
ลดอำนาจศาลรธน.
ลดอำนาจศาลรธน. : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน หนึ่งในนั้นก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับ “ศาลรัฐธรรมนูญ” รวมอยู่ด้วย
สำหรับในร่างแรก ให้อำนาจ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ไว้อย่างมาก โดยในมาตรา 207 บัญญัติว่า ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จะยกมาปรับแก่กรณีใดได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อธิบายง่ายๆ เป็นการให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด ในเรื่องที่ไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติในเรื่องนั้นไว้ โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้เหตุผลในตอนแรกว่า แม้ถูกมองว่าให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป แต่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าในอดีต กรณีไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติในเรื่องใดไว้ ทำให้เกิดความสับสนอย่างมากว่าจะมีองค์กรใดเป็นผู้ชี้ขาดว่าในเรื่องนั้นๆ แนวปฏิบัติหรือทางออกคืออะไร จึงยืนยันที่จะให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย
ขอย้อนไปถึงปัญหาที่ว่านี้ เพื่อจะได้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกยกเลิกไป หลัง คสช. เข้ายึดอำนาจ ในมาตรา 7 บัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้เช่นนี้ จึงเกิดปัญหาในอดีตว่า เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เข้าสู่ทางตัน หาทางออกไม่ได้ จะให้ “องค์กรใด” เป็นผู้วินิจฉัยถึงทางออกที่ว่านั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าให้ “องค์กรใด” ทำหน้าที่วินิจฉัย บางคนถึงขนาดไปไกล ขยายตีความเอาเองว่า สามารถขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอาศัยมาตรา 7 ได้ แต่ก็ไม่เคยได้ข้อยุติ
ดังนั้น เมื่อมาถึง กรธ.ชุดนี้ จึงได้บัญญัติลงไปให้ชัดเจนว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัยกรณีไม่มีบทบัญญัติิรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้นๆ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ตามมาว่าเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ “ล้นฟ้า”
ทำให้ล่าสุดที่ประชุม กรธ.ได้พิจารณาทบทวน หมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเนื้อหาที่ปรับปรุงซึ่งเป็นการลดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญลงจากเดิม โดย กรธ.ได้ปรับเป็นว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณีใด ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เรียกประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานองค์กรอิสระ มาประชุมเพื่อหารือและร่วมกันวินิจฉัย” จากเดิมที่ให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจวินิจฉัย ทั้งนี้ กรธ.เชื่อว่าเมื่อปรับเนื้อหาดังกล่าวแล้ว จะลบข้อครหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจล้นฟ้า ลงได้
ก่อนหน้านี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ได้บัญญัติให้มี คปป. โดยให้มีอำนาจแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมือง แต่ถูกโจมตีอย่างหนักว่า เปรียบเหมือน “ซูเปอร์รัฐบาล” ซ้อนทับรัฐบาลอีกทีหนึ่ง และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกตีตก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้เคยมีข้อเสนอของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บางคน ที่เสนอแบบ “โยนหินถามทาง” ให้ ประธาน 3 ศาล เข้ามา “ผ่าทางตัน" ทางการเมือง แต่ก็มีผู้ออกมาท้วงติงว่า เหตุใดใช้แต่ตุลาการ ไม่เอาฝ่ายอื่น เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
ดังนั้น การที่ กรธ.ดึงเอาประธานทางด้านนิติบัญญัติ เช่น ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา และยังแถมประธานองค์กรอิสระ เข้าร่วมวินิจฉัยกับประธาน 3 ศาล จึงน่าจะเป็น สูตรที่ลงตัวที่สุด



