
นัยสามประการของความเซอร์ไพรส์
ไม่ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ แต่การนำเสนอสถานี 3 ช่องฟรีๆ ผ่านดาวเทียมนั้นทำให้สังคมเกิดแรงสะเทือนไม่ใช่น้อย
แต่ถ้ามองว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงการตลาดทางการเมือง เราก็คงไม่หนักใจอะไรกันมาก แต่ถ้าเราพิจารณาว่าการตลาดทางการเมืองนั้นอ้างอิงมาจากปัญหาความเปราะบางของโครงสร้างทางสังคม เราก็ควรพิจารณาเรื่องของนัยทางการเมืองของความเซอร์ไพรซ์สักนิด
ในส่วนของการทำช่องโอท็อป สิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่เรื่องของการทำได้ หรือขายได้หรือไม่ แต่เกี่ยวพันกับความรู้สึกว่าเศรษฐกิจของไทยนั้นจะต้องทำมาหากินโดยการต่อติดกับโลก ดังนั้นไม่ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ประเด็นจึงอยู่ที่การสร้างความรู้สึกว่าสินค้าของไทยได้ไปปรากฏตัวในระดับโลก และทำให้คนที่วิจารณ์เรื่องนี้ถูกผลักไปอยู่อีกฝ่ายได้ไม่ยากนัก นั่นคือฝ่ายที่ยืนตรงข้ามกับประชาชน
ประเด็นที่ซับซ้อนไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันระหว่างทักษิณกับรัฐบาล แต่คือเรื่องที่ว่ารัฐบาลจะตอบคำถามประชาชนว่าจะทำให้ประชาชนต่อติดกับโลกอย่างไรใน "วันนี้" เพราะมัวแต่พูดถึงเรื่องของ "ความเข้มแข็ง"
มิติที่สำคัญมิติหนึ่งของชาตินิยมนั้นไม่ได้มีแค่การสร้างศัตรู หรือการสร้างความภูมิใจในหมู่พวกเดียวกัน แต่หมายถึงการสามารถเป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่เราคิดว่าเหนือกว่าและไล่ตาม และนี่ก็คือปมของการต้องการได้รับการยอมรับจากโลกที่เรามักจะมีเสมอๆ รวมทั้งการพยายามจะเป็นที่ยอมรับแบบเพี้ยนๆ เช่น ลงกินเนสส์บุ๊กในบางเรื่อง เป็นต้น
สำหรับเรื่องของเรียลิตี้คนจนนั้น เรื่องที่น่าสนใจก็คือถ้ามีการนำเสนอความยากจนและชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลพยายามโฆษณาผลงานของตัวเอง สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการต่อสู้ที่ทำให้รัฐบาลจะต้องทำงานหนัก
ยิ่งเป็นรัฐบาลที่ต้องยืมมือคนอื่นมากมาย งานนี้ก็จะลำบากหนักเข้าไปอีก ไหนจะต้องรับมือกับข้อสงสัยเรื่องการคอรัปชั่น และไหนจะต้องพยายามต่อกรกับสื่อใหม่ชิ้นนี้
อย่าประมาทว่าประชาชนไม่มีปัญหาเข้าถึงสื่อใหม่ เพราะถ้าเคเบิลต่างๆ เขาสอยลงมาฟรีๆ ชาวบ้านเขาก็ดูได้ (หรือจ่ายอยู่แล้ว) ลองนึกสิครับว่ากว่าจะปิดดีสเตชั่นได้ไม่ใช่ง่าย แล้วถ้าคราวนี้เขายิงโดยไม่ผ่านไทยคมล่ะครับ? จะเอาใครมาปิดครับ? เพราะมันเป็นการสร้างเครือข่ายนอกอำนาจของรัฐไทย
ในประการสุดท้าย การสร้างช่องติวหนังสือนั้นไม่ใช่เรื่องว่าเชยหรือไม่เชย แต่ประเด็นที่รัฐบาลจะต้องตอบก็คือ รัฐบาลนั้นมีแนวคิดเรื่องอนาคตอย่างไร ขณะที่จะต้องเผชิญหน้ากับคำถามว่าด้วยเรื่อง "อนาคต" เสมอ ว่าถ้าทุกคนนั้นอยู่อย่างที่เป็นอยู่นั้น ลูกหลานจะมีอนาคตอย่างไร ดังนั้นประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่แค่การพูดถึง "กลุ่มเป้าหมาย" ที่อาจรู้สึกว่าด้อยและไม่สามารถดูแลตัวเองเรื่องโอกาสทางการศึกษาได้
สงครามคราวนี้ที่ทักษิณเปิดขึ้นมาจึงเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่ต่อสู้กันในเรื่องชาตินิยมหลายกระแส ระหว่างชาตินิยมที่เกี่ยวพันกับโลกและผูกโยงกับความหวังและอนาคตที่อาจจะต้องเสี่ยงมากหน่อย
กับชาตินิยมในแบบที่พยายามอยู่กันไปแบบนี้ และสร้างศัตรูว่ามาจากภายนอกและพยายามไม่ตอบคำถามเรื่องอนาคตและความเกี่ยวพันระหว่างประชาชนกับโลกในทางตรง (เพราะต้องผ่านนักธุรกิจเสียก่อน)



