
ผบ.ตร.ยันจัดการ'ตำรวจ'มาเฟีย!
07 มี.ค. 2559
ผบ.ตร.ยันจัดการเด็ดขาด 'ตำรวจ' เข้าข่ายมาเฟีย 16 ฐานความผิด ระบุ คดีปล้นปืนแค่ประสงค์ต่อทรัพย์
7 มี.ค. 59 เมื่อเวลา 10.50 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งขึ้นบัญชี 4 ผู้มีอิทธิพลผู้กว้างขวางในเขตกรุงเทพฯ ที่มีทั้งอดีตนักการเมืองและอดีตนายทหารยศนายพล ว่า ตนเองยังไม่เห็นรายชื่อผู้มีอิทธิพลดังกล่าวว่ามีใครบ้าง แต่ในส่วนของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เฉพาะส่วนของตำรวจ ส่วนหน่วยงานอื่นไม่ทราบ เพราะมีการแบ่งหน้าที่กันทำ ซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้ดำเนินการตามยุทธวิธีที่กำหนด ในส่วนของผู้มีอิทธิพลที่เป็นส่วนอื่น เช่น ประชาชน หรือนักการเมืองท้องถิ่น คงต้องเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ส่วนพวกที่มีสี เช่น ทหารและตำรวจ จะแจกรายชื่อไปตามหน่วยงานต้นสังกัด
อย่างไรก็ตาม หลังได้รับรายชื่อ ตนก็ได้สั่งการให้ตรวจสอบรายชื่อที่ได้มาว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือเป็นข้อมูลเก่า และปัจจุบันผู้ที่มีรายชื่อยังคงมีพฤติกรรมที่มีความผิดอยู่หรือไม่ เชื่อว่าจะได้รับผลการตรวจสอบภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเข้าสู่กระบวนการที่วางเอาไว้ ส่วนรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายความผิดนั้น ขณะนี้ยังเป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่าผู้ที่มีรายชื่อนั้นเข้าข่ายความผิดใน 16 ฐานความผิด เช่น การฮั้วประมูล , ยาเสพติด , ค้าอาวุธ หรือเงินกู้นอกระบบ เป็นต้น โดยการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดในทางใดทางหนึ่ง พร้อมยืนยันว่าทางตำรวจเองจะดำเนินการตามหน้าที่โดยตนเอง และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. จะเข้าไปดูแลให้มาตรการดังกล่าวสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย
คดีปล้นปืนแค่ประสงค์ต่อทรัพย์
พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการควบคุมตัวนายซูซู อายุ 30 ปี ผู้ต้องสงสัยคดีแก๊งชาวจีนใช้บีบีกัน ปล้นปืน ที่ห้างหุ้นส่วน จำกัด อินเตอร์ อาร์ม (INTER ARMS) บริเวณสามยอดพลาซ่า ถนนเจริญกรุง แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. ซึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.สำราญราษฎร์ ว่า จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงมุ่งประเด็นไปที่การประสงค์ต่อทรัพย์ โดยทำการปล้นปืนเพื่อนำไปขายต่อที่ประเทศจีน เนื่องจากราคาปืนในประเทศจีนนั้นมีราคาสูงมาก ส่วนมาตรการการป้องกัน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีการเข้มงวดบุคคลเข้าออกอยู่แล้ว โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลและมีการปรับยุทธศาสตร์การทำงานตลอดเวลา
ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เปิดเผยว่า สตม.ได้รับตัวนายซูซู จาก จ.ภูเก็ต เข้ามากรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติการเข้าออกพบว่า มีการเข้าออกประเทศไทยทั้งหมด 17 ครั้ง ซึ่งเข้ามาในไทยตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 หลังจากนั้นวันที่24 สิงหาคม นายซูซูเข้ามายื่นเรื่องขออยู่ต่อ วันที่ 27 สิงหาคม 2558 สตม.อนุญาตให้อยู่ต่อเป็นเวลา 1 ปี จนถึง 27 สิงหาคม 2559 เป็นการอนุญาตให้อยู่ชั่วคราวประเภทธุรกิจ เนื่องจากเข้ามาทำทัวร์ในไทย และขณะนี้ สตม.กำลังพิจารณาผลักดันนายซูซู ออกนอกประเทศ ตามประมวลกฎหมายสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มาตรา 12 ซึ่งเป็นดุลยพินิจของ สตม. เป็นบุคคลที่น่าเชื่อว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนวีซ่า ส่งตัวกลับประเทศและขึ้นบัญชีห้ามเข้าประเทศไทย พฤติการณ์คือการจำหน่ายซิมการ์ดโทรศัพท์ ส่วนจะมีความผิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีปล้นปืนหรือไม่นั้น ก็ต้องว่าไปตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ดำเนินการสอบสวนนายซูซู ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่ทำธุรกิจทัวร์จีน และมีการให้บริการซิมการ์ดโทรศัพท์ จากการสอบสวนคาดว่า สาเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้น่าจะประสงค์ต่อทรัพย์ เนื่องจากจะมีการนำปืนไปขายที่ประเทศจีน เพราะราคาปืนที่ประเทศจีนมีราคาสูงมาก จึงอาจทำให้เป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะต้องมีการตรวจสอบในเชิงลึกอีกครั้ง เบื้องต้นขอยืนยันว่า คดีปล้นปืนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายข้ามชาติ



