ข่าว

เมื่อ'ทักษิณ'วิจารณ์เชิง'หลักการ'

เมื่อ'ทักษิณ'วิจารณ์เชิง'หลักการ'

11 มี.ค. 2559

เมื่อ'ทักษิณ'วิจารณ์เชิง'หลักการ' : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น


              เมื่อคืนวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปปาฐกถาในเวทีของสถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยรูปแบบนั้นคล้ายจะเป็นการพูดเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ

              แต่ขึ้นชื่อว่า “ทักษิณ” แล้ว แม้ได้ขึ้นพูดบนเวทีไหนก็ยากที่จะพูดเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และในนาทีนี้หากเขาจะไม่พูดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญก็ออกจะเป็นเรื่องแปลกจนเกินไป

              จริงอยู่ที่เวทีนี้ไม่ใช่เวทีแรกที่เขาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากแต่เขาเคยใช้เวทีในโอกาสต่างๆ เช่นการโฟนอินเข้ามาคุยกับอดีต ส.ส.ในพรรค หรือในระดับการพูดคุยกับสำนักข่าวต่างประเทศ และเป้าหมายหลักที่เขาพยายามโจมตีร่างฉบับนี้คือการระบุว่าร่างไม่เป็นประชาธิปไตย

              แต่สำหรับในเวทีนี้ต้องบอกว่ามีความแตกต่าง เพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นการพูดเชิงหลักการ และมีความน่าสนใจไม่น้อยในเชิงวิชาการ

              เขาพูดถึงหลักการว่าโครงร่างของร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้ยากจะได้มาซึ่งรัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน

              นอกจากนี้ ยังโจมตีเรื่อง ส.ว. โดยเขามองเป็นเชิงเชื่อมโยงทั้งเรื่องที่มาและอำนาจหน้าที่ว่า ส.ว.จะมีอำนาจมากขึ้นในการระงับยับยั้ง พ.ร.บ.ต่างๆ แต่กลับมีที่มาโดยการแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ

              แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นข้อใหญ่ใจความของการพูดครั้งนี้คือเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญและอำนาจตุลาการ เขาบอกว่าตามร่างนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตอำนาจในการไต่สวนและวินิจฉัยคดีเพิ่มขึ้น โดยมีอำนาจในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี เมื่อมีบุคคลใดก็ตามได้ดําเนินการร้องเรียน โดยไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นข้อพิพาทจริงที่องค์กรทางการเมืองหรือศาลอื่นได้ดําเนินการยื่นเรื่องแก่ศาลรัฐธรรมนูญ

              เขาตั้งข้อสงสัยว่าอำนาจตุลาการจะล่วงล้ำอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่

              นอกจากนี้เขายังอ้างถึงกรณีศึกษาในหลายประเทศ ที่ระบุว่าการใช้อำนาจพิจารณาทบทวน โดยศาลที่ไม่ได้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบ อาจกลายเป็น “ยุทธวิธีเตะถ่วงงาน” จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

              พร้อมทั้งระบุในตอนท้ายด้วยว่า “เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หวังว่าอนาคตคงไม่มีการใช้อำนาจเกินความจำเป็น”

              การพูดครั้งนี้ถือว่าเป็นน้ำเป็นเนื้อมากที่สุดเท่าที่เขาเคยพูดถึงรัฐธรรมนูญมา เพราะเป็นการพูดถึงโครงสร้างและระบบ รวมถึงอำนาจการบริหารที่รัฐบาลใหม่จะต้องประสบ

              เราคงไม่ต้องตั้งคำถามว่าสุนทรพจน์ครั้งนี้เขาคิดเองหรือมีใครร่างให้ เพราะสาระไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นหากอยู่ที่เนื้อหา เพราะเรื่องเช่นนี้เคยมีคนเตือนในเชิงหลักการแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับอาจเพราะเป็นเสียงของนักวิชาการที่ไม่ดังมากนัก

              ดังนั้นหากไม่ติดกับเรื่องความเป็นขั้วตรงข้ามข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ก็น่ารับฟังไม่น้อย เพราะหมายถึงโครงสร้างการบริหารของประเทศในอนาคตที่จะส่งผลถึงศักยภาพในการแข่งขั้นกับโลกที่หมุนอยู่ทุกวัน และหากใครหยุดนิ่งก็ย่อมหมายถึงการตกขบวนโลกอย่างไม่มีทางเลี่ยง