
ป้องกันกระทบท่องเที่ยว
ป้องกันกระทบท่องเที่ยว : บทประจำวันที่3มี.ค.2559
การเกิดคดีอาชญากรรมกับนักท่องเที่ยวต่างชาติถือเป็นเรื่องน่ากังวลเพราะกระทบไปถึงภาพลักษณ์ประเทศในฐานะที่ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจส่งผลถึงรายได้ของประเทศจากการท่องเที่ยวด้วย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สรุปยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2558 ที่ 29.88 ล้านคน เติบโตจากปีก่อนหน้า 20.44% สร้างรายได้เข้าประเทศไทย 1.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.39% จากปีก่อนหน้า ในจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ 30 ล้านคนนี้ มี 21.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 71.20% ที่เป็นนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ตามด้วยนักท่องเที่ยวจากยุโรป 5.63 ล้านคน คิดเป็น 18.84% จึงเห็นได้ว่า ทิศทางการเติบโตมีจำนวนนักท่องเที่ยวมายังไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อปลายปี 2558 เว็บไซต์ TripAdvisor ได้จัดอันดับสามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ของไทยติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในเอเชีย ได้แก่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต ที่นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันโหวตให้ติดใน 20 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหากคิดจะเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นเวลา 1 สัปดาห์ในภูมิภาคเอเชีย และทางเฟซบุ๊กก็ได้รวบรวม 20 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กไปเที่ยวมากที่สุด ซึ่งนับจากยอดการเช็กอินนั่นเอง พบว่าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ประเทศไทย ได้ติดอันดับด้วย สะท้อนให้เห็นความนิยมของชาวต่างชาติต่อการเข้ามาเที่ยวประเทศไทยทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและเมืองใหญ่ที่ทันสมัย
ดังนั้นปัญหาอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงถือเป็นปัจจัยด้านลบที่รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องจำเป็นต้องหาวิธีการป้องกันและให้เกิดความรัดกุมที่ต้องรองรับสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวให้ได้ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดคดีโด่งดังและเกิดอาชญากรรมกับนักท่องเที่ยวต่างชาติในหลายๆ ครั้ง จนบางข่าวดังไปทั่วโลก จึงต้องสร้างกลไกหรือวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก แนวทางหนึ่งที่ คสช.ดำเนินการโดยสั่งให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ร่วมกับตำรวจและส่วนราชการ เข้าไปตรวจสอบและกวดขันในมาตรการอำนวยความสะดวกและดูแลการท่องเที่ยวทั้งระบบทั่วประเทศทุกด้าน ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยให้ขีดการป้องกันดีขึ้น
กระนั้นก็ตาม การเกิดอาชญากรรมกับนักท่องเที่ยวนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งภาครัฐต้องควบคุมดูแลควบคู่ไปกับการจัดระเบียบกลุ่มผู้ประกอบการสถานที่พักหรือรีสอร์ท พร้อมกับป้องปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลในแหล่งท่องเที่ยวด้วย ยังไม่นับรวมกลุ่มมาเฟียต่างชาติที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่และเข้าไปทำธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งมีบางแหล่งทำธุรกิจมืดสร้างปัญหาในเรื่องค้ายาเสพติด เป็นที่พักพิงของอาชญากรข้ามชาติ โดยหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นต้องทำงานแบบโปร่งใสบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรหลับตาข้างหนึ่งแล้วปัดปัญหาออกไปแบบซุกไว้ใต้พรม เพียงเพราะผลประโยชน์ที่ได้รับจากใต้โต๊ะ ซึ่งหากยังเป็นเช่นนั้นต่อไป การแก้ไขปัญหาคงไม่สามารถทำได้บรรลุผลสำเร็จ



