
ธุรกิจ-จริยธรรมคำถามวัดใจช่อง3
ธุรกิจ-จริยธรรมคำถามวัดใจช่อง3 : รายการคมชัดลึก
จากกรณีเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลอาญาพิพากษาจำคุก สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง 13 ปี 4 เดือน ข้อหาทุจริตค่าโฆษณาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อสมท กว่า 138 ล้านบาท และได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวออกมา หลังจากนั้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า เขาสมควรยุติบทบาทการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนหรือไม่ ดังนั้นรายการ คม ชัด ลึก จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ ธุรกิจ-จริยธรรม คำถามวัดใจ ช่อง 3
ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ กล่าวว่า การที่สรยุทธยังมานั่งจัดรายการช่วงเช้าและช่วงเย็นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ยังคงยืนยันและให้ความเชื่อถือต่อสรยุทธอย่างเต็มที่เหมือนเดิม การจะคัดเลือกใครมาเป็นผู้ประกาศข่าวของช่องจะคำนึงความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ ฉะนั้นสะท้อนให้เห็นว่า ช่อง 3 ยังคงมีความเชื่อมั่นในตัวสรยุทธว่ายังมีภาพลักษณ์ที่ดีว่าจะสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์ทางจริยธรรมนี้ได้
แต่มองในมุมของผู้ชม คิดว่าในสังคมโซเชียลมีเดียหรือในอินเทอร์เน็ตส่งเสียงอย่างชัดเจนว่า ไม่พอใจ ซึ่งก็สอดรับกับองค์กรภาควิชาชีพสื่อ ที่ออกมาเรียกร้องให้สรยุทธยุติบทบาท
ฉะนั้นกระแสแบบนี้จะแรงขึ้นไปอีก การที่ช่อง 3 ออกมาบอกให้สรยุทธดำเนินการตามปกติ หรือโยนเรื่องนี้ให้บริษัท ไร่ส้ม เป็นผู้พิจารณา เปลี่ยนหรือยุติบทบาทในตัวพิธีกร
อาจจะบอกได้ว่า ช่อง 3 มองเห็นว่า ยังมีแฟนรายการส่วนหนึ่งยังคงติดตามดูรายการตามปกติ แต่ที่แน่ๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม
วสันต์ ภัยหลีกลี้ ผอ.สถาบันต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าท่าทีทางช่อง 3 ไม่มีการกั๊ก ค่อนข้างชัดเจน เมื่อวานนี้ (29 ก.พ.) ไม่ได้ออกมาจัดรายการตอนเย็น ก็มีกระแสว่า จะยุติไปเลยหรือเปล่า แต่พอตอนดึกก็มีข่าวว่า ทางช่อง 3 ให้เดินหน้าต่อ เป็นเรื่องปกติ วันนี้รายการก็กลับมาตามปกติ
แต่ดูเหมือนว่า รายการที่กลับมาตามปกติ แต่ดูเหมือนว่า ไม่ปกติ เหมือนกับว่า แก้วที่ร้าวแล้วสมานไม่ได้
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกของคนที่ไม่เท่ากัน คนส่วนหนึ่งที่ทำสถานี คนส่วนหนึ่งทำรายการ มองว่า เรื่องที่ถูกพิพากษาจำคุกในคดีฉ้อโกง ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง
ในขณะที่ในสังคม โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์คิดว่า เป็นเรื่องที่ร้ายแรง เป็นเรื่องที่จะต้องมีสำนึก จะต้องมีจริยธรรม สะท้อนให้เห็นความแตกต่างกันเยอะ
กรณีนักการเมือง เมื่อถูกชี้มูลความผิด ก็ยุติบทบาทและหน้าที่กันแล้ว
สื่อเรียกร้องตรวจสอบคนอื่น แต่สื่อจะผ่อนปรนให้ตัวเองได้อย่างไร มาตรฐานสื่อต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะสื่อให้คุณให้โทษแก่คน สื่อก็เป็นบุคคลสาธารณะ ก็จะต้องมีมาตรฐาน ไม่ใช่ว่า ทำผิดก็ได้ ไม่เป็นอะไร หรือว่าจะบอกว่า เป็นเรื่องส่วนตัว หรือจะบอกว่า เป็นความผิดมาก่อนหน้านี้ ไม่จำเป็นจะต้องมาพิจารณา แบบนี้ไม่ได้ เมื่อทำผิด มีความชัดเจนก็ควรจะพิจารณาตัวเอง
จะสวยงามมากหากยุติบทบาท หยุดปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อศาลฎีกาตัดสินว่า ไม่มีความผิด ค่อยกลับมาทำหน้าที่ต่อ อย่างนี้จะสง่างามกว่าเยอะ ถ้ายังนั่งทำอยู่อย่างนี้จะมีแต่เสียงก่นด่า เรื่องสำคัญคือ เรื่องของสำนึก
คนจะรู้สึกว่า ทำหน้าที่ตรวจสอบคนอื่น บางทีสื่อไปพิพากษาเขา ไม่ใช่อ่านข่าวเฉยๆ ใส่ความเห็น ใส่โน่น ใส่นี่เข้าไป แต่พอถึงตัวเอง ทำไมจะต้องได้รับการยกเว้น ทำไมจะต้องมีอภิสิทธิ์มากกว่านักการเมือง มากกว่าบุคคลสาธารณะอื่น ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ
ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า การที่สรยุทธได้ลดหย่อนโทษ เนื่องจากเป็นผู้ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐในการทำทุจริต
สำหรับเหตุผลที่ยังดำเนินรายการต่อไปนั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ถึงจุดนี้ก็เป็นเรื่องของจรรยาบรรณทางธุรกิจ ที่ต้องรอดูทางช่อง 3 จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่
ในอดีตที่ผ่านมา กรณีคำถามลักษณะนี้ จะได้ยินคำตอบว่า คนไทยยอมรับได้ถ้าโกง ถ้าทุจริต แล้วสร้างผลประโยชน์ให้
เรื่องนี้มีการต่อสู้กันมานาน และพยายามบอกว่า จิตสำนึกของคนไทยต้องไม่ยอมรักการโกง และไม่ยอมให้ใครโกง คนไทยต้องเชื่อมั่นว่า ไม่โกง ก็รวยได้
ในทางธุรกิจก็ให้จับตามองสปอนเซอร์ของรายการว่า เขาคิดอย่างไร หากยังให้การสนับสนุนก็เท่ากับไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ นั่นคือ คอร์รัปชั่น



