ข่าว

หัวหน้าแก๊งจีนปล้นปืนยันไม่เกี่ยวการเมื

หัวหน้าแก๊งจีนปล้นปืนยันไม่เกี่ยวการเมื

06 มี.ค. 2559

คุมหัวหน้าแก๊งจีนปล้นปืนทำแผน 8 จุด รับประสงค์ต่อทรัพย์ไม่เกี่ยวการเมือง-ความมั่นคง ไม่ได้นำไปก่อเหตุธนาคาร-ร้านทอง ถอนวีซ่านักธุรกิจจีนหลังพบพฤติการณ์เป็นภัย

            จากเหตุแก๊งคนร้ายชาวจีนบุกปล้นร้านขายอาวุธปืนย่านวังบูรพาใจกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงสกัดจนคนร้ายเสียชีวิต 1 คน และจับกุมได้อีก 3 คน ก่อนควบคุมตัวนายเจิ้ง หยาง อายุ 30 ปี หัวหน้าแก๊งชาวจีนได้ที่ จ.นครสวรรค์ ขณะนั่งรถไฟหลบหนีไปยังจ.เชียงใหม่ โดยขบวนรถนอนสายด่วนที่ 51 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เพื่อเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศผ่านทางชายแดนภาคเหนือ จากนั้นควบคุมตัวมาสอบสวนขยายผลต่อ

            ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 มีนาคม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร. รองผบก.น.6 พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.สำราญราษฎร์ ได้ควบคุมตัว นายเจิ้ง หยาง อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ไปชี้จุดประกอบคำรับสารภาพ จำนวน 8 จุด  ซึ่งก่อนนำตัวไปทำแผนเจ้าหน้าที่ได้ทำการซักถามนายเจ้ง หยาง ผ่านล่ามว่ายินดีให้ความร่วมมือไปชี้จุดทำแผนประกอบคำรับสารภาพหรือไม่ โดยนายเจิ้ง หยาง ตอบว่า ยินดีให้ความร่วมมือ

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายเจิ้ง หยาง ไปทำแผนชี้จุดประกอบคำรับสารภาพเริ่มต้นที่เกสท์เฮาส์จำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่ย่านถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม. ซึ่งเป็นจุดที่นายเจิ้ง หยาง และคนร้ายรายอื่นๆ ได้เข้าพักครั้งแรกหลังจากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย จุดแรกบริเวณพิชชี่ เกสท์เฮาส์ ได้เข้าพักที่ห้อง 2-A เป็นเวลา 4 คืน จุดที่ 2 แฮปปี้โอ เกสท์เฮาส์ ซึ่งมีนายหวู่ ซิ่งจุน กับนายหลี่ คุนเผิง และนายซุน จุนเหว่ย พัก 2 คืน ส่วนจุดที่ 3 โฟ ซัน วิลเลท เกสท์เฮาส์ ที่มีนายเจิ้ง หยาง กับนายหม่า เกิง พัก 2 คืน โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการนำตัวนายเจิ้ง หยางไปชี้จุดที่ห้องพักทั้ง 3 แห่ง

            จากนั้นคุมตัวไปทำแผนยังจุดที่ 4 บริเวณสวนรมณีนาถ ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กทม. ซึ่งเป็นจุดรวมตัวก่อนก่อเหตุ และเป็นจุดจอดรถจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาก่อนเดินไปเรียกรถตุ๊กตุ๊ก ต่อมานำตัวมาชี้จุดที่ 5 บริเวณ หน้าร้านจำหน่ายปืน ห้างหุ้นส่วนจำกัด อินเตอร์อาร์ม ภายในซอยสามยอดพลาซ่า ย่านวังบูรพา เป็นจุดเกิดเหตุ โดยนายเจิ้ง หยาง ได้อยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคารฝั่งตรงข้ามจุดเกิดเหตุ ทำหน้าที่ใช้วิทยุสื่อสารสั่งการและดูต้นทาง สำหรับยังจุดที่ 6 ที่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเป็นจุดที่นำวิทยุสื่อสารไปทิ้ง ขณะที่จุดที่ 7 คือ บริเวณภายในสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นจุดที่นายเจิ้ง หยาง หลบหนีไปขึ้นรถไฟ เพื่อเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ และจุดที่ 8 คือที่โรงพยาบาลตากสิน เป็นจุดนัดหมายรวมพลหากก่อเหตุสำเร็จ

            พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า นายเจิ้ง หยาง ยอมรับว่าเป็นหัวหน้าแก๊งในการก่อเหตุครั้งนี้ มีจุดประสงค์ต่อทรัพย์สิน ส่วนรายละเอียดที่จะต้องทำการติดตามตรวจสอบ สอบสวน เพื่อจะทำให้สอดคล้องกับคำให้การของนายเจิ้ง หยาง ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งจะต้องหาหลักฐานมาเพิ่มเติม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่นายเจิ้ง หยางให้การ อย่างไรก็ตามนายเจิ้ง หยาง รับว่าได้มาทำผิดจริง เป็นหัวหน้าทีม คอยวางแผน เป็นคนมาดูต้นทางโดยบันทึกภาพวิดีโอไว้ และสั่งการผ่านวิทยุสื่อสาร 

            เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่แก๊งคนร้ายกลุ่มนี้จะนำอาวุธไปก่อเหตุในพื้นที่ท่องเที่ยว พล.ต.ท.ศานิตย์ ตอบว่า มีทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ แต่เชื่อว่าลักษณะอย่างนั้นเป็นลักษณะความผิดเฉพาะตน ถ้าจะกระจายหรือเหมารวมว่าทำให้แหล่งท่องเที่ยวเสียหายคงไม่ใช่ แต่ยังคงยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง หรือความมั่นคง โดยหลังจากก่อเหตุจะหลบหนีไปทางอาร์สามเอ ซึ่งจะนั่งรถไฟไปจ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะนั่งรถโดยสารไปจ.เชียงราย ต่อจากนั้นจะข้ามจาก จ.เชียงรายเข้าประเทศลาว ผ่านจากประเทศลาวเข้ายูนาน ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณต้นเดือนต.ค.ปี 57 นายเจิ้ง หยาง รับว่าเคยมาประเทศไทยด้วยเครื่องบิน ก่อนที่จะกลับในเส้นทางที่ว่านี้

            พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ นายซู ซู ผู้ต้องสงสัยชาวจีนอีกราย จากการสอบถามทราบว่า ได้ประกอบธุรกิจการนำเที่ยวที่ประเทศจีน เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวจีนที่จะมาเที่ยวในไทย และได้มีการซื้อซิมโทรศัพท์เป็นหลักร้อยหลักพันชิ้น เพื่อขายให้นักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามใครที่เกี่ยวข้องยังไม่ปักใจเชื่อ เจ้าหน้าที่จะอาศัยจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีและพบว่ามีความเชื่อมโยง เพื่อเป็นไปตามกระบวนการให้คลายข้อสงสัย ขณะเดียวกันก็ได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนมาโดยตลอด สำหรับขอข้อมูลประวัติของผู้ที่เข้ามาก่อเหตุ ให้คลี่คลายสิ้นในข้อสงสัย นอกจากนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยในวันพรุ่งนี้ (7 มี.ค.) จะคุมตัวนายเจิ้ง หยาง ไปขออำนาจศาลฝากขังศาลอาญา ถ.รัชดา ต่อไป

            ด้านนายเจิ้ง หยาง กล่าวผ่านล่ามว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และเกี่ยวข้องกับพวกเขาทั้ง 5 คนเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ใช่เรื่องระหว่างประเทศที่เป็นภัยความมั่นคง ซึ่งมีจุดประสงค์ต่อทรัพย์สินเท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้ายแต่อย่างใด ไม่ต้องการให้ทั้งสองประเทศมีความบาดหมางกัน และที่เลือกก่อเหตุร้านนี้เนื่องจากเห็นว่าเป็นร้านที่มีคนน้อย


ตร.ยันไม่จริงแก๊งจีนปล้นปืนไปก่อเหตุธนาคาร-ร้านทอง

            รายงานข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวน ระบุว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นการนำเสนอข่าวของสื่อที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งข้อเท็จจริง คือ ชุดสืบสวนได้ทำการสอบปากคำ นายเจิ้ง หยาง ซึ่งนายเจิ้ง หยาง ให้การอ้างว่า เจ้าตัวได้ตกลงกับ นายหวู่ ซิ่งจุน ที่ประเทศจีนก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ว่า หากปล้นอาวุธปืนได้แล้วจะนำกลับไปขายที่ประเทศจีน โดยจะเลือกเฉพาะอาวุธปืนพกสั้น เนื่องจากคนในประเทศจีนนิยมใช้อาวุธปืนพกสั้นเมื่อนำไปขายต่อจะได้ราคาสูงหลักแสนถึงล้านหยวน ซึ่งทางกลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันวางแผนขนอาวุธปืนหลบหนีกลับประเทศจีน ด้วยการนั่งรถไฟจากสถานีหัวลำโพงไปลงสถานีเชียงใหม่ ต่อจากนั้นจะเดินทางไป จ.เชียงราย และข้ามแม่น้ำโขงเพื่อข้ามไปฝั่งประเทศลาว ก่อนจะเดินทางจากประเทศลาวไปยังประเทศจีน เข้าทางเมืองเหมิงล่า แต่มาเกิดความผิดพลาดเสียก่อน ทำให้ต้องถูกจับกุมดังกล่าว ซึ่งในตัวของนายเจิ้ง หยาง ยังพบหนังสือบันทึกมีการเขียนเส้นทางการหลบหนีไว้ เนื่องจากเจ้าตัวเคยเดินทางกลับประเทศจีนด้วยเส้นทางดังกล่าวเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา

            นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวแจ้งอีกว่า ระหว่างที่นายเจิ้ง หยาง และ นายซุน จุนเหว่ย มาอยู่ในประเทศไทย มีโทรศัพท์มือถือที่ใช้ซิมการ์ดของบริษัทเครื่อข่ายในประเทศไทยกันคนละเครื่อง โดยนายซุน จุนเหว่ย ได้ซื้อผ่านบริษัททัวร์ที่ประเทศจีน จากนั้นได้ไปติดต่อทำวีซ่าเพื่อเดินทางมายังประเทศไทย ได้มีผู้นำซิมการ์ดมามอบให้ ทั้งนี้ซิมการ์ดดังกล่าวนั้นมีผู้นำมาขายให้ บุคคลนั้นคือ นายซู ซู อายุ 30 ปี ผู้ต้องสงสัยชาวจีนอีกคนในคดีนี้ กระทั่งเมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 9 ได้สนธิกำลังกับตำรวจ บก.ทท.และ สตม. ร่วมกันควบคุมตัว นายซู ซู ได้ที่วิลล่าเมอเดก้า หมู่ 2 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต มาสอบปากคำที่ สภ.ถลาง จ.ภูเก็ต หลังสืบทราบว่า นายซู ซู อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเปิดการใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือให้กับหนึ่งในผู้ต้องหาชาวจีนที่ร่วมกันก่อเหตุปล้นปืนที่ย่านวังบูรพา กทม. เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา

            ในการสอบปากคำ นายซู ซู ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งเบื้องต้นยอมรับว่า เป็นคนเปิดหมายเลขโทรศัพท์มือถือให้กับเพื่อนชาวจีน แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุดังกล่าวแต่อย่างใด ก่อนจะนำตัวส่งมอบให้ทาง สตม. พิจารณาต่อ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทำให้ต้องมีการเพิกถอนวีซ่าและผลักดันกลับประเทศบ้านเกิด

            ทั้งนี้ยังมีแนวทางการสืบสวนพบว่าคนร้ายกลุ่มดังกล่าว มีการติดต่อสื่อสารกันขณะที่ยังอยู่ที่ประเทศจีน ด้วยแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เป็นแอพพลิเคชั่น คิวคิว แช็ท โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถสนทนาเป็นลักษณะกลุ่มได้ คล้ายกับแอพพลิเคชั่น ไลน์ที่ชาวไทยนิยมใช้ แต่เมื่อกลุ่มคนร้ายเดินทางมาประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้แอพพลิเคชั่น วี แชท แทน ซึ่งจากการสอบปากคำทางผู้ต้องหาให้เหตุผลอ้างว่า ในประเทศไทยใช้แอพพลิเคชั่น คิวคิว แช็ท ไม่ได้ จึงได้ลบแอพพลิเคชั่นดังกล่าวทิ้งไป แต่ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ สันนิษฐานว่าคนร้ายเกรงว่าเมื่อถูกจับกุมแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเห็นบทสนทนาการวางแผนก่อเหตุครั้งนี้ก็เป็นไปได้

            สำหรับการขยายผลการจับกุมครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าสามารถจับได้ครบแล้ว อย่างไรก็ตามแนวทางการสืบสวนถือว่ายังไม่จบสิ้นกระบวนการ โดยหลังจากนี้ทางชุดสืบสวนต้องทำการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการเงินของกลุ่มคนร้าย รวมทั้งทำการสอบสวนขยายผลเพื่อให้แน่ชัดอีกครั้ง ก่อนนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ถ.รัชดา ในวันที่ 7 มี.ค. เวลา 10.00 น.ต่อไป

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.สัญชัย โชคขยายกิจ ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต ได้ประสาน พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล ผกก.บคด.(งานสืบสวนปราบปรามและงานขออยู่ต่อในราชอาณาจักร) บก.ตม.6 พิจารณาเสนอต่อ พล.ต.ต.นิติพงศ์ เนียมน้อย ผบก.ตม.6 ให้เพิกถอนวีซ่าการขออยู่ในราชอาณาจักรไทยของ Mr.Su Su นักธุรกิจด้านการท่องเที่ยวชาวจีน หลังจากพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาคดีปล้นร้านจำหน่ายปืนในย่านวังบูรพา ซึ่งล่าสุด พล.ต.ต.นิติพงศ์ ได้อนุมัติให้มีการถอนวีซ่าของนักธุรกิจชาวจีนรายนี้และขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศไทยแล้ว

            การเพิกถอนวีซ่าครั้งนี้เป็นเพราะตำรวจได้ขยายผลพบว่า โทรศัพท์ที่นายซุน จุน เว่ย หนึ่งในผู้ต้องหาปล้นร้านปืนนำมาใช้ เปิดใช้และลงทะเบียนโดย Mr.Su Su ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่วิลล่า เมดิก้า ม.2 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ตำรวจได้เชิญตัวมาสอบถามซึ่ง Mr.Su Su อ้างว่าจำหน่ายโทรศัพท์และซิมการ์ดให้กับนายซุน จุน เว่ย และต่อมาพบว่ามีการนำไปใช้ในการติดต่อประสานงานกันของกลุ่มคนร้าย พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจเชื่อว่านักธุรกิจชาวจีนรายนี้อาจมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มคนร้าย ถือเป็นภัยต่อสังคม หรืออาจจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงของไทย

            การตรวจสอบยังพบว่า Mr.Su Su ยังเปิดเบอร์โทรศัพท์อีกนับหมื่นเบอร์โดยใช้ชื่อตัวเองและพร้อมที่จะมอบให้กับบุคคลอื่นนำไปใช้งาน ซึ่งกรณีของคนร้ายที่ก่อเหตุปล้นปืนที่ย่านวังบูรพา ก็มีการนัดหมายจะมาพบกันที่ จ.ภูเก็ต พฤติการณ์ของ Mr.Su Su เข้าข่ายลักษณะบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 12 (7) พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงต้องถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย และจะควบคุมนักธุรกิจชาวจีนรายนี้ไปที่ห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ซอยสวนพลู) เพื่อรอการผลักดันออกนอกประเทศ ซึ่งระหว่างนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. จะควบคุมสั่งการให้มีการสอบปากคำเพิ่มเติมหากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายในข้อหาใดเพิ่มเติมจะมีการแจ้งข้อหาดำเนินคดีในข้อหานั้นๆเพิ่มเติมทันที