ข่าว

เก้าอี้ผบ.ตร.สั่น -รัฐบาล"สะเทือน"

เก้าอี้ผบ.ตร.สั่น -รัฐบาล"สะเทือน"

30 ก.ค. 2552

31 ก.ค.นี้ เป็นวันที่จะรู้ผลว่า "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร. จะตกจากเก้าอี้หรือไม่ หลังจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็น "ตอ" ขวางคดีลอบสังหาร "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 "ในวันศุกร์นี้จะให้คำตอบทุกอย่าง รวมทั้งเรื่องอุปสรรคของคดีด้วย"

 นี่คือท่าทีล่าสุดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาแย้มว่ามีความเห็นตรงกันกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากหาเวลาเคลียร์ปัญหานอกรอบจนจบเรียบร้อย

 หากจับอาการของ "พล.ต.อ.พัชรวาท" ก็หวั่นไหวไม่ใช่น้อยกับท่าทีของ "หนุ่มมาร์ค" ไม่เช่นนั้นคงไม่ดอดไปพบไกลถึงพัทยา

 โดยการวางแผนของ "สุเทพ" ที่นัดแนะให้ "พัชรวาท" ไปรอดักพบที่พัทยา โดยอ้างว่าไปตรวจดูความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยนายกฯ

 ขณะที่ "สุเทพ" ก็ถือโอกาสที่ได้นั่งรถคันเดียวกับ "นายกฯ มาร์ค" เคลียร์ปัญหานี้จนเรียบร้อย

 ซึ่งการที่ "สุเทพ" ยืนกระต่ายขาเดียวที่จะไม่ให้มีการปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท" ให้ได้ ก็ด้วยอ้างว่ายังไม่พบหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ผบ.ตร.เป็นอุปสรรคต่อการทำคดี 

 พร้อมทั้งอ้างอิงสำนวนการสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.

 ทั้ง 4 สำนวนได้ข้อสรุปตรงกันว่า "ผบ.ตร." ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำคดี  !!!

 เมื่อ "สุเทพ" ส่งสัญญาณอุ้มกันถึงขนาดนี้ ก่อนที่จะชงให้ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้ขาด จึงต้องไปวัดใจว่า "หนุ่มมาร์ค" จะกล้าหัก "เทพประทาน" หรือไม่

 เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าลำพัง "หนุ่มมาร์ค" เพียงแรงเดียว ไม่อาจจะต้านแรงพลังของ "สุเทพ" และขุมกำลังที่หนุนพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาลได้

 เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ "บิ๊กสีกากี" และ "บิ๊กสีเขียว" รวมไปถึงกลุ่มขั้วอำนาจใหม่ ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด กับกลุ่มพลังสีน้ำเงิน

 ปฏิบัติการอุ้ม "ผบ.ตร." ยิ่งเห็นเด่นชัดมากขึ้น จากการย้อนกลับไปดูเบื้องหลัง "พลังสีเขียว" ที่ส่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาเป็น รมว.กลาโหม เพื่อเป็นการสมนาคุณ หลังจากมีส่วนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วงชิงอำนาจรัฐจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ

 กระทั่งรัฐบาลโดยการนำของ "อภิสิทธิ์" ที่มี "สุเทพ" เป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้เห็นชอบผลักดันให้มีการคืนตำแหน่ง ผบ.ตร.ให้แก่ "พล.ต.อ.พัชรวาท"

 ในฐานะน้องชาย "พล.อ.ประวิตร" หลังจากถูกย้ายไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี !!!

 เมื่อความสัมพันธ์แนบแน่นถึงขนาดนี้ การสั่นสะเทือนเก้าอี้ "ผบ.ตร." ก็ย่อมส่งผลสะท้านสะเทือนไปยังเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ไม่เช่นนั้น คงไม่เห็นอาการของ "สุเทพ" ที่ออกมาไล่บี้ให้ "หนุ่มมาร์ค" ใช้อำนาจหัวหน้าผู้นำรัฐบาลเป็นผู้ชี้ขาดแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

 งานนี้ จึงต้องวัดความเป็นผู้นำของ "หนุ่มมาร์ค" อีกครั้ง ว่าจะบริหารความขัดแย้งของกลุ่มเครือข่ายอำนาจที่หนุนหลังรัฐบาลไม่ให้เกิดความแตกแยกได้อย่างไร

 เพราะลำพังประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว ไม่สามารถที่ประคองรัฐนาวาให้อยู่รอดปลอดภัยได้ท่ามกลางสารพัดปัญหารุมเร้า

 และดูเหมือนจะเป็นความเฮงของ "มาร์ค" ที่บังเอิญตัวช่วยโผล่มาพอดี !!!

 นั่นคือเป็นจังหวะเวลาที่ "ป.ป.ช." กำลังพิจารณาคดี "สลายม็อบ 7 ต.ค.2551" ซึ่งเป็นคดีค้างเก่าตั้งแต่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์

 ยิ่งไปกว่านั้น การพิจารณานัดล่าสุดก็มีมติแจ้งข้อกล่าวหา "พล.ต.อ.พัชรวาท" เพิ่มเติม !!!

 จากข้อหาผิดวินัยไม่ร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อ เป็นผิดวินัยร้ายแรง แถมพ่วงด้วยความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในคดีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

 โดยอ้างพบหลักฐานและพยานชัดเจน ที่ซัดทอดว่า "พล.ต.อ.พัชรวาท" อยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมกับสั่งการให้สลายการชุมนุม

 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหาในคดี 7 ตุลาคม มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง 7 คน

 แต่การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมครั้งนี้ กลับโดนเฉพาะ "พล.ต.อ.พัชรวาท" เพียงคนเดียวเท่านั้น

 งานนี้เลยเสมือน "เข้าทาง" เพราะที่สุดแล้ว "ป.ป.ช." จะเป็นฝ่ายเข้ามาจัดการตามกระบวนการ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของรัฐบาล

 นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่อง โผแต่งตั้งโยกย้ายหลายตำแหน่งที่เคาะกันไม่ลงตัว และงัดกันเรื่อยมาระหว่าง "ผบ.ตร." กับ "ประชาธิปัตย์" ขณะทำโผ

 และนี่จึงเป็นเหตุสำคัญที่ "นายกฯ มาร์ค" สั่งเบรกบัญชีโยกย้ายนายตำรวจทั้งหมดไปพร้อมกันด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับ "ผบ.ตร." โดยตรง ในฐานะผู้ลงนามเซ็นอนุมัติโผโยกย้าย

 เพราะฉะนั้นงานนี้ "นายกรัฐมนตรี" จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ว่าจะตัดสินอนาคต "พล.ต.อ.พัชรวาท" อย่างไร ถึงจะไม่ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลและเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" !


โต๊ะข่าวการเมือง