
คลังสมองสหกรณ์คลังสมองผ่าน'อนันต์ ภู่สิทธิกุล'
คลังสมองสหกรณ์คลังสมองประเทศไทย ผ่านประสบการณ์ชีวิตอนันต์ ภู่สิทธิกุล : คมคิดจิตอาสา โดยสุรัตน์ อัตตะ เรื่อง/ภาพ
อธิบดีรองเท้าขาว หรือผู้ตรวจรองเท้าขาว คำเรียกยอดฮิตจนติดปากในหมู่สื่อมวลชนและข้าราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่บ่งบอกถึงบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ของอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มักใส่รองเท้าขาวมาทำงานเป็นประจำสำหรับ “อนันต์ ภู่สิทธิกุล” ที่ทุกวันนี้ยังมุ่งมั่นทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกร ภายใต้มูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย แม้จะอำลาชีวิตราชการมาแล้วก็ตาม เด็กหนุ่มจากปลายด้ามขวาน อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ที่เกิดและเติบโตในครอบครัวคหบดี ประกอบธุรกิจการค้าชายแดน ปฏิเสธสานต่อธุรกิจของครอบครัว หันมาเอาดีในวิถีราชการ หวังทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
จุดประกายความคิดที่ทำให้เด็กหนุ่มที่ชื่ออนันต์ใฝ่ฝันอยากประกอบอาชีพรับราชการ หลังได้เห็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ชายแดนใต้จนชินตา และวาดหวังว่า สักวันหนึ่งคงมีโอกาสสนองพระราชปณิธานและถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด และแล้ววันนั้นก็มาถึง หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็สอบบรรจุเข้ารับราชการตำแหน่งนักวิชาการสัตวบาล กรมปศุสัตว์ โดยถูกส่งไปประจำที่ศูนย์เพาะพันธุ์โคเนื้อปากช่อง เพื่อเรียนรู้การเพาะพันธุ์โคเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศและการผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงโค
หลังทำงานได้เพียงปีเศษก็ได้รับคำสั่งให้ไปเป็นหัวหน้าอาหารสัตว์นราธิวาส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาพื้นที่ป่าพรุให้เป็นแหล่งอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ใหญ่อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโค กระบือ หลังชาวบ้านใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของโค กระบือมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ในตำแหน่งหัวหน้าอาหารสัตว์ ทำให้อนันต์ทำงานสนองพระราชดำริอย่างเต็มที่ในการพัฒนาป่าพรุให้กลายเป็นแหล่งปลูกหญ้าลูซี่ หญ้าเนเปียร์ สำหรับผลิตอาหารสัตว์ พร้อมทั้งปรับปรุงพันธุ์หญ้าให้เหมาะสมกับพื้นที่ จึงทำให้เกิดหน่วยวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ขึ้นมาจวบจนปัจจุบัน
กว่าค่อนชีวิตราชการของอนันต์วนเวียนอยู่ที่กรมปศุสัตว์ ทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งด้านเทคนิค การปฏิบัติการ ตลอดจนการจัดการเชิงระบบ โดยเฉพาะในตำแหน่งสุดท้ายก่อนอำลากรมปศุสัตว์ คือ ผู้อำนวยการกองฝึกอบรมนั้น ทำให้เข้าใจถึงประโยชน์ในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร จึงส่งผลวิธีคิดและการทำงานในเวลาต่อมา ยิ่งเมื่อถูกโยกไปนั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผนงาน สำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรรายบุคคล ทำให้ได้รับรู้ว่า สาเหตุของปัญหาเกษตรกรยากจนนั้น มาจากขาดความรู้ในการทำบัญชีครัวเรือน จึงไม่แปลกเมื่ออนันต์ก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงรณรงค์ให้เกษตรกรรู้จักทำบัญชีครัวเรือน เพื่ิอจะได้รับรู้รายรับรายจ่ายที่ชัดเจนในการวางแผนทางการเงิน
เพียง 1 ปีที่รั้งตำแหน่งอธิบดีกรมตรวจฯ ได้เร่งเดินหน้าให้เกษตรกรรายย่อยทำบัญชีครัวเรือน พร้อมๆ กับการปรับโครงการสถาบันเกษตรกรใหม่ ด้วยการให้มีการจัดทำศูนย์ข้อมูลและกำหนดคุณสมบัติให้พนักงานบัญชีต้องจบสาขาบัญชีโดยตรงเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการนำระบบไอทีมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการในสหกรณ์เพื่อความรวดเร็วในการบริหารจัดการ จากผลความสำเร็จดังกล่าวทำให้เขานำรูปแบบมาใช้กับสถาบันเกษตรกรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน หลังจากถูกโยกมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
4 ปีเต็มในตำแหน่งเลขาธิการ ส.ป.ก.เขาได้สร้างผลงานไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศมาใช้ในการทำแผนพัฒนาพื้นที่การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นรายตำบล โดยร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำให้การดำเนินการมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมทำได้ 3-4 แสนไร่ เพิ่มเป็นเกือบ 1 ล้านไร่ต่อปี ไม่เพียงเท่านั้นยังได้ดำริให้มีการสร้างศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ ส.ป.ก. และรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นรายพืชในรูปของวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร นิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน จนประสบความสำเร็จสามารถจัดตั้งได้มากกว่า 4,000 กลุ่ม
“อย่างเมื่อก่อนวังน้ำเขียวเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพด ก็เลยให้เขาทดลองมาปลูกพุทรานมสดแทน หรือปลูกผักปลอดสารพิษ ใช้พื้นที่ไม่มาก แต่มีรายได้ดีกว่า ส.ป.ก.จะเข้ามาดูแลเรื่องกระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด จะเห็นว่า ทุกวันนี้พุทรานมสดกลายเป็นผลไม้เด่นของวังน้ำเขียวไปแล้วหรืออย่าง” อนันต์กล่าวอย่างภูมิใจ นอกจากนั้นยังมีผลงานเด่น อย่างเช่น กลุ่มเกษตรกรรายพืช อาทิ สหกรณ์ผู้ปลูกไผ่ กลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน กลุ่มผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่มีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน โดยมองว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากปราชญ์เกษตรในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ ก่อนจะกลับไปนั่งอธิิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อีกครั้ง แล้วถูกโยกไปรั้งในตำแหน่งผู้ตรวจกระทรวง จนเกษียณอายุราชการ
แม้ตำแหน่งผู้ตรวจฯ มักถูกมองว่าไม่มีงานทำ ยิ่งถูกโยกมาจากอธิบดีด้วยแล้วเหมือนเป็นการลดชั้น แต่สำหรับอนันต์หาคิดเช่นนั้นไม่ กลับใช้โอกาสนี้ในการทำงานสนองพระราชดำริได้อย่างเต็มที่ โดยได้ถวายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในภารกิจสำคัญที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยในการพัฒนาเด็กเล็กถิ่นทุรกันดาร ซึ่งจะต้องมีการบูรณาการหลายหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ และหน่ายงานที่เกี่ยวข้องในการนำระบบสหกรณ์ไปเป็นต้นแบบทางความคิดให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน ตชด. และโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่อยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ พร้อมเป็นคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อการแบ่งปันในการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชให้แก่โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนกว่า 800 แห่งต่อปี
ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมวางแผนในการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้ในชีวิตราชการมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สถาบันเกษตรกรและเกษตรกรรายย่อย ด้วยการจัดตั้งมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย พร้อมรั้งตำแหน่งประธานมูลนิธิไปในคราวเดียวกัน โดยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการผนึกกำลังขับเคลื่อนสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรไทยให้ก้าวไปสู่การพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
“สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในชีวิตคือ การได้ถวายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในภารกิจที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยและการได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาเกษตรเขตร้อน ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้รับขณะรับราชการอยู่” ประธานมูลนิธีคลังสมองสหกรณ์ไทยกล่าวไว้ พร้อมตั้งเป้าหมายในบั้นปลายชีวิตจะทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเพื่อพัฒนาสหกรณ์ไทยให้มีความเข้มแข็ง อันนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรสมาชิกนั่นเอง
เป้าหมายมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์จำนวนทั้งสิ้น 8,170 แห่ง ขับเคลื่อนบริหารธุรกิจหลักมีมูลค่ากว่า 1.97 ล้านล้านบาท ให้แก่มวลสมาชิกมากกว่า 11 ล้านคน ด้วยเงินทุนดำเนินงานกว่า 2.05 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของจีดีพี โดยในจำนวนดังกล่าวนั้น มีสหกรณ์ภาคการเกษตรจำนวน 4,647 แห่ง หรือร้อยละ 50 ที่ได้ขับเคลื่อนบริการธุรกิจหลักมีมูลค่ากว่า 340,066 ล้านบาท ให้แก่สมาชิกกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศ ดังนั้นเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินการที่ไม่ต้องยึดโยงกับภาคราชการ จึงมีการจัดตั้งมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทยขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการจัดการภาคสหกรณ์ให้มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างพันธมิตรเครือข่ายผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและสังคม การบริหารจัดการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนกลไกภาคสหกรณ์เพื่อรองรับฐานเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเป้าหมายเพื่อความอยู่ดีกินดีของเกษตรกรไทย ล่าสุดมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งการจัดการธุรกิจภาคการเกษตร ระหว่างมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ประกอบการและสหกรณ์การเกษตรจำนวน 10 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนธุรกิจสหกรณ์ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไป



