ข่าว

กฎเหล็ก‘ศานิตย์’ย้ายจราจรไร้ประสิทธิภาพแก้รถติด

กฎเหล็ก‘ศานิตย์’ย้ายจราจรไร้ประสิทธิภาพแก้รถติด

04 มี.ค. 2559

กฎเหล็ก‘ศานิตย์’ย้ายจราจรไร้ประสิทธิภาพแก้รถติด

           สภาวะการ "จราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร" เป็นปัญหาที่มีมายาวนาน แน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นวงกว้าง ทุกๆ เช้าจะพบเห็นรถติดสะสมตามท้องถนนทั้งทางพื้นราบและถนนโทลล์เวย์ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ไขเรื่อยมา แต่ยังไม่สามารถขจัดปัญหารถติดสะสมได้

           จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่การจราจรบนท้องถนนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาให้รถเคลื่อนตัวได้ ทั้งตามจุดทางแยกซึ่งมีสัญญาณไฟแดง 500 แยก ทั่วกรุงเทพมหานคร แยกที่มีปัญหารถติดหนาแน่น อย่าง แยกพระราม 4 แยกศาลาแดง แยกปทุมวัน แยกพญาไท แยกสาทร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบริเวณจุดที่เป็นคอขวดเพื่อให้รถไหลเคลื่อนที่ไปได้ในสภาวะปกติ โดยเฉพาะในเวลาเร่งด่วน จะคอยใช้เสียงนกหวีดและท่าทางการโบกมือเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ใช้รถใช้ถนน

           ถนนวิภาวดีรังสิต หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31(ดินแดง - ดอนเมือง) ที่เชื่อมต่อถนนในกรุงเทพมหานครกับถนนพหลโยธินสู่ภาคกลางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งแบ่งช่องทางเดินรถเป็นทางด่วนหรือทางหลัก และทางคู่ขนาน มีความยาวตลอดเส้นถนน 26 กิโลเมตร โดยวิภาวดีเป็นหนึ่งในถนนที่สามารถรองรับปริมาณของรถได้ในจำนวนค่อนข้างมาก แต่ไม่มีสัญญาณไฟแดงตลอดเส้นทาง

           ทั้งนี้ ด้วยจำนวนรถที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี จึงทำให้การจราจรติดขัดสะสมบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณทางลงด่วนดินแดง หน้าโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี มีรถมาจากหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น ห้าแยกลาดพร้าว ทางด่วนโทลล์เวย์ และทางร่วมทางแยก

           อีกทั้งถัดไปในบริเวณ ถนนพหลโยธิน มีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนที่มาจากหลายเส้นทางต้องเลี่ยงใช้ถนนวิภาวดีรังสิตมากขึ้น ยิ่งทำให้การจราจรในถนนเส้นนี้ติดขัดอย่างหนัก

           ด้วยเหตุนี้ตำรวจจราจรจึงต้องประยุกต์ใช้วิธีการแก้ปัญหาจากปกติจะใช้สัญญาณไฟอัตโนมัติเพื่อระบายรถ แต่เมื่อถึงชั่วโมงเร่งด่วนวิธีการนี้กลับใช้ไม่ได้ผล ตำรวจจราจรต้องลงมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยการโบกรถเพื่อระบายการติดขัดสะสม ซึ่งจะพบเห็นได้ในหลายจุดของพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งอยู่ในความดูแลของศูนย์ควบคุมจราจรทางด่วนพิเศษ กองบังคับการตำรวจจราจร กลับไม่พบตำรวจจราจรลงมาปฏิบัติหน้าที่

           สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาลผู้ มีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.ขจรเกียรติ ศริพันธุ์ ผู้กำกับการ 2 (ศูนย์ควบคุมจราจรทางด่วนพิเศษ) กองบังคับการตำรวจจราจร ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ศปก.น. และมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รองผู้บังคับการจราจร รักษาราชการแทนตำแหน่งผู้กำกับการ 2 โดยมีหนังสือคำสั่งให้มีผลตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดระยะเวลา 30 วัน สาเหตุเพราะไม่แก้ปัญหาและปล่อยให้บริเวณหน้าโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีมีสภาพการจราจรติดขัดบ่อยครั้ง

           นี่ไม่ใช่ “ครั้งแรก” ที่สั่งย้ายตำรวจจราจร เพราะเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.สาโรจน์ เพ็ญสูตร์ สารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย และ ร.ต.อ.กษิดิ์พัศ บุตรมาลา รองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย มาปฏิบัติราชการที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.น.) มีกำหนด 7 วัน เนื่องจากพบว่า ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดสะสม

           เสียงคำสั่งการของตำรวจจราจรกองกำกับการ 2 (ศูนย์ควบคุมจราจรทางด่วนทางพิเศษ) ไปถึงตำรวจจราจรในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เมื่อจอมอนิเตอร์แสดงผลว่า การจราจรในเส้นทางใดติดขัดก็จะมีคำสั่งให้ลงไปแก้ปัญหาทันที ถือเป็นภาพที่ชินตา โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนตั้งแต่เวลา 07.00–09.30 น. วันจันทร์–ศุกร์ และในช่วงหลังเลิกงานหรือเลิกเรียนในตอนเย็น ตั้งแต่ 16.00–19.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงที่รถติดสะสมอย่างหนาแน่น และในทุกๆ วันจันทร์รถจะค่อนข้างติดหนาแน่นมากกว่าวันอื่นมากเป็นพิเศษทั้งพื้นราบและโทลล์เวย์ เนื่องจากประชาชนที่เดินทางกลับบ้านทยอยกลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร ซึ่งแตกต่างจากวันเสาร์–อาทิตย์ ที่รถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ

           พ.ต.อ.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รอง ผบก.จร. รักษาราชการแทน ตำแหน่งผู้กำกับการ 2 (ศูนย์ควบคุมจราจรทางด่วนทางพิเศษ) กล่าวว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ในสังกัดกองบังคับการตำรวจจราจร ซึ่งรับผิดชอบการจราจรช่วงถนนวิภาวดีรังสิตทั้งหมด กว่า 70 นายต่อวัน เพื่อไประบายรถตามจุดต่างๆ ที่มีปัญหา รวมถึงต้องประสานกับศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าการขยายพื้นผิวถนนช่วงบริเวณป้ายรถเมล์ใกล้กับโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีที่เพิ่งเริ่มทำมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ทำให้เสียพื้นผิวถนนไปส่วนหนึ่งจึงเกิดรถติดสะสมในช่วงนั้นอยู่จำนวนมาก จึงต้องเพิ่มกำลังตำรวจจราจร

           “มักจะมีปัญหาตลอดทางแต่ละจุดของมัน ช่วงหนาแน่นตามทางลงโทลล์เวย์ โดยเฉพาะตรงลงทางด่วนดินแดง ช่วงโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี คนจะใช้รถผ่านถนนวิภาวดีรังสิตไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนพระราม 9 ถนนมิตรไมตรี ซึ่งจะมีสัญญาณไฟอยู่ตรงแยกทางด่วนดินแดง ทำให้รถติดสะสมยาวเคลื่อนตัวได้ค่อนข้างช้า บวกกับตอนนี้มีการก่อสร้างเพิ่มพื้นผิวถนนก็จะมีการขยับป้ายรถเมล์ออกมา ทำให้จุดระหว่างจะเข้าป้ายสั้นลง จนกลายเป็นพื้นที่คอขวด ต้องวางตำรวจไว้จุดนี้ด้วย” พ.ต.อ.ภูษิต กล่าว

           สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจราจรของ ด.ต.ทัศน์พล ศรีทนุ ผบ.หมู่จราจร กองบังคับการตำรวจจราจร ต้องออกมาคอยโบกรถบนถนนวิภาวดีรังสิต หน้าโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เวลา 05.30–09.30 น. และช่วงเวลาเย็น ตั้งแต่เวลา 15.00–19.00 น. จนกว่าจะสามารถระบายรถให้เกิดสภาพคล่องตัวได้

           “ในตอนเช้าจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่คอยโบกรถเป่านกหวีด ให้รถที่จะมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร ยอมรับว่ารถติดมันแก้ไขยากแต่หน้าที่ผมคือการระบายรถให้คล่องตัวให้ได้มากที่สุด โดยช่วงที่เป็นคอขวดจะเป็นปัญหารถติดสะสมมาก จึงต้องระบายช่วงนี้อยู่ตลอดเวลา ช่วงตอนเย็นก็จะมาระบายรถฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี แต่ว่าก็จะไม่ติดหนักเท่าตอนเช้า” ด.ต.ทัศน์พล กล่าว

           สุรพงษ์ ต้นพงษ์เจริญ ผู้ใช้รถใช้ถนน กล่าวว่า ต้องใช้เส้นทางนี้เพื่อเข้าไปทำงานที่อนุสาวรีย์ชัยทุกวันจันทร์–ศุกร์ ซึ่งจะต้องเผื่อเวลารถติดกว่าชั่วโมงครึ่งเพื่อไปให้ทันเวลางาน ยอมรับว่าสภาพการจราจรโดยเฉพาะคนใช้รถยนต์เพิ่มขึ้นทุกวัน

           “คนใช้รถยนต์เพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ใช่ทุกปี ผมต้องเผื่อเวลาไว้เยอะพอสมควร อย่างผมเข้างาน 9 โมง ก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เห็นรถติดทุกวัน ผมเห็นตำรวจก็มาระบายรถ ก็ไม่ทุกวันนะ แถวๆ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี แต่มันก็ช่วยได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถามว่าติดหนักไหมติดหนักขึ้นเรื่อยๆ มันเพิ่มความเครียดให้คนใช้รถใช้ถนน” สุรพงษ์ กล่าว

           เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผบก.จร. ยอมรับว่า การจราจรในกรุงเทพมหานครใกล้ถึงจุดวิกฤติแล้ว เพราะปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เมื่อเทียบสัดส่วนกับถนนรถที่วิ่งในกรุงเทพมหานครเกินกว่าถนนจะรองรับได้ถึง 5 เท่า สอดคล้องกับยอดรถที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี 3.5 แสนคัน ขณะที่รถขนส่งสาธารณะก็ยังไม่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด ผู้ใช้รถใช้ถนนเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมืองชั้นในของกรุงเทพมหานครเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นพื้นที่กระจุกตัวของผู้คน

           “การรับมือกับการแก้ไขปัญหาของกองบังคับการตำรวจจราจรในทุกๆ วันจะต้องมีการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ โดยมีศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร - บก.02 ที่จะคอยเฝ้าดูสถานการณ์รถบนท้องถนนทั่วกรุงเทพมหานคร หากจุดไหนที่การกระจุกตัวของรถมากๆ หรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนท้องถนน ก็จะคอยสั่งการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่อยู่ในพื้นที่ที่คอยระบายรถตามจุดต่างๆ ซึ่งจะคอยมอนิเตอร์หน้าจออยู่ที่ห้องควบคุมกล้องวงจรปิดทั้งหมดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจุดที่มีรถกระจุกตัวทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้าลงเพราะติดไฟแดงคือ บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เป็นสามแยกที่เชื่อมต่อเข้าไปยังถนนชั้นในของกรุงเทพมหานคร จึงเกิดการจราจรติดขัดสะสมในถนนวิภาวดีรังสิต”

           นอกจากนี้ ถนนวิภาวดีรังสิต มีทางร่วมทางแยกอยู่หลายจุดซึ่งแต่ละจุดจะมีตำรวจจราจรคอยช่วยระบายรถอยู่ตลอดเวลา ยอมรับว่ายากที่จะทำให้รถไม่ติดแต่จะทำให้ติดน้อยที่สุด อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาการจราจรถนนวิภาวดีรังสิตมีรถหนาแน่นมากกว่าเดิมขึ้น คือการสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในถนนพหลโยธินทำให้เสียพื้นผิวจราจรไปส่วนหนึ่ง จึงทำให้คนเปลี่ยนมาใช้เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิตมากขึ้น

           “ถนนวิภาวดีรังสิตรถที่จะต้องผ่านในแต่ละวันจะเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นทางที่รถจะออกมาจากถนนงามวงศ์วาน ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทรา ถนนมุ่งตรงออกจากจังหวัดภาคเหนือ อีสาน ผ่านจังหวัดปทุมธานี จุดคอขวดต่างๆ พยายามบริหารจัดการอยู่แต่ต้องยอมรับว่ามันยาก จะทำให้ติดน้อยที่สุดได้ แต่ทำให้ไม่ติดเป็นไปไม่ได้ เรามีตำรวจจราจรประจำจุดหมด ตามทางร่วมทางแยก คอยประสานงานกัน ที่ผ่านมาเคยมีการแก้ปัญหามาตลอด เราไม่สามารถไปบีบบังคับไม่ให้ประชาชนใช้รถส่วนบุคคลมาทำงานได้” พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าว

           พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่าอีกว่า ภายในปี 2561–2562 คาดการณ์ว่าการจราจรถนนวิภารังสิตจะมีสภาพคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากมีรถไฟฟ้าสายสีเขียวรองรับการเดินทางของประชาชนในชั่วโมงเร่งด่วน และอาจจะมีแผนกำหนดมาตรการควบคุมการนำรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ามาใช้ยังพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยจะร่วมพิจารณากับหลายภาคส่วนเพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อให้บางส่วนใช้บริการรถสาธารณะ