทหาร ซึ่งชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในเขตหนึ่งในกรุงเนปิดอว์ อีกคนหนึ่งคือ นายพลอาวุโส สุระเต็ด ส่วย อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งถอดเครื่องแบบลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) และได้เป็น ส.ส.ในย่างกุ้ง อีกคนหนึ่งที่อาจเป็นม้านอกสายตาก็คือ นายพลอาวุโส โซ วิน รองผู้บัญชาการทหาร ซึ่งขณะนี้เป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารเขตย่างกุ้ง ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะยืดอายุเกษียณราชการออกไปอีก 5 ปี พร้อมกับนายพลมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารบก แต่แหล่งข่าวบางกระแสกระซิบให้จับตามองนายพลมินต์ ส่วย ผู้มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งกับอดีตประธานาธิบดีตัน ส่วย และมีประสบการณ์มากมาย

           สำหรับปูมหลังของทิน จ่อ พม่าเชื้อสายมอญ อายุย่าง 70 ปีเต็มในกลางปีนี้ อ่อนกว่าซูจี 1 ปี สื่อต่างประเทศต่างพาดหัวหราว่า เป็นคนขับรถส่วนตัวของซูจีและจะเป็นประธานาธิบดีหุ่นของเธอนั้น แท้ที่จริงเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก เคยเรียนหนังสือด้วยกันในย่างกุ้งและยังเรียนด้วยกันที่ออกซ์ฟอร์ด ทั้งยังรู้จักกับไมเคิล อารีส สามีชาวอังกฤษของซูจีด้วย

           ช่วงที่ซูจีถูกกักบริเวณ ทิน จ่อ เป็นหนึ่งในคนสนิทไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยม และปรากฏตัวอยู่เคียงข้างเธอเสมอ แม้ในวันที่ซูจีได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านพักริมทะเลสาบอินเลในนครย่างกุ้งเมื่อปี 2553 ความที่เป็นเพื่อนสนิทที่ซูจีไว้วางใจมากที่สุด ทิน จ่อ จึงยอมลดตัวเป็นคนขับรถให้ จนถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนขับรถส่วนตัว

           สำหรับชาวพม่าทั่วไปอาจจะไม่คุ้นชินกับชื่อทิน จ่อ มากนัก เนื่องจากเข้าร่วมพรรคเอ็นแอลดีได้เพียงแค่ 2 เดือน ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วก็ชนะเลือกตั้งจากกระแสเอ็นแอลดีฟีเวอร์ แต่สำหรับสมาชิกระดับสูงภายในพรรคต่างรู้จักเขาดีในฐานะลูกชายของมิน สุ วิน นักเขียนกวี และนักวิชาการชื่อดังเป็นที่รู้จักในพม่าและญี่ปุ่น เป็นผู้นำเอ็นแอลดีรุ่นแรกๆ รู้จักสนิทสนมกับนายพลออง ซาน พ่อของซูจีเป็นอย่างดี รวมทั้งยังรู้จักกับอู ถั่น อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ตอนที่ มิน สุ วิน ชนะลือกตั้งปี 2533 ได้รับการวางตัวเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล แต่ถูกรัฐบาลทหารล้มการเลือกตั้งครั้งนั้นเสียก่อน

           สมัยยังเป็นวัยรุ่น ทิน จ่อ เป็นนักเขียนวรรณกรรมเด็ก ใช้นามปากกาว่าบาลาดัน หรือนักรบมอญ อันเป็นชื่อเล่นที่พ่อตั้งให้ตอนมีอายุแค่ 3 เดือน หนังสือของเขาได้รับรางวัลวรรณกรรมเด็กหลายรางวัลด้วยกัน ทิน จ่อ จบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในปี 2505 และอีก 10 ปีต่อมาก็ได้รับปริญญาโทสาขาเดียวกันจากออกซ์ฟอร์ด เคยรับราชการที่กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมและการต่างประเทศ ในช่วงปลายทศวรรษ 2513-2523 เคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วย

           จากนั้นได้ช่วยเหลือซูจีในการบริหารมูลนิธิดอว์ขิ่นจี ที่ซูจีตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 เพื่อรำลึกถึงแม่ของเธอ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมามูลนิธินี้จะดูแลด้านอนามัย การศึกษาและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร

           ด้านชีวิตส่วนตัว แต่งงานกับซู ซู วิน ซึ่งสนิทสนมกับซูจีเช่นกัน เธอเป็นลูกสาวของอู วิน อดีตพันเอกนอกราชการ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังสมัยรัฐบาลนายพลเน วิน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดีเมื่อช่วงทศวรรษ 2533 และรั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรคและเหรัญญิก ส่วนซู ซู วิน ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยแรกเมื่อปี 2555 และได้รับเลือกเป็นส.ส.อีกสมัยเมื่อปลายปีที่แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนฯ และอาจก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

           ส่วนอนาคตของซูจี ยังไม่มีใครบอกได้ว่าเธอยินดีจะสวมหัวโขนไหนระหว่างรอคอยอย่างสงบให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญปูทางให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีตัวจริง บางคนให้ความเห็นว่า เธออาจเลียนแบบนางซอนยา คานธี หัวหน้าพรรคคองเกรสอินเดีย ที่วางตัวอยู่เหนือรัฐบาลด้วยการสละไม่รับตำแหน่งใดๆ แต่ยังมีอิทธิพลและบารมีนอกรัฐสภา หรืออาจจะเลียนแบบ ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อถอดหัวโขนแล้วก็รั้งตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสและรัฐบุรุษของประเทศ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่คณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลอาจจะตั้งกระทรวงใหม่ขึ้นมามีหน้าที่กำกับดูแลกระบวนการถ่ายโอนอำนาจและการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเธอจะดูแลงานส่วนนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติก็เปรียบเหมือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

           บางคนเดาว่า ซูจีอาจรับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศที่มีอำนาจล้นฟ้าและไม่ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี เพราะจะทำให้เธอมีที่นั่งในสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะมีอำนาจหากมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือเธออาจจะเลียนแบบวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งเมื่อครบ 2 สมัยของการเป็นประธานาธิบดี ก็ถอยมาเป็นนายกฯ ที่มีอำนาจเหนือประธานาธิบดี และเมื่อกลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ก็ทวงอำนาจของประธานาธิบดีคืนมาจากนายกฯ