
ปริศนา2ปีเอ็มเอช370ใครโกหก?
ปริศนา2ปีเอ็มเอช370ใครโกหก? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ- โต๊ะต่างประเทศ
ผ่านไปแล้ว 2 ปี ทีมค้นหายังยืนยันไม่ได้ว่า เครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบินเอ็มเอช 370 สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ หายไปไหน? หายไปได้อย่างไร ? ผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คนเสียชีวิตทั้งหมดแล้วหรือไม่ ?
8 มีนาคม 2559 วันครบรอบ 2 ปีมีความสำคัญต่อครอบครัวของผู้ที่อยู่บนเที่ยวบินลำนี้เป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นวันหมดอายุความของศาลที่จะฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยหรือค่าเสียหาย !
ย้อนเวลาไป 2 ปีก่อน 8 มีนาคม 2557 เที่ยวบินเอ็มเอช 370 บินออกจากสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เวลา 00.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น จุดมุ่งหมายคือกรุงปักกิ่ง แต่ผ่านไปเพียง 40 กว่านาที ไม่มีใครสามารถติดต่อเครื่องบินลำนี้ได้ เพราะหายไปจากจอเรดาร์ จนกระทั่งเวลา 01.38 น. หอการบินของเวียดนามเตือนซ้ำว่าไม่พบเที่ยวบินลำนี้ วิเคราะห์กันว่าอาจเกิดอุบัติเหตุแถวทะเลจีนใต้ ประเทศต่างๆ ช่วยกันส่งทีมค้นหาไปสำรวจเศษซากชิ้นส่วน แต่ไม่พบหลักฐานอะไรทั้งสิ้น
ผ่านไป 2 วันจึงมีการยืนยันว่า เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ได้ปิดสัญญาณ “ทรานสปอนเดอร์” ซึ่งเป็นสัญญาณช่วยส่งข้อมูลให้ศูนย์ควบคุมการบินหรือเครื่องบินลำอื่นรู้พิกัดว่าเครื่องบินลำนี้อยู่ที่ใด แต่โชคดีเรดาร์ทหารมาเลเซียสามารถตรวจค้นข้อมูลย้อนหลังพบว่า เครื่องบินลำนี้ไม่ได้มุ่งหน้าไปทางประเทศจีนตามหมายกำหนดการเดิม แต่เลี้ยวกลับผ่านมาเลเซียและผ่านชายแดนใต้ของไทย มุ่งหน้าไปสู่ฝั่งทะเลอันดามัน
สอดคล้องกับจอเรดาร์ทหารไทย ยืนยันว่า เที่ยวบินลำนี้บินผ่านบริเวณอ.เบตง จ.ยะลา ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็หายไปจากจอเรดาร์ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบินปริศนาลำนี้อีกเลย !
จนถึงปัจจุบัน มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ 5 สมมุติฐานด้วยกัน ได้แก่
1.“นักบินไฮแจ็คเครื่องบินตัวเอง” เนื่องจากกัปตัน “ซาฮารี อาห์หมัด ซาห์” วัย 53 ปี กับผู้ช่วยกัปตัน “ฟาริค อับดุล ฮามิด” วัย 27 ปี เป็นแค่ 2 คนที่สามารถปิดระบบการติดต่อสื่อสารทุกอย่างได้ หากมีผู้ก่อการร้ายเข้ามาในห้องนักบิน พวกเขาต้องรีบกดปุ่มฉุกเฉินแจ้งให้หอการบินทราบตามมาตรการฉุกเฉินที่ฝึกมา แต่ไม่มีการติดต่อ แปลว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่าง ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม
2.“ระบบเครื่องบินขัดข้อง-ไฟไหม้” เนื่องจากสถิติเครื่องบินตกหรือเกิดอุบัติเหตุนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องยนต์มีปัญหาหรือขัดข้องบางประการ ทำให้ โบอิ้งลำนี้ดิ่งลงทะเลลงไปทั้งลำ จึงไม่มีใครพบเศษชิ้นส่วน
3.“สินค้าลึกลับใต้ท้องเครื่องบิน” เช่นรายงานสินค้าบรรทุกใต้ท้องเครื่องบิน “มังคุด 4 พันกิโลกรัม” ที่ไม่สามารถหาหลักฐานได้ว่ามาจากสวนหรือฟาร์มแห่งใด
4.“ซีไอเอ จารกรรม” กลุ่มนี้เชื่อว่ามีองค์กรระดับใหญ่ของอเมริกาอยู่เบื้องหลัง อาจซ่อนไว้ที่ฐานทัพอเมริกา “ดิเอโก การ์เซีย” บริเวณมหาสมุทรอินเดีย สอดคล้องกับหลักฐานที่เครื่องบินเลี้ยวกลับ
5.“โจรไฮแจ็ค-สลัดอากาศ” เข้าจู่โจมห้องนักบินแล้วบังคับเครื่องดิ่งลงทะเลหรือนำไปหลบซ่อนในหมู่เกาะห่างไกล เนื่องจากมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้โดยสารชาวอิหร่าน 2 คนใช้พาสปอร์ตปลอมจากประเทศไทย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 “มาร์ติน โดแลน” หัวหน้าสำนักงานความปลอดภัยด้านการคมนาคมของออสเตรเลีย (เอทีเอสบี) ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ค้นกลางทะเลลึกกว่า 2–6 กม. บริเวณมหาสมุทรอินเดียตอนใต้นั้น ผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 5 พันล้านบาท โดยมาเลเซียและออสเตรเลียช่วยกันรับผิดชอบไป 4.5 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 500 กว่าล้านบาทนั้น จีนเข้ามาช่วยจ่าย
“จากพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 1.2 แสนตร.กม. เราค้นผ่านไปแล้ว 8 หมื่นตร.กม. คงเหลืออีกประมาณ 3 หมื่นตร.กม.คาดว่าภายในเดือนมิถุนายน– กรกฎาคม 2559 จะสิ้นสุดการค้นหาและมีแนวโน้มว่าจะเจอซากเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ด้วย” โดแลนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยความมั่นใจ
ย้อนไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 มีชาวบ้านพบเศษซากชิ้นส่วนโลหะอะลูมินั่มอัลลอยขนาด 2 เมตร บริเวณเกาะเรอูนียง ดินแดนของฝรั่งเศส แถบมหาสมุทรอินเดียห่างพื้นที่กำลังค้นหาถึง 4 พันกิโลเมตร เชื่อกันว่าเป็นชิ้นส่วนปีกเครื่องบินโบอิ้ง 777 ส่วนที่เรียกว่า “แฟล็บเพอรอน”
ผ่านไปไม่กี่วัน “นาจิบ ราซัค” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงการณ์ต่อหน้าสื่อมวลชนในวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ว่า
“ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติมีข้อสรุปยืนยันแล้วว่า ซากเครื่องบินที่พบบนเกาะเรอูนียงมาจากเอ็มเอช 370 แน่นอน”
นับเป็นประโยคสำคัญต่อญาติและครอบครัวผู้เสียหาย เพื่อที่จะดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมา ยังไม่มีใครยืนยันว่าเครื่องบินลำนี้สูญหายไป ? หรือเกิดอุบัติเหตุ ? ผู้โดยสารและลูกเรือยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ?
จากนั้นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ญาติผู้โดยสารหลายรายทยอยยื่นฟ้องศาลในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน และมาเลเซีย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากสายการบินมาเลเซีย ก่อนครบรอบ 2 ปี เนื่องจากตาม “อนุสัญญามอนทรีออล” ระบุให้ยื่นฟ้องได้ภายในเวลา 2 ปี นับเวลาจากกำหนดการที่เครื่องบินต้องเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งก็คือ “8 มีนาคม 2559”
มูลค่าความเสียหายที่ฟ้องร้องนัน เริ่มตั้งแต่ 20-120 ล้านบาท !
4 มีนาคม 2559 ครอบครัวผู้โดยสาร 11 คน ประกอบด้วยครอบครัวชาวยูเครน 2 คนฟ้องแพ่งสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ ครอบครัวรัสเซีย 1 คน จีน 1 คน และชาวมาเลเซีย 5 คน ยื่นฟ้องทั้ง “รัฐบาลมาเลเซีย” “สายการบินมาเลเซีย” “กรมการบินพลเรือน” และ “กองทัพอากาศ” เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกรณีไม่เปิดเผยจำนวน ฐานละเมิดสัญญาและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ ญาติผู้โดยสารจีน 12 คน รวมตัวยื่นฟ้องสายการบินที่ศาลคดีความด้านการคมนาคมในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นศาลพิเศษได้รับมอบหมายจัดการคดีเอ็มเอช 370 บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้า หลายคนร่ำไห้ขณะหอบเอกสารสำหรับการฟ้องร้องไปยื่นกับเจ้าหน้าที่
ทนายความตัวแทนของญาติ เปิดเผยว่า หลายครอบครัวรู้สึกสับสนและขัดแย้งในใจ ก่อนตัดสินใจไปศาล เพราะต้องการฟ้องเรียกร้องความเป็นธรรมการเสียชีวิต แต่ขณะเดียวกันส่วนลึกของหัวใจก็ยังเชื่อว่าบุคคลอันเป็นที่รักยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกกักตัวไว้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
และสิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดคือ กลัวว่าหลังรับเงินชดเชยแล้ว ทุกฝ่ายจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการค้นหา ทำให้ทุกอย่างยังเป็นปริศนา ผู้คนทั่วไปจะค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราวทั้งหมด
โดยเฉพาะการปฏิเสธไม่ตอบ 4 คำถามปริศนา ที่ผู้เชี่ยวชาญค้นหาเครื่องบินทั่วโลกยังสงสัย ได้แก่
1.ทำไมเลี้ยวกลับ? 2.ใครปิดระบบ “ทรานสปอนเดอร์”? 3.บินผ่าน “น่านฟ้าไทย” ภัยคุกคาม? และคำถามสุดท้าย ทำไม “มาเลเซีย” ปิดบังข้อมูล ?
คำถามเหล่านี้ไม่สามารถตอบได้ด้วยเศษซากชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเจออีกกี่ชิ้นก็ตาม …



