ข่าว

อุตฯระดมสู้ภัยแล้ง-อุ้มเกษตรกร

อุตฯระดมสู้ภัยแล้ง-อุ้มเกษตรกร

09 มี.ค. 2559

อุตฯระดมสู้ภัยแล้ง-อุ้มเกษตรกร เตือน 3,616 โรงงานใช้น้ำมากใน 24 จังหวัดตั้งรับ

 
                    สถานการณ์ “ภัยแล้ง” ปีนี้ที่คาดการณ์กันว่าจะลากยาวถึงเดือนมิถุนายน และศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเมินว่าจะมีความเสียหายทางเศรษฐกิจ 6.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองไว้สูงกว่าตัวเลขอยู่ที่ 70,000-100,000 ล้านบาท โดยมีความเสียหายทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยเฉพาะภาคเกษตรจะเสียหายสูงสุดประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมก็มีความตื่นตัวเตรียมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งด้วยเช่นกัน
 
                    นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการรับมือปัญหาภัยแล้งว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้กำหนดแนวทางมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำในภาคอุตสาหกรรมระยะสั้นและระยะยาวไว้ ดังนี้ มาตรการระยะสั้น ได้แก่ 1.ส่งเสริมให้โรงงานใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลักการ 3Rs 2.การใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินที่มีคุณภาพดี สามารถใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้ 3.การขอความร่วมมือในการลดระบายน้ำทิ้งหรือไม่ระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงานในช่วงฤดูแล้ง ส่วนมาตรการระยะยาว ได้แก่ 1.การเพิ่มบ่อกักเก็บน้ำสำรองในโรงงาน 2.การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม เช่น น้ำทะเล น้ำทิ้งโรงงานสำหรับจังหวัดในภูมิภาค
 
                    ขณะที่ในแต่ละจังหวัดได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้งปี 2558/2559 ประจำจังหวัด เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ของทุกภาคส่วนแล้ว อีกทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกรายในการลดการใช้น้ำ และลดการระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน ตลอดจนการช่วยเหลือดูแลภาคส่วนอื่นๆ ด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในภาคอุตสาหกรรม
 
                    “ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดสำรวจอย่างละเอียดถึงผลกระทบจากภัยแล้ง พบว่าไม่มีโรงงานปิดตัวลงจากปัญหาการขาดแคลนน้ำในกระบวนการผลิต แต่อาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีผลผลิตการเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบลดลงหรือมีคุณภาพไม่คงที่ และมีราคาสูงขึ้น” นางอรรชกากล่าวและว่า ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากอื่นๆ ได้มีการเตรียมการรองรับวิกฤตดังกล่าว เช่น การปรับแผนหรือปรับปรุงกระบวนการผลิต การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง เนื่องจากได้รับทราบแนวโน้มการเกิดปัญหาภัยแล้งล่วงหน้าเป็นเวลานาน
 
                    ด้านนายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมโรงงานฯ ได้ติดตามและเฝ้าระวังปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด และเห็นว่าปัญหาภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากพบว่า มีโรงงานจำพวกที่ 3 ที่มีการใช้น้ำมากและมีการระบายน้ำทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำในปี พ.ศ. 2559 จำนวน 3,616 โรงงาน โดยเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง กำแพงเพชร ตาก พิษณุโลก นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ อุบลราชธานี นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรปราการ และนครปฐม
 
                    ทั้งนี้ กรมโรงงานฯ ได้แจ้งเตือนโรงงานให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยมีมาตรการระยะสั้น เช่น ส่งเสริมให้โรงงานใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลักการ 3Rs ขอความร่วมมือให้ใช้น้ำบาดาล หากพื้นที่นั้นๆ ยังมีน้ำใต้ดินมีคุณภาพดีสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้ แต่ต้องขออนุญาตก่อน รวมทั้งขอความร่วมมือลดการระบายน้ำทิ้งหรือไม่ระบายน้ำทิ้งออกจากโรงงาน ส่วนมาตรการระยะยาว กรมโรงงานฯ ได้วางแผนให้โรงงานที่มีพื้นที่ค่อนข้างมาก พิจารณาขุดบ่อเก็บน้ำเพื่อเก็บกักน้ำฝนในช่วงฤดูฝนเป็นแหล่งน้ำสำรองใช้ในช่วงฤดูแล้ง และพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำน้ำทะเลหรือน้ำทิ้งมาผลิตเป็นน้ำใช้อุตสาหกรรม
 
                    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะประสบปัญหาจากภัยแล้ง แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อปัญหาความเดือดร้อนของภาคเกษตรกรรม เนื่องจากภาคเกษตรกรรมเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำมากที่สุด มากกว่าร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ทั้งหมด หรือประมาณ 114,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้ในการทำการเกษตร กรมโรงงานฯ จึงได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และพิจารณาอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมนำน้ำทิ้งของโรงงานไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงภัยแล้ง ปี พ.ศ. 2559” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ และสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559 
 
                    ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือโรงงานอุตสาหกรรมตามข้อกำหนด ดังนี้ 1.โรงงานที่จะนำน้ำทิ้งไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรมต้องเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 เฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตเกี่ยวกับอาหาร เนื่องจากวัตถุดิบเป็นสินค้าการเกษตร และกระบวนการผลิตให้ความสำคัญด้านสุขอนามัย ส่วนใหญ่มีการใช้น้ำล้างทำความสะอาดวัตถุดิบเป็นหลัก ประเภทโรงงานที่อนุญาต ได้แก่ โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารจาก พืช ผัก ผลไม้ สัตว์น้ำ อาหารจากแป้ง น้ำตาล ชา กาแฟ เป็นต้น ซึ่งมีโรงงานที่เข้าข่ายตามประกาศฉบับนี้จำนวน 2,300 โรง โดยแต่ละโรงสามารถปล่อยน้ำทิ้งใช้ประโยชน์พื้นที่เกษตรกรรมอัตราการใช้น้ำไม่เกิน 10 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อวัน
 
                    2.ประเภทโรงงานต้องมีการบำบัดน้ำทิ้งให้เป็นไปตามกฎหมายและต้องมีเงื่อนไขการบำบัดทิ้งให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2539 เรื่อง กำหนดคุณลักษณะน้ำทิ้งที่ระบายออกจากโรงงานให้มีค่าแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงฯ และห้ามระบายน้ำออกนอกโรงงานเป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาที่ต้องการ แต่ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2559 นอกจากนี้ ผู้ประกอบกิจการที่ประสงค์จะนำน้ำทิ้งไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม จะต้องขออนุญาตอุตสาหกรรมจังหวัด โดยจะมีขั้นตอนในการอนุญาตภายใน 5 วันทำการหลังจากได้รับเอกสารครบถ้วนจากโรงงาน
 
                    ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายประกาศฉบับนี้ทั้งระบบมีการระบายน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้ว จำนวนเกือบ 5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน เฉพาะโรงงานจำพวกที่ 3 ที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารจากพืช ผัก ผลไม้ นม สัตว์ สัตว์น้ำ น้ำมันพืช อาหารจากแป้ง น้ำตาล ชา กาแฟ โกโก้ ขนมหวาน เครื่องปรุง เป็นต้น และเมื่อสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ผู้ประกอบการโรงงานห้ามระบายน้ำออกจากโรงงานตามเดิม