
ศก.ส่งสัญญาณกระตุ้นเอกชนลงทุนยอดส่งออกหนุน-คาดไตรมาส2จีดีพีติดลบ5-6%
คลังแย้มเศรษฐกิจไตรมาส 2 ติดลบ 5-6% ได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมส่งออก หลังคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนของเอกชนยังนิ่ง ชี้เศรษฐกิจต่ำสุดแล้วในไตรมาสแรก กระตุ้นเอกชนลงทุนรองรับสัญญาณฟื้นตัว รออีก 2 เดือนปรับเป้าจีดีพีใหม่อีกรอบ มองหวัด 2009 กระ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2552 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะติดลบประมาณ 5-6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ โดยภาคอุตสาหกรรมการส่งออกเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้ายังหดตัวในระดับสูง สะท้อนถึงการลงทุนภายในประเทศที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณการหดตัวในอัตราที่ชะลอลง
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปัจจัยด้านการเมืองภายในประเทศ และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งมองว่าปัญหาไข้หวัดใหญ่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 0.15% เท่านั้น ประเมินว่านักท่องเที่ยวจะหายไป 1.8 ล้านคน สูญเสียรายได้ราว 146 ล้านบาท
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายนและไตรมาส 2 เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น เพราะภาคการผลิตอุตสาหกรรมหดตัวน้อยลงกลับมามียอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกเริ่มมีสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้นจากการหดตัวที่ชะลอลงเช่นกัน แต่การลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราการว่างงานที่ปรับตัวลดลง สอดคล้องกับการจ้างงานในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงมาก
"จากปัจจัยบวกที่เริ่มดีขึ้น ทำให้มองว่าเศรษฐกิจตกต่ำสุดในไตรมาสแรก และเริ่มติดลบน้อยลงในไตรมาส 2 ส่วนไตรมาส 3 ก็จะดีขึ้น จนกลับมาเป็นบวกในไตรมาส 4 โดยจะมีการประเมินจีดีพีปี 2552 อีกครั้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า จากที่ประเมินไว้ว่าจะติดลบ 3% เพราะขณะนี้ปัจจัยต่างๆ ยังไม่นิ่งเนื่องจากเริ่มมีปัจจัยบวกด้านต่างๆ เข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น" นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อเห็นสัญญาณการฟื้นตัวแล้วต้องการให้เอกชนเตรียมตัวขยายการลงทุนไม่ใช่รอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจึงตัดสินใจ เพราะจะช้าเกินไป และรัฐบาลต้องเร่งรัดการใช้จ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย ต้องเดินหน้าโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งให้เงินกระจายลงไปในโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการนำร่องให้เอกชนตัดสินใจลงทุนเพิ่ม เพราะการลงทุนในไตรมาส 2 ยังน่าเป็นห่วง



