
สอบสวน7ตุลาฯใครข่มขู่ต้องเปิดโปง
ข่าวล่าสุดเรื่องการสอบสวนของ ป.ป.ช. กรณีการใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 7 ตุลาคม 2551 นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประวัติศาสตร์การเมืองของไทย
ยิ่ง คุณวิชา มหาคุณ หนึ่งใน ป.ป.ช. เปิดเผย ว่าคณะอนุกรรมการที่สอบสวนเรื่องนี้ถูกข่มขู่ตลอดเวลา จึงทำให้ทำงานล่าช้า ยิ่งจะต้องมีการเปิดเผยเบื้องหลังของการสอบสวนและระบุว่าฝ่ายไหนที่เป็นคนพยายามข่มขู่และเป็นอุปสรรคของการค้นหาความจริงกันแน่
เพราะว่าถ้าหากสอบสวนกันอย่างโปร่งใสเปิดเผยและเอาจริงเอาจัง จะเป็นครั้งแรกที่กรณีการใช้กำลังเข้าสลายผู้ชุมนุมที่ประท้วงอย่างสันติถูกทำร้ายร่างกายและเสียชีวิต จะโดยเจตนาหรือขาดประสบการณ์ หรือจงใจก็ตาม
ย้อนกลับไปไม่ว่าจะเป็นกรณี 14 ตุลา, 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ กรณีร้ายแรงกว่า 7 ตุลา แต่การสอบสวนที่มีขึ้นหลังจากเหตุการณ์นั้นยังไม่เคยสามารถที่จะระบุผู้กระทำผิดและไม่เคยมีใครได้รับโทษ ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่จงใจจะสังหารและทำร้ายประชาชนที่มาชุมนุมกันตามสิทธิรัฐธรรมนูญ
ฉะนั้นครั้งนี้จึงสำคัญกว่าทุกครั้ง เพราะจะต้องทำเป็นตัวอย่างว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธ และไม่มีการฝึกปรือให้สามารถจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างสันตินั้น ย่อมเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
จะจริงแท้แค่ไหนหรือไม่ที่ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ถูกตั้งข้อหาโดยคณะกรรมการสอบสวนของ ป.ป.ช. ให้เพิ่มข้อหาความผิดวินัยร้ายแรง และผิดประมวลกฎหมายอาญา เป็นเรื่องที่จะต้องสอบสวนทวนความกันต่อไป
แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่าผู้ที่เข้าข่ายถูกกล่าวหานั้น ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญๆ ทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะนั้น, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และพล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ล้วนแต่มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสลายฝูงชนในวันนั้น ทั้งสิ้น
จึงจำเป็นที่คดีนี้จะต้องดำเนินการอย่างเปิดเผยโปร่งใส และจะต้องเป็นธรรมต่อทุกคนที่ถูกกล่าวหา เพราะว่านี่จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ว่าถ้าหากเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นมาอีก เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการที่ได้รับหน้าที่ให้มาดูแลสถานการณ์นั้น จะต้องรู้ว่ากฎหมายอนุญาตให้ทำอะไรได้แค่ไหน ระดับไหนจึงถือว่าเป็นการก่อจลาจลที่จำเป็นต้องใช้กำลัง ระดับไหนคือการประท้วงอย่างสันติ
นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยได้บทเรียน และทุกครั้งที่เกิดกรณีเช่นนี้ ก็จะมีความผิดซ้ำซาก อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ผลการสอบสวนกรณี 7 ตุลาคม 2551 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่ออนาคตของระบอบประชาธิปไตยประเทศไทย



