
ติงบาทแข็งฉุดส่งออกแข่งยากเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้น-คาดจีดีพีไตรมาส 2 ติดลบ 5-6%
ครม.เศรษฐกิจติงธปท.ค่าเงินบาทแข็ง กดดันส่งออกแข่งขันยาก ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม สศค.คาดไตรมาส 2 จีดีพีไทยติดลบ 5-6% เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากการส่งออก ส่วนท่องเที่ยวยังไม่กระเตื้อง ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ปรับตัวดีขึ้น
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดสถานการณ์ค่าเงินบาทต่อที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ระบุว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินในภูมิภาคยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยังแข่งขันได้ และยืนยันว่าแนวโน้มค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมารวมทั้งในอนาคตยังมีเสถียรภาพสามารถแข่งขันได้
ขณะที่แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า ที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการดูแลค่าเงินบาทของธปท.ว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทไทยอ่อนกว่าอินเดีย เกาหลี สิงคโปร์ และญี่ปุ่น แต่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และจีน ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นประเทศคู่แข่งสำคัญของสินค้าส่งออกไทย สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม โดยที่ประชุมกังวลว่าสินค้าส่งออกจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท ได้แก่ ยางพารา ข้าว และยังมีสินค้าอุตสาหกรรมอีกหลายชนิด ที่จะแข่งขันได้ยากขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2552 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะติดลบประมาณ 5-6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ โดยภาคอุตสาหกรรมการส่งออกเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้ายังหดตัวในระดับสูง สะท้อนถึงการลงทุนภายในประเทศที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณการหดตัวในอัตราที่ชะลอลง
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปัจจัยด้านการเมืองภายในประเทศ และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งมองว่าปัญหาไข้หวัดใหญ่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 0.15% เท่านั้น ประเมินว่านักท่องเที่ยวจะหายไป 1.8 ล้านคน สูญเสียรายได้ราว 146 ล้านบาท
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายนปรับตัวดีขึ้น บางตัวสูงกว่า 100 โดยเฉพาะดัชนีคำสั่งซื้ออีก 3 เดือนข้างหน้า สภาพการณ์ดังกล่าวเริ่มชัดเจนขึ้นไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ ที่จะมีคำสั่งซื้อมากขึ้นประกอบกับมีการใช้งบประมาณปี 2553 บวกกับการใช้จ่ายเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แต่ต้องใช้ให้หมดภายในปีนี้ จำนวน 200,000 ล้านบาท



